ประมวลวิกฤติตลาดหุ้นโลก หลังวอลล์สตรีทเผชิญแรงเทขายหุ้นเทคหนักสุดในรอบ 6 ปี Nasdaq 100 ร่วง 6.4% สูญมูลค่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ในวันเดียว ก่อนลามถึงเอเชีย ญี่ปุ่นเข้าสู่ตลาดหมี เกาหลีใต้ดิ่งจนต้องหยุดซื้อขาย นักลงทุนหวั่นชัยชนะของเดโมแครตสกัดการลงทุน AI ท่ามกลางการเรียกร้องให้ 'เบรกลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วสหรัฐ'
KEY POINTS
- ตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญแรงเทขายครั้งใหญ่ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ส่งผลให้ดัชนี Nasdaq ดิ่งลงรุนแรงที่สุดในรอบ 6 ปี
- สาเหตุหลักเกิดจากความกังวลต่อชัยชนะของพรรคเดโมแครต (Blue Wave) ในสหรัฐฯ ซึ่งอาจนำไปสู่การระงับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์และกระทบต่อการลงทุนด้าน AI
- วิกฤตได้ลุกลามมายังตลาดเอเชีย ทำให้ดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นเข้าสู่ "ภาวะตลาดหมี" และตลาดหุ้นเกาหลีใต้ร่วงหนักจนต้องใช้มาตรการ Circuit Breaker
ตลาดหุ้นทั่วโลก เผชิญภาวะ "Black Thursday" หลังเกิดแรงเทขายครั้งใหญ่ในตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 พ.ย. ก่อนลุกลามมายังตลาดหุ้นเอเชีย ในวันศุกร์ที่ 6 พ.ย. โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เมื่อดัชนี Nasdaq 100 ปิดตลาดร่วงลงถึง 6.4% ทำให้มูลค่าตลาดหายไปถึง 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 83.6 ล้านล้านบาท) "ภายในวันเดียว" นับเป็นการร่วงลงรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤติโควิดปี 2020
แรงเทขายหุ้นเทคครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 6 ปี กำลังสะท้อนความกังวลของตลาดหุ้นทั่วโลกต่อกระแส "Blue Wave" หรือชัยชนะของพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ ซึ่งจุดความวิตกว่าอาจเข้ามาคว่ำกระดานการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ "ดาต้าเซ็นเตอร์" ซึ่งเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดหุ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา
"กรุงเทพธุรกิจ" ประมวลสถานการณ์ในตลาดหุ้นทั่วโลกมาดังนี้
Nasdaq ทรุดหนักรอบ 6 ปี
บลูมเบิร์กรายงานว่า แรงเทขายในตลาดหุ้นสหรัฐเริ่มขึ้นไม่นานหลังเปิดตลาดนิวยอร์กในวันพฤหัสบดี ก่อนทวีความรุนแรงตลอดวัน โดยหุ้นทั้ง 11 กลุ่มอุตสาหกรรมในดัชนี S&P 500 ปิดตลาดติดลบทั้งหมด ตั้งแต่หุ้นผู้ผลิตชิปอย่าง Nvidia ไปจนกระทั่งหุ้นค้าปลีกที่นักลงทุนมักถือเพื่อหลบความเสี่ยงอย่าง Walmart
ขณะที่ดัชนีหลักทั้งสามของวอลล์สตรีทมีผลตอบแทนรายวันย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2025 ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศวันปลดแอกทางการค้าขึ้นภาษีทั่วโลก
- Dow Jones ปิดลบ 1,833.06 จุด หรือ −3.44% ปิดที่ 51,523.06 จุด
- S&P 500 ปิดลบ 334.89 จุด หรือ −4.36% ปิดที่ 7,353.73 จุด
- Nasdaq Composite ปิดลบ 1,421.52 จุด หรือ −5.52% ปิดที่ 24,315.00 จุด
ดัชนี Nasdaq Composite ยังเข้าสู่ "ภาวะปรับฐาน" หลังลดลงมากกว่า 10% จากระดับสูงสุดล่าสุด ขณะที่หุ้นในกุล่ม 7 นางฟ้า หรือ "Magnificent Seven" สูญเสียมูลค่าตลาดรวมกันกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ โดย Nvidia เพียงบริษัทเดียวมีมูลค่าตลาดหายไปกว่า 4.4 แสนล้านดอลลาร์ หลังราคาหุ้นร่วงกว่า 9% จนผลตอบแทนสะสมตั้งแต่ต้นปีพลิกกลับมา "ติดลบ" ที่ -2.6%
หุ้นญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะตลาดหมี
"ตลาดหุ้นญี่ปุ่น" กลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในเอเชีย โดยซีเอ็นบีซีรายงานว่า ดัชนี Nikkei 225 ร่วงลงราว 5.9% ในการซื้อขายเมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ และเข้าสู่ภาวะ "ตลาดหมี" (Bear Market) ไปเรียบร้อยแล้ว หลังดัชนีลดลงมากกว่า 20% จากจุดสูงสุดเมื่อเดือนมิ.ย.
ขณะที่ตัวเลขซื้อขายล่าสุดเมื่อเวลา 11.50 น. ตามเวลาในไทย ดัชนีลดลง 3,631.56 จุด หรือ -5.95% อยู่ที่ 57,446.34 จุด
แรงขายกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ โดยหุ้น Advantest ผู้ผลิตอุปกรณ์ทดสอบชิป ร่วงลงราว 12% หุ้น SoftBank Group ลดลงประมาณ 11% ขณะที่หุ้น Tokyo Electron ผู้ผลิตอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ร่วงเกือบ 9% และหุ้น Kioxia ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำลดลงราว 11%
หุ้นเกาหลีใต้ดิ่ง 8% ต้องใช้เซอร์กิต เบรกเกอร์
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เผชิญแรงเทขายรุนแรงกว่า โดยดัชนี KOSPI ร่วงลงมากกว่า 8% ในช่วงต้นการซื้อขายช่วงเช้าวันศุกร์ หลุดระดับ 5,000 จุด และกระตุ้นให้ตลาดหลักทรัพย์ใช้มาตรการ Circuit Breaker ระงับการซื้อขายเป็นเวลา 20 นาที ขณะที่ดัชนี KOSDAQ ซึ่งรวมหุ้นบริษัทขนาดเล็กลดลงมากกว่า 7%
หุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่ถูกเทขายอย่างหนัก โดย SK Hynix ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำร่วงกว่า 8% ขณะที่ Samsung Electronics ลดลง 7% หุ้น LG Innotek ดิ่ง 10% และ LG Display ลดลง 7.7% สะท้อนความกังวลว่าหากการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในสหรัฐชะลอตัวลง อาจกระทบความต้องการชิปที่เกี่ยวข้องกับ AI
หุ้นไต้หวันทรุด TSMC ร่วงเกือบ 10%
ตลาดหุ้นไต้หวันได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน โดยดัชนี Weighted ร่วงลง 5.03% หรือ 2,089.66 จุด มาอยู่ที่ 39,485.06 จุด ท่ามกลางแรงขายหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
หุ้น TSMC ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลกในธุรกิจรับจ้างผลิตชิป ร่วงลง 9.6% ขณะที่ Hon Hai Precision Industry หรือฟ็อกซ์คอนน์ ผู้รับจ้างผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ลดลง 9.4% และ Foxconn Technology ร่วง 9.1%
หุ้นเอเชียอื่นๆ ร่วงตาม ไทยลบกว่า 1%
แรงขายยังลุกลามไปทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกระหว่างการซื้อขายช่วงเช้า โดยจากข้อมูลราคาดัชนีของ CNBC ตลาดหุ้นสิงคโปร์ STI ลดลง 2.4% มาอยู่ที่ 5,169.19 จุด ขณะที่ดัชนี Shenzhen ของจีนร่วง 2.22% และดัชนี Shanghai Composite ลดลง 1.14%
ส่วนดัชนี Hang Seng ของฮ่องกงลดลง 1.13% ดัชนีหุ้นมาเลเซียลดลง 1.33% และดัชนี S&P/ASX 200 ของออสเตรเลียลดลง 0.82% ขณะที่ดัชนี SET ของไทยร่วงลง 1.13% หรือ 16.88 จุด มาอยู่ที่ 1,481.11 จุด สะท้อนแรงขายที่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะตลาดหุ้นซึ่งมีบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เท่านั้น
เดโมแครตจี้ 'เบรกดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วประเทศ'
หลังพรรคเดโมแครตกวาดชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐเมื่อวันอังคารที่ 3 พ.ย. นักการเมืองระดับแกนนำของพรรคเริ่มออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลชะลอการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะการก่อสร้าง "ดาต้าเซ็นเตอร์" ซึ่งกำลังเผชิญกระแสต่อต้านมากขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ
ล่าสุด เบอร์นี แซนเดอร์ส วุฒิสมาชิกอิสระจากรัฐเวอร์มอนต์ ซึ่งทำงานร่วมกับพรรคเดโมแครต โพสต์ผ่าน X เรียกร้องให้มีการ "ระงับอนุมัติโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วประเทศ" หลังผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหลายพื้นที่ลงประชามติเห็นชอบมาตรการจำกัดการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ โดยระบุว่า “ต้องระงับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วประเทศเดี๋ยวนี้” พร้อมกล่าวว่าชาวอเมริกันไม่ต้องการให้มหาเศรษฐีเจ้าของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทำลายสิ่งแวดล้อม ลดการจ้างงาน และคุกคามอนาคตของมนุษยชาติ
บรูซ ซาโร กรรมการผู้จัดการของ Granite Wealth Management ระบุว่า โครงการดาต้าเซ็นเตอร์กำลังถูกต่อต้านจากชุมชนในพื้นที่ เนื่องจากสร้างภาระต่อระบบไฟฟ้าและระบบน้ำ ขณะที่นักวิเคราะห์ของ UBS ประเมินว่า กำลังรองรับการประมวลผลของดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ในสหรัฐที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในปี 2028 อาจมีถึง 30% ที่เสี่ยงได้รับผลกระทบจากการระงับโครงการก่อสร้าง
ความกังวลดังกล่าวยิ่งชัดเจนขึ้นใน "รัฐเท็กซัส" หลังจีนา ฮิโนโฮซา ผู้ชนะเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐจากพรรคเดโมแครต ให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า รัฐจำเป็นต้องหยุดการดำเนินโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ไว้ก่อน จนกว่าจะมีมาตรการคุ้มครองประชาชนในรัฐ
หุ้น AI หนี้สูงเสี่ยงหนัก ตลาดเริ่มตั้งคำถาม
แรงขายหุ้นเทคโนโลยีครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ยังซ้ำเติมความกังวลเดิมเกี่ยวกับเม็ดเงินมหาศาลที่บริษัทต่างๆ ทุ่มลงทุนใน AI และความสามารถในการสร้างผลตอบแทนให้คุ้มกับค่าใช้จ่ายดังกล่าว
หุ้น AMD และ Micron Technology ร่วงลงถึง 17% เท่ากัน ขณะที่ดัชนี Philadelphia Semiconductor Index (SOX) ซึ่งเป็นดัชนีที่รวบรวมหุ้นบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เช่น Nvidia, Intel และ AMD ดิ่งลง 12% ในวันเดียว เป็นการลดลงรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2020 และทำให้ดัชนีเข้าสู่ภาวะ "ตลาดหมี" หลังลดลงมากกว่า 38% จากระดับสูงสุดเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.
ขณะเดียวกัน หุ้นบริษัทคลาวด์สำหรับ AI หรือกลุ่ม NeoCloud ที่มีภาระการลงทุนสูงก็ถูกเทขายหนัก โดย CoreWeave ร่วง 10% และ Nebius ดิ่ง 15% ทั้งสองบริษัทมีราคาหุ้นลดลงตั้งแต่ครึ่งหนึ่งขึ้นไปนับตั้งแต่ดัชนี Nasdaq Composite ทำสถิติสูงสุดเมื่อวันที่ 6 ต.ค.
เท็ด พาร์กฮิลล์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Incline Investment Management กล่าวว่า “ตลาดกำลังเปลี่ยนจากการมองโอกาสของ AI ไปสู่การตั้งคำถามว่าราคาที่ต้องจ่ายเพื่อ AI นั้นคุ้มค่าหรือไม่” เพราะไม่ได้หมายความว่าหุ้นทุกบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI จะมีราคาที่เหมาะสมในปัจจุบัน
นักลงทุนหนีเข้า "พันธบัตร" จับตาจ้างงาน
ท่ามกลางแรงเทขายที่ลุกลามทั่วตลาด นักลงทุนหันเข้าซื้อ "พันธบัตรสหรัฐ" ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย โดยบลูมเบิร์กรายงานว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐทุกช่วงอายุลดลงสูงสุดถึง 12 เบสิสพอยต์ แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนก.ย. ขณะที่ปริมาณซื้อขายสัญญาฟิวเจอร์สสูงกว่าค่าเฉลี่ย 20 วันราว 40%
ดัชนีความผันผวน VIX หรือมาตรวัดความกลัวของวอลล์สตรีท พุ่งขึ้น 11.57 จุด ปิดที่ 28.18 จุด สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อทิศทางตลาดหุ้น
สำหรับปัจจัยสำคัญที่ตลาดกำลังจับตาต่อไปคือ รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐประจำเดือนต.ค. ซึ่งมีกำหนดเผยแพร่ในวันศุกร์ที่ 6 พ.ย. นี้ โดยผลสำรวจของดาวโจนส์คาดว่า การจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 59,000 ตำแหน่ง จาก 29,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. ขณะที่อัตราว่างงานคาดว่าจะทรงตัวที่ 4.2%
ข้อมูลจาก CME FedWatch Tool ยังระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนักประมาณ 70% ต่อความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ในการประชุมวันที่ 9 ธ.ค.
อย่างไรก็ตาม วิกตอเรีย กรีน ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ G Squared Private Wealth มองว่า การปรับตัวลงของหุ้น AI ในครั้งนี้ "อาจเป็นโอกาสเข้าซื้อ"
“กระแสลงทุน AI ยังไม่จบลง และตอนนี้ถือเป็นโอกาสซื้อหุ้นในราคาที่ถูกลง” โดยกรียนสนใจหุ้นกลุ่มหน่วยความจำ เพราะผู้บริหารบริษัทหลายแห่งต่างพูดถึงปัญหากำลังการผลิตที่ตึงตัวในฤดูกาลประกาศผลประกอบการครั้งนี้
ที่มา: CNBC, Bloomberg, Reuters





