การยื่น IPO ของ Anthropic อาจเป็นจุดชี้ชะตาสำคัญของวอลล์สตรีทและการเติบโตของ AI บริษัทมีรายได้ทะยานเกิน 1,000% แต่ขาดทุนหนัก
KEY POINTS
- การเสนอขายหุ้น IPO ของ Anthropic คาดว่าจะเป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่อาจมีมูลค่าตลาดแซงหน้าบริษัทใหญ่อย่าง Berkshire Hathaway
- แม้จะมีรายได้เติบโตมหาศาล แต่บริษัทก็ขาดทุนอย่างหนักและเผชิญความไม่แน่นอนสูงเกี่ยวกับอุปสงค์และต้นทุนการพัฒนาเทคโนโลยี
- ผลการดำเนินงานของหุ้น Anthropic ในตลาดจะกลายเป็นตัวชี้วัดความเชื่อมั่นของ Wall Street ต่อกระแสการเติบโตของอุตสาหกรรม AI
- IPO ครั้งนี้อาจกำหนดทิศทางอนาคตของสตาร์ตอัป AI รุ่นต่อไป และเป็นบทพิสูจน์สำคัญสำหรับรูปแบบธุรกิจในอุตสาหกรรม AI
บลูมเบิร์ก รายงานว่า การเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของ Anthropic PBC กำลังเผยให้เห็นภาพสุดขั้วของรูปแบบธุรกิจในอุตสาหกรรม AI มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ นั่นคือการเติบโตอย่างน่าทึ่งควบคู่ไปกับความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอุปสงค์และเงินลงทุนที่จำเป็นต่อการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง สตาร์ตอัปแห่งนี้ยื่นเอกสาร IPO เมื่อวันจันทร์ (26 ต.ค.69) และมีแนวโน้มเป็นบริษัทสหรัฐ ขนาดใหญ่รายแรกที่มุ่งพัฒนาซอฟต์แวร์ AI โดยเฉพาะ และเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น
เอกสารดังกล่าวแสดงให้เห็นหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์ของ Anthropic สร้างยอดขายหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี แต่ก็ทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับการขาดทุนอย่างหนัก ความสามารถในการทำกำไร การแทรกแซงของรัฐบาล และความเป็นไปได้ที่จะเกิดอันตรายร้ายแรง ซึ่งเป็นความเสี่ยงเฉพาะของบริษัทที่พัฒนา AI ขั้นสูง
หลังดำเนินธุรกิจมาเพียง 5 ปี คาดว่า Anthropic จะระดมทุนจาก IPO ได้มากกว่าบริษัทใดในประวัติศาสตร์ และอาจมีมูลค่าตลาดแซงหน้า Berkshire Hathaway Inc. มูลค่าของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 183,000 ล้านดอลลาร์เมื่อกว่าหนึ่งปีก่อน เป็น 965,000 ล้านดอลลาร์ในการระดมทุนรอบล่าสุด ขณะที่การประเมินเบื้องต้นระบุว่า บริษัทอาจมีมูลค่าเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์หลังเข้าตลาด สร้างผลตอบแทนมหาศาลแม้แก่พนักงานและนักลงทุนที่เข้าไปลงทุนในบริษัทค่อนข้างช้าด้วยซ้ำ
- IPO อาจสร้าง หรือ ทำลายความเชื่อมั่นใน AI
ผลการซื้อขายของบริษัทในตลาดหุ้นอาจช่วยยืนยันหรือทำลายความเชื่อมั่นของวอลล์สตรีทต่อการเติบโตของ AI มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ ในช่วงที่นักลงทุนกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับการก่อหนี้จำนวนมหาศาลซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการเติบโตดังกล่าว
