วันอังคาร ที่ 27 ตุลาคม 2569

Login
Login

หุ้น BJC บวกแรง 6.91% รับสัญญาณฟื้นตัว โบรกฯ ชี้ลดต้นทุนหนุนกำไรปี 70

หุ้น BJC บวกแรง 6.91% แตะ 20.10 บาท รับสัญญาณฟื้นตัวธุรกิจค้าปลีก บิ๊กซีหนุนยอดขายและมาร์จิ้นดีขึ้น ขณะที่แผนปรับโครงสร้างคาดช่วยลดต้นทุน 1,100-1,300 ล้านบาทต่อปี หนุนกำไรปี 2570 โบรกฯ แนะ “ซื้อ” ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 20.40 บาท

KEY POINTS

  • หุ้น BJC ปรับตัวขึ้น 6.91% มาอยู่ที่ราคา 20.10 บาท ในการซื้อขายภาคเช้า จากสัญญาณการฟื้นตัวของธุรกิจ
  • นักวิเคราะห์ชี้ว่าธุรกิจค้าปลีกบิ๊กซีเริ่มฟื้นตัวชัดเจนขึ้น โดยคาดว่ายอดขายสาขาเดิมจะกลับมาเป็นบวก และอัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มดีขึ้น
  • การปรับโครงสร้างธุรกิจจะเป็นปัจจัยสำคัญหนุนกำไรในปี 2570 โดยคาดว่าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้รวม 1,100-1,300 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะเห็นผลเต็มที่ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป
  • การปิดสาขาไฮเปอร์มาร์เก็ต Big C ที่ไม่ทำกำไร 12 แห่งในปีนี้ คาดว่าจะช่วยลดผลขาดทุนจากการดำเนินงาน (EBITDA) ได้ประมาณ 220 ล้านบาทต่อปี
  • โบรกเกอร์แนะนำ "ซื้อ" และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 20.40 บาท สะท้อนแนวโน้มการฟื้นตัวและการเติบโตของกำไรปกติในปีหน้าจากการลดต้นทุน

ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยภาคเช้า ณ วันที่ 27 ต.ค.2569 หุ้น BJC หรือ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) บวก 6.91% เพิ่มขึ้น 1.30 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 20.10 บาท

หุ้น BJC บวกแรง 6.91% รับสัญญาณฟื้นตัว โบรกฯ ชี้ลดต้นทุนหนุนกำไรปี 70

ณัฐกร ศรีภูไฟ นักวิเคราะห์ บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า BJC มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องในปี 2570 จากการปรับโครงสร้างธุรกิจที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกบิ๊กซี เริ่มฟื้นตัวทั้งยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้น แม้กำไรปกติไตรมาส 3/2569 คาดว่าจะลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากแรงกดดันด้านต้นทุนและอัตรากำไรของบางธุรกิจ

ทั้งนี้ คาดว่า BJC จะมีกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 1,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 182.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 37.5% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสำคัญจากกำไรพิเศษจากการขายที่ดินประมาณ 1,000 ล้านบาท หลังหักภาษี ขณะที่บริษัทมีค่าใช้จ่ายปรับโครงสร้างพนักงานสำนักงานใหญ่ประมาณ 100 ล้านบาท หลังหักภาษี

อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมรายการพิเศษ คาดว่ากำไรปกติจะอยู่ที่ 897 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 24% จากไตรมาสก่อนหน้า แม้ยอดขายรวมมีแนวโน้มเติบโต 6.8% จากปีก่อน มาอยู่ที่ประมาณ 44,000 ล้านบาท จากแรงหนุนของธุรกิจบรรจุภัณฑ์และการฟื้นตัวของธุรกิจค้าปลีก อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นรวมคาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ 19.41% จากต้นทุนก๊าซที่สูงขึ้น สัดส่วนรายได้จากธุรกิจแก้วในต่างประเทศที่มีอัตรากำไรต่ำกว่า รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบในธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคและการแข่งขันด้านราคาในกลุ่มเวชภัณฑ์

สำหรับธุรกิจค้าปลีกเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนขึ้น โดยคาดว่ายอดขายสาขาเดิม ของ Big C และเวียดนามรวมกันจะเติบโต 2.7% จากไตรมาสก่อนที่ติดลบ 2.1% โดย เวียดนามยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก คาดยอดขายเติบโต 15% ในรูปเงินบาท ขณะที่ Big C คาดยอดขายสาขาเดิมกลับมาเป็นบวก 0.5% จากไตรมาสก่อนที่ติดลบ 3.5% สอดคล้องกับยอดขายในเดือน ก.ย. ที่เติบโต 2-3% และยอดขายเดือน ต.ค. ที่ยังขยายตัวในระดับหลักหน่วย แม้ชะลอลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า

ขณะเดียวกัน อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจค้าปลีกมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดย Big C ได้ประโยชน์จากการลดโปรโมชันคูปองและการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วน MM เวียดนามได้แรงหนุนจากการเพิ่มสัดส่วนลูกค้าทั่วไปและกลุ่มธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และจัดเลี้ยง ซึ่งมีอัตรากำไรสูงกว่า ส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง

สำหรับไตรมาส 4/2569 คาดว่ากำไรปกติจะปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากเข้าสู่ช่วงไฮซีซันของธุรกิจค้าปลีก ซึ่งเป็นช่วงที่ยอดขายเพิ่มขึ้น ประกอบกับแนวโน้มค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายที่ดีขึ้น นอกจากนี้ บริษัทยังคาดว่าจะรับรู้กำไรจากการขายที่ดินอีกประมาณ 900 ล้านบาท หลังหักภาษี แม้มีค่าใช้จ่ายปรับโครงสร้างพนักงานระดับสาขาเพิ่มเติมประมาณ 100-200 ล้านบาท

ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างธุรกิจจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนกำไรในปี 2570 โดยบริษัทคาดว่าจะประหยัดค่าใช้จ่ายจากการปรับโครงสร้างสำนักงานใหญ่ได้ปีละ 500-600 ล้านบาท และจากสาขาอีกปีละ 600-700 ล้านบาท รวมเป็น 1,100-1,300 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะเห็นผลเต็มที่ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป นอกจากนี้ บริษัทมีแผนปิดไฮเปอร์มาร์เก็ต Big C รวม 12 แห่งในปีนี้ โดยเหลืออีก 4 แห่งในไตรมาส 4 แม้การปิดสาขาจะกระทบยอดขาย Big C ประมาณ 1.7% และรายได้ค่าเช่าประมาณ 0.7% แต่คาดว่าจะช่วยลดผลขาดทุนจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ได้ประมาณ 220 ล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ ยังคงแนะนำ “ซื้อ” โดยปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 20.40 บาท โดยประเมินจากประมาณการกำไรปี 2570 และอัตราส่วนