วันศุกร์ ที่ 6 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

’กอบศักดิ์‘ ถอดรหัส ‘เส้นทางใหม่เศรษฐกิจไทย’ ชูยุทธศาสตร์ Open Thailand ปักหมุดซัพพลายเชนโลก

ดร.กอบศักดิ์ ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตช้าเกือบรั้งท้ายอาเซียน เหตุโครงสร้างเศรษฐกิจเดิมพึ่งพาอุตฯญี่ปุ่นเมื่อ 30-40 ปีก่อน ตกรุ่นแล้ว เผยโอกาสครั้งใหญ่ของไทยมาจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ China Plus One ทำให้เงินทุนไหลออกจากจีนมายังอาเซียน เปิดทางให้ไทยสร้างแกนเศรษฐกิจใหม่ใน 5 อุตฯ เป้าหมาย PCB, Data Center, EV , หุ่นยนต์ พร้อมเสนอยุทธศาสตร์ ‘Open Thailand’ เพื่อเป็นเส้นทางใหม่

KEY POINTS

  • ดร.กอบศักดิ์ ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตช้าเกือบรั้งท้ายอาเซียน เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจเดิมที่พึ่งพาอุตสาหกรรมญี่ปุ่นเมื่อ 30-40 ปีก่อนได้ตกรุ่นไปแล้ว
  • โอกาสครั้งใหญ่ของไทยมาจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ (China Plus One) ที่ทำให้เงินทุนไหลออกจากจีนมายังอาเซียน เปิดทางให้ไทยสร้างแกนเศรษฐกิจใหม่ใน 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น PCB, Data Center, EV และหุ่นยนต์
  • เสนอยุทธศาสตร์ ‘Open Thailand’ เพื่อเป็นเส้นทางใหม่ โดยเน้นการเปิดประเทศรับบุคลากรทักษะสูง, ศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D), และบริษัทต่างชาติ เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนใหม่ของโลก
  • แนะให้ไทยรักษาสถานะความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากทั้งสหรัฐฯ และจีน ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ GDP กลับมาเติบโตอย่างยั่งยืนที่ระดับ 3.5-4.0%

เปิดฉากเจาะลึกโครงสร้างเศรษฐกิจไทยกับ "ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล" เมื่อแกนหลักสร้างชาติเดิมตกรุ่น จน GDP ร่วงโตต่ำรั้งท้ายอาเซียน ท่ามกลางอัตราเร่งของ AI และหุ่นยนต์เปลี่ยนโลก เผยจังหวะจุดเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์ China Plus One ขับเคลื่อนแม่น้ำเงินทุนทะลักเข้าไทย ชูยุทธศาสตร์ Open Thailand และการวางตัวเป็นกลาง ดึง Talent และ R&D ระดับโลก ดันไทยแทรกตัวในซัพพลายเชนใหม่ ก่อนตกขอบกลายเป็นพลเมืองชั้นสอง

ในงานสัมมนา Generating a Cleaner Future Forum 2026 Shaping the Next Growth Frontier  จัดโดย บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด หรือ BIG ร่วมกับ กรุงเทพธุรกิจ เปิดฉากเจาะลึกโครงสร้างเศรษฐกิจไทย หัวข้อ Thailand's Economic Outlook: Where is New Pathway ?กับ "ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล" กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)  หรือ BBL

ยอมรับความจริง เครื่องยนต์เดิมหมดอายุ สู่ GDP โตเกือบต่ำสุดในอาเซียน

ดร.กอบศักดิ์ กล่าวว่า  ภาพจำในอดีตที่ประเทศไทยเคยเติบโตอย่างโดดเด่นจนได้รับการคาดหมายว่าจะกลายเป็น "เสือตัวที่ 5" ของภูมิภาคอาเซียน ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่เคยพุ่งสูงถึง 13% ต่อปี ซึ่งโตเร็วกว่าเศรษฐกิจโลกหลายเท่า ได้กลายเป็นเพียงอดีต 

ในปัจจุบัน อัตราการเติบโตของไทยกลับถดถอยลงมาจนโตต่ำเกือบที่สุดในอาเซียน โดยขยายตัวชนะเพียงเมียนมาเท่านั้น ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและองค์กรประเมินระดับสากลต่างมองตรงกันว่า GDP ไทยปีนี้และปีหน้าจะขยายตัวได้เพียงราว 2.1% เท่านั้น

เมื่อย้อนดูสัดส่วนขนาดเศรษฐกิจไทยในเวทีโลก พบว่าปี 1980 ไทยมีส่วนแบ่งอยู่ราว 0.3% ก่อนจะพุ่งขึ้น 2 เท่าตัวมาอยู่ที่เกือบ 0.6% (ระดับ0.56%) ในช่วงเวลาเพียง 10 ปี ทว่าปัจจุบัน สัดส่วนดังกล่าวได้ลดลงเหลือ 0.48% และหากยังเดินบนเส้นทางเดิม ความสำคัญของไทยในเศรษฐกิจโลกจะร่วงลงเหลือเพียง 0.33% 

’กอบศักดิ์‘ ถอดรหัส ‘เส้นทางใหม่เศรษฐกิจไทย’ ชูยุทธศาสตร์ Open Thailand ปักหมุดซัพพลายเชนโลก

ดร.กอบศักดิ์ ชี้ให้เห็นถึงต้นตอของปัญหาว่า ถ้าเกิดเราไปตามเส้นทางเดิม เส้นทางปัจจุบันของเราจะเลวร้ายแค่ไหน ปัญหาของเราก็คือว่า เรามีความสำเร็จจากการที่ญี่ปุ่นมาลงทุนที่ประเทศไทยเมื่อประมาณ 30–40 ปีที่แล้ว ในอุตสาหกรรมสำคัญที่เรียกว่าสร้างชาติขึ้นมา ทั้งรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ และหนัง 

“สิ่งที่ต้องยอมรับความจริงคือ 30 ปีให้หลัง อุตสาหกรรมของญี่ปุ่นเองก็เข้าสู่ช่วงตกรุ่น แบรนด์หลักๆ อย่าง Sony หรือ Toshiba เริ่มสู้เทคโนโลยีใหม่ไม่ได้ แล้วในฐานะที่เราเป็นซัพพลายเชนใหญ่ของเขา ถ้าเขาขายไม่ออก แล้วเราจะโตได้อย่างไร  แก่นของเศรษฐกิจไทยหนัก ผุ พัง อ่อนแรงมาเรื่อยๆ การส่งออกซบเซาหรือเก็บภาษีไม่ได้ ไม่ใช่ปัญหาปลายเหตุ แต่เกิดจากแกนหลักตกรุ่น ซึ่งแก้ไม่ได้ถ้าไม่กลับไปสร้างแกนเศรษฐกิจใหม่”

สะท้อนได้ชัดเจนจากอุตสาหกรรมยานยนต์เดิม ซึ่งโชว์รูมและดีลเลอร์ของค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นหลัก เช่น Nissan, Mazda และ Mitsubishi ได้สูญหายไปถึง 70% ภายในระยะเวลาเพียง 5 ปี นำไปสู่การทยอยปิดสายการผลิตและโรงงานชั้นนำของประเทศ

สปีดเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ไม่ปรับตัวมีความเสี่ยง

นอกจากปัญหาแกนเศรษฐกิจเดิมหมดอายุแล้ว โลกยังถูกซ้ำเติมด้วยอัตราเร่งทางเทคโนโลยีอย่างไม่เคยมีมาก่อน ในอดีต โมเดล AI อย่าง ChatGPT เคยใช้เวลาข้ามรุ่นจาก GPT-1 ไป GPT-2 ราว 1 ปี แต่ในปัจจุบัน มีการเปิดตัวโมเดล AI ใหม่ๆ ห่างกันเพียงทุกๆ 10 วัน

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีหุ่นยนต์ Humanoid กำลังก้าวอย่างก้าวกระโดด โดยมีการคาดการณ์ว่าภายใน 10 ปีข้างหน้า จะมีหุ่นยนต์เดินได้ทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านตัว ขยับขึ้นจากหลักล้านตัวในปัจจุบัน

ส่วนเทคโนโลยี Quantum Computing สามารถคำนวณโจทย์ซับซ้อนเสร็จภายใน 5 นาที ซึ่งคอมพิวเตอร์ปัจจุบันต้องใช้เวลาคำนวณเท่ากับอายุก่อตั้งจักรวาล 

ด้าน Data Center ทั่วโลกก็กำลังเร่งเปลี่ยนผ่านในอีก 3–4 ปีข้างหน้า ไปสู่รูปแบบที่ประหยัดพลังงาน ประหยัดน้ำ และไม่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม

ดร.กอบศักดิ์ เตือนถึงความเสี่ยงของประเทศไทยว่า เทคโนโลยีก้าวทะยานอย่างรวดเร็วขนาดนี้ แต่ความสามารถในการปรับใช้ (Adoption) ของเรายังช้า ถ้าเกิดรัฐบาล เอกชน และพวกเราไม่เอาจริง ภาพความล้มเหลวของการสร้างเทคโนโลยีก็จะเกิดขึ้น เหมือนกับ Kodak ในอดีตที่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงแล้วก็ต้องพ่ายแพ้ไป 

โอกาสทองในวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ เงินทุนทะลักออกจีน ดัน BOI พุ่ง 

ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และระเบียบโลกใหม่ (Changing New World Order) ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ทั้งในสงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี และสงครามการเงิน  ดร.กอบศักดิ์ ชี้ว่า กลับกลายเป็นโอกาสครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศไทย

ตลอด 20 ปีหลังวิกฤติปี 2540 เม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลกเคยไหลเข้าสู่ประเทศจีนเป็นหลัก ทำให้ไทยไม่สามารถสร้างอุตสาหกรรมใหม่หรือ S-Curve ได้เลย แต่หลังวิกฤตโควิด-19 ปรากฏการณ์ China Plus One ได้เปลี่ยนทิศทางเงินทุน โดยเงินเริ่มหยุดไหลเข้าจีน และทุนในจีนเองก็เร่งทะลักออกนอกประเทศมายังอาเซียน

ส่งผลให้สัดส่วนเงินลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของอาเซียนพุ่งขึ้นจาก 4% เมื่อ 10 ปีก่อน มาอยู่ที่ 16% และแตะ 20% ในปัจจุบัน ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ของไทยจึงพุ่งจากเฉลี่ย 5 แสนล้านบาทต่อปี ขึ้นมาแตะระดับ 2 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าตัว

จากยานยนต์สู่ ‘หุ่นยนต์เดินได้’ ปักหมุด 5 อุตสาหกรรมแกนใหม่

คลื่นการลงทุนรอบใหม่กำลังก่อตัวเป็นแกนเศรษฐกิจใหม่ (New Economic Core) ให้กับประเทศไทยใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย

  • PCB (Printed Circuit Board) ไทยก้าวขึ้นเป็น Top 5 ของโลกภายในเวลาเพียง 3 ปี ทั้งระบบต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
  • Data Center & Green Energy การดึงดูดฐานข้อมูลระดับโลกควบคู่กับการพัฒนาพลังงานสะอาดหมุนเวียน
  • ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การเป็นฮับการผลิต EV หลักของค่ายรถยนต์ทั้งจีนและญี่ปุ่น
  • อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ (Robotics) การย้ายซัพพลายเชนจากชิ้นส่วนยานยนต์เดิมไปสู่ชิ้นส่วนหุ่นยนต์
  • Future Food & Regional Headquarters ปัจจุบันมีบริษัทข้ามชาติเข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ในไทยแล้วเกือบ 500 บริษัท และมีเป้าหมายทะยานสู่มากกว่า 1,000 บริษัท

ดร.กอบศักดิ์ ให้มุมมองที่น่าสนใจในกลุ่มอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ว่า “เวลาที่ EV ขึ้นมา ซัพพลายเชนยานยนต์เดิมของเราจะหายไปครึ่งหนึ่งเพราะชิ้นส่วนที่ไม่ต้องการแล้ว แต่ชิ้นส่วนเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นข้อต่อไฮโดรลิก ปืน หรือเส้นสายไฟ ทั้งหมดคือความสามารถของคนไทย แล้วหุ่นยนต์คืออะไร? หุ่นยนต์ก็คือยานยนต์ที่เดินได้ เครื่องกลข้างในเหมือนกัน เพียงแต่มีแขนมีขา ถ้าเราสามารถแคปเจอร์ส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนหุ่นยนต์ 1,000 ล้านตัวใน 10 ปีข้างหน้าได้ เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก

สัญญาณไฟเริ่มติด ยอดส่งออกพุ่งเกิน 20% - สินเชื่อใหญ่พลิกบวก

ทางด้านเครื่องชี้เศรษฐกิจล่าสุด เริ่มส่งสัญญาณการลืมตาและฟื้นตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ดร.กอบศักดิ์ สะท้อนจาก "การส่งออกขยายตัวเร่งตัวในปี 2569" การส่งออกของไทยขยายตัวเกิน 20% มากถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนเดือนตั้งแต่ออกปีมา (6 เดือน) ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ไม่เคยเห็นนับตั้งแต่วิกฤติปี 2540 นำโดยกลุ่มอุปกรณ์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์โทรศัพท์ หม้อแปลงไฟฟ้า และเครื่องส่งวิทย

“การลงทุนภาคเอกชนเริ่มติดเครื่อง” ดัชนีการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ (Machinery & Equipment) พุ่งขึ้นอย่างชัดเจน พร้อมการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบเพื่อการผลิตที่หมุนเวียนอย่างเร่งตัว

และ“สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่พลิกเป็นบวก”  ในแง่สินเชื่อธนาคารแก่บริษัทขนาดใหญ่กลับมาเติบโตถึง 6% สอดคล้องกับวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ (Investment Cycle)

ยุทธศาสตร์ ‘Open Thailand’ วางตัวเป็นกลาง ดัน GDP ทะยานสู่ 4%

ในการก้าวไปสู่เส้นทางใหม่ เศรษฐกิจไทยไม่สามารถพึ่งพาเพียงภาคการท่องเที่ยวได้อีกต่อไป ดร.กอบศักดิ์ ตอกย้ำว่า “การท่องเที่ยวดี ได้เงินมาเรื่อยๆ แต่ซึมยาวและไม่ทำให้เกิดชัยชนะของประเทศ ถ้าเวียดนามทำเทคโนโลยี จีนทำเทคโนโลยี แล้วประเทศไทยทำแค่ท่องเที่ยว อนาคตเราก็จะเป็นได้แค่พลเมืองชั้นสอง”

ทว่าด้วยข้อจำกัดด้านกำลังคน ซึ่งไทยมีนักวิจัยทั้งประเทศในจำนวนจำกัด เมื่อเทียบกับบริษัทอย่าง Huawei ที่มีนักวิจัย 11,000 คน หรือประเทศจีนที่มีนักวิจัยถึง 6.4 ล้านคน การฝืนพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงขึ้นมาเองทั้งหมดจึงเป็นการหลอกตัวเอง

 ดร.กอบศักดิ์ ได้เสนอ 3 ยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

  • ยุทธศาสตร์แรก “Leverage & Be in the Supply Chain” โจทย์ของเราไม่ใช่การสร้าง S-Curve ใหม่ด้วยตัวเองทั้งหมด แต่เราต้องไปอยู่ใน S-Curve ใหม่ให้ได้ เอาคนของเราและผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ใน Supply Chain ของระดับโลกให้ได้”
  • ยุทธศาสตร์ที่ 2 นโยบาย Open Thailand เมื่อมหาวิทยาลัยไทยอาจไม่สามารถปรับตัวผลิตบุคลากรทักษะสูงได้ทันใน 5 ปี ไทยต้องเปิดประเทศนำเข้า High-Skilled Talent, มหาลัยต่างชาติ, ศูนย์ R&D, Startup และ Regional Headquarters เพื่อเข้ามาสร้างแกนเศรษฐกิจใหม่
  • ยุทธศาสตร์ที่ 3 การรักษาความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ (Maintain Neutrality) ดึงจุดแข็งด้านพื้นที่ สันติภาพ ความปลอดภัย และการวางตัวเป็นกลาง โดย “เลือกทั้งคู่ ทั้งเทคโนโลยี AI จากอเมริกา และตลาดขนาดใหญ่รวมถึงซัพพลายเชนจากจีน ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนสายน้ำเงินลงทุนให้กลายเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทย

“ถ้าเราทำนโยบายเหล่านี้ได้อย่างจริงจัง อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยจะสามารถยกระดับจาก 2.1% ขึ้นไปสู่ 3.5% – 4.0% ได้ อย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องปรับแก้ GDP  สุดท้ายแล้วยังมีความหวังท่ามกลางวิกฤติและความท้าทายรอบด้าน โอกาสที่ยิ่งใหญ่กำลังเป็นของคนไทย หากเราเลือกเส้นทางที่ถูกต้อง”