Anthropic และคู่แข่งสำคัญอย่าง OpenAI เป็นสองบริษัทที่มีบทบาทกำหนดทิศทางการพัฒนา AI ทั่วโลกมากที่สุด นอกจากนี้ Anthropic ยังอยู่ใจกลางเครือข่ายการลงทุนที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อนระหว่างผู้ผลิตชิปและผู้ให้บริการคลาวด์ชั้นนำ ซึ่งกำลังช่วยพยุงทั้งอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจสหรัฐ
กิล ลูเรีย หัวหน้าฝ่ายวิจัยเทคโนโลยีของ DA Davidson กล่าวว่า “นี่จะเป็นโอกาสสำคัญครั้งแรกที่นักลงทุนจะได้ลงทุนโดยตรงในบริษัทซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ AI เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างมหาศาล”
ขณะเดียวกัน IPO ของ Anthropic อาจกำหนดอนาคตของสตาร์ตอัป AI อีกทั้งรุ่น คาดว่าการเสนอขายครั้งนี้จะนำเงินทุนจำนวนมากเข้าสู่ระบบนิเวศ AI ผ่านเหตุการณ์สร้างความมั่งคั่งที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และอาจเปิดทางให้บริษัทอื่น ๆ เข้าตลาดหุ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า หลังจากที่ตลาด IPO แทบหยุดชะงักมาชั่วระยะหนึ่ง
สัญญาณถึงอิทธิพลของ Anthropic ปรากฏให้เห็นเมื่อบรรดานักลงทุนพากัน “แสวงบุญ” ไปยังสำนักงานของบริษัทในซานฟรานซิสโกในเดือนนี้ เพื่อฟังผู้บริหารอธิบายวิสัยทัศน์ ขณะที่ด้านนอกมีผู้ประท้วงกลุ่มเล็ก ๆ มาชูป้ายเรียกร้องให้ “ระงับ IPO” เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับเทคโนโลยีดังกล่าว ทั้งตลาดทุนและตลาดเอกชนต่างจับตาทุกรายละเอียดเกี่ยวกับธุรกิจของ Anthropic อย่างใกล้ชิด รวมถึงตัวเลขรายได้ที่ไม่ได้จัดทำในรูปแบบมาตรฐาน และในคืนก่อนที่พนักงาน Anthropic จำนวนมากจะกลายเป็นเศรษฐี บริษัทบริหารความมั่งคั่ง IEQ Capital ได้จัดงานเลี้ยงให้แก่นักลงทุนและพนักงานในสาย AI ตามคำบอกเล่าของแหล่งข่าวรายหนึ่ง โดยงานเลี้ยงจำกัดเฉพาะผู้ได้รับเชิญเท่านั้นนี้มีการโปรโมตว่าจะมีการแสดงของดีเจ Diplo ด้วย
ราวี วิศวนาถาน ผู้ก่อตั้งและหุ้นส่วนผู้จัดการของ NewView Capital กล่าวถึงดีล IPO ที่ตลาดจับตาของ Anthropic และในอนาคตของ OpenAI ว่า “ไม่เคยมีครั้งไหนที่ IPO จะมีความหมายมากต่ออุตสาหกรรมร่วมลงทุน (VC) ในภาพรวมเท่าครั้งนี้”
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา วอลล์สตรีทคุ้นเคยกับสูตรความสำเร็จแบบซิลิคอนวัลเลย์ นั่นคือ บริษัทเทคโนโลยีอย่าง Amazon.com Inc. และ Meta Platforms Inc. ใช้เงินจำนวนมากเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาด ก่อนจะถึงจุดเปลี่ยนที่เริ่มทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง
แต่ Anthropic ในคำบอกเล่าของตัวเอง ไม่ได้สัญญาถึง “ความต่อเนื่อง” แบบนั้น ดาริโอ อาโมเดอี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวในพอดแคสต์ยาวตอนหนึ่งเมื่อต้นปีว่า “ผมไม่คิดว่าเศรษฐศาสตร์ของอุตสาหกรรมนี้จะเดินไปในรูปแบบเดียวกัน” เขาอธิบายว่าการคาดการณ์อุปสงค์ในอนาคตสำหรับเทคโนโลยีที่วิวัฒน์อย่างรวดเร็ว และการกำหนดจังหวะการลงทุนด้านคอมพิวติ้งระยะยาวที่มีต้นทุนสูง เป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง “ถ้าผมกะอัตราการเติบโตพลาดไปแค่ปีเดียว หรือถ้าอัตราการเติบโตเป็นแค่ 5 เท่าต่อปีแทนที่จะเป็น 10 เท่าต่อปี บริษัทก็อาจล้มละลายได้”
Anthropic ก่อตั้งขึ้นในปี 2021 โดยอดีตพนักงานของ OpenAI ด้วยเป้าหมายในการพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้น ปัจจุบันบริษัทกลายเป็นตัวแทนของความตึงเครียดหลัก ๆ ที่นิยามอุตสาหกรรมนี้ กล่าวคือ ในขณะที่บริษัทเรียกร้องให้ชะลอความเร็วในการพัฒนา AI เพื่อลดความเสี่ยงร้ายแรงต่อมนุษยชาติ ก็เดินหน้า IPO ซึ่งเกือบจะแน่นอนว่าจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันจากผู้ถือหุ้นให้สร้างผลตอบแทนสูงขึ้น บางฝ่ายรวมถึงสำนักงานบัญชีกลางนิวยอร์ก (New York City’s Comptroller) เคยออกมาเรียกร้องให้ Anthropic ระงับแผน IPO ไว้ก่อน จนกว่าจะจัดการประเด็นความปลอดภัยได้อย่างเหมาะสม
Anthropic มีแผนนำเงินทุนจากการขายหุ้นต่อสาธารณะไปลงทุนด้านชิป ศูนย์ข้อมูล และบุคลากร เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่บริษัทเชื่อว่าสามารถเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจโลกได้ แม้เป้าหมายจะสูงส่งและยังห่างไกลความแน่นอน แต่ปีนี้ Anthropic ก็ได้แรงหนุนจากอุปสงค์ที่พุ่งขึ้นต่อซอฟต์แวร์ Claude AI ของบริษัท ซึ่งช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพงานที่ซับซ้อนในที่ทำงาน โดยเฉพาะงานเขียนและแก้ไขโค้ด อย่างไรก็ดี เช่นเดียวกับบริษัท AI รายอื่น Anthropic ยังต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงประโยชน์ในวงกว้างของผลิตภัณฑ์ นอกเหนือจากกลุ่มวิศวกรซอฟต์แวร์ซึ่งเป็นผู้ใช้งานระยะแรก
- รายได้ทะยาน แต่ขาดทุนหนัก
Anthropic เคยมีอัตราการเติบโตของรายได้มากกว่า 1,000% ต่อปีในปี 2025 จากเอกสาร IPO ระบุว่ารายได้บริษัทอยู่ที่ 16.3 พันล้านดอลลาร์ในครึ่งแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้นมากกว่า 14 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ตามรายงานก่อนหน้าของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก อัตราการเติบโตของรายได้ได้ชะลอลงจากราว 140% เหลือ 45% ระหว่างไตรมาส 2 ถึงไตรมาส 3 ปี 2026
- ความเสี่ยงกระจุกตัว
บริษัทยังเผชิญ “ความเสี่ยงกระจุกตัว” อย่างมีนัยสำคัญ: ในครึ่งแรกของปี 2026 ยอดขาย 48% มาจากมาร์เก็ตเพลซคลาวด์ของบริษัทเทคโนโลยีเพียง 3 ราย ซึ่งบางรายกำลังพัฒนาโมเดลของตัวเองและอาจเลิกพึ่งพา Claude ในอนาคต ส่งผลกระทบต่อรายได้ของ Anthropic
ในด้านผลประกอบการสุทธิ Anthropic เปิดเผยว่ามีความผันผวนสูง โดยขาดทุนสุทธิราว 42,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 และเกือบ 81,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ซึ่งสูงกว่าจำนวนเงินที่ Uber Technologies Inc. เคยเผาทิ้งต่อปีก่อนเข้าตลาดหุ้นอย่างเทียบกันไม่ติด นอกจากนี้ ผู้พัฒนาแชตบอต Claude รายนี้ยังระบุว่า ตั้งแต่สิ้นปี 2025 เป็นต้นมา บริษัทได้ “ผูกพัน” ที่จะลงทุนด้านศักยภาพการประมวลผลและโครงสร้างพื้นฐานรวมถึง 417,000 ล้านดอลลาร์ ผ่านสัญญาที่มีอายุระหว่าง 1 ถึง 20 ปี เพื่อรองรับซอฟต์แวร์ของตน
- ต่างคนต่างหลงทาง?
สมมติฐานหลักคือ Anthropic และคู่แข่งจะสามารถสร้างรายได้ระดับ “ทะลุชั้นบรรยากาศ” จากซอฟต์แวร์ AI ขั้นสูงในอีกหลายปีข้างหน้า จนชดเชยการลงทุนมหาศาลในวันนี้ได้ แต่ไม่มีใคร รวมถึงอาโมเดอีเอง ที่รู้แน่ชัดว่ารายได้อีก 5 ปีข้างหน้าจะเป็นเท่าไร อัสวัต ดาโมดารัน ศาสตราจารย์ด้านการเงินแห่งคณะธุรกิจ Stern มหาวิทยาลัยนิวยอร์กกล่าวว่า “พวกเขาก็หลงทาง ไม่ต่างจากคุณหรือผมเองหรอก”
ตลอดปีนี้ อาโมเดอี และ Anthropic ต้องเจอเหตุการณ์ที่พลิกเกมหลายครั้ง อุปสงค์ต่อผลิตภัณฑ์ที่พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงทำให้ผู้บริหารต้องเร่งจัดหาทรัพยากรคอมพิวติ้งเพิ่มเติมอย่างฉุกเฉิน คำสั่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนจากรัฐบาลทรัมป์ทำให้บริษัทต้องปิดการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงสุดของตนชั่วคราว ขณะเดียวกัน กระแสความวิตกจากพนักงานระดับปฏิบัติการภายในเองก็กดดันให้อาโมเดอีและ Anthropic ต้องออกมาแสดงจุดยืนต่อ “ความเสี่ยงจากเทคโนโลยีต่อความอยู่รอดของมนุษย์ (existential risks) อย่างเปิดเผย และนั่นนำไปสู่การปะทะกับทำเนียบขาวหลายครั้ง
ในเอกสารยาวเกือบ 100 หน้า Anthropic ระบุปัจจัยเสี่ยงรูปแบบเฉพาะจำนวนมาก ตั้งแต่การถูกจับตาจากรัฐบาลอย่างเข้มงวด ซึ่งอาจทำให้การปล่อยโมเดลทรงพลังรุ่นใหม่ หัวใจของธุรกิจทั้งหมด ล่าช้าหรือสะดุด ไปจนถึงความเป็นไปได้ที่เทคโนโลยีของบริษัทอาจ “นำไปสู่การสูญพันธุ์ของมนุษยชาติ” นอกจากนี้ บริษัทยังเผชิญสนามแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยคู่แข่งต่างแข่งกันปล่อยโมเดลที่ทรงพลังและราคาถูกลงเรื่อย ๆ รวมถึงบริษัทจีนบางรายที่ถูกกล่าวหาว่าดึงผลลัพธ์จากซอฟต์แวร์ของ Anthropic ไปใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบและกดราคาคู่แข่งสหรัฐ
การผสมผสานระหว่าง ความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน(ความเสี่ยงต่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ) กับข้อเท็จจริงที่ว่า Anthropic ยังเป็นบริษัทค่อนข้างจะอายุยังน้อย ทำให้นักลงทุนประเมินทั้งโอกาสและความเสี่ยงของธุรกิจได้ยาก ที่ปรึกษาที่ใกล้ชิดกระบวนการ IPO ระบุ โดยขอสงวนชื่อเนื่องจากกังวลเรื่องผลกระทบตามมา
อย่างไรก็ดี ในฐานะบริษัทจดทะเบียน หุ้นของ Anthropic มีแนวโน้มจะกลายเป็น “ตัวชี้วัดสูงสุด” (ultimate barometer) ของกระแส AI บูม แม้ก่อนยื่นเอกสาร IPO ทุกการเคลื่อนไหวของบริษัทก็ถูกนักลงทุนจับตาอย่างใกล้ชิดแล้ว การประกาศอย่างเงียบ ๆ เรื่องปลั๊กอินด้านกฎหมายเคยทำให้หุ้นซอฟต์แวร์ดิ่งลงทั้งกลุ่ม รายได้ของบริษัทก็ถูกใช้เป็นดัชนีวัดอุปสงค์โดยรวมต่อบริการ AI
คำทำนายและการคาดการณ์ของอาโมเดอีถูกนำมาวิเคราะห์และชำแหละรายละเอียด อย่างกว้างขวาง เขาเคยเป็นนักวิชาการและได้เผยแพร่บทความยาวหลายชิ้นเพื่อนำเสนอวิสัยทัศน์เกี่ยวกับประโยชน์และความเสี่ยงของ AI ที่กำลังก้าวไปสู่การเปลี่ยนโฉมสังคม ด้วยสิ่งที่เขาเรียกว่า “ประเทศที่เต็มไปด้วยอัจฉริยะในศูนย์ข้อมูล” อย่างไรก็ตาม ในบทความหลายชิ้น เขายอมรับว่า การคาดเดาอนาคตเป็นเรื่องยาก
เขาเขียนใน Machines of Loving Grace บทความซึ่งมีผู้อ่านอย่างกว้างขวาง และภายหลังถูกตีพิมพ์เป็นหนังสือเล่มเล็กแจกพนักงานว่า
“ผลกระทบจาก AI ที่ทรงพลังน่าจะคาดเดาได้ยากกว่าการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในอดีตเสียอีก ดังนั้นทุกอย่างย่อมต้องประกอบด้วยการ ‘เดา’ เป็นหลัก แต่ผมพยายามอย่างน้อยให้มันเป็นการเดาที่มีข้อมูลและมีประโยชน์”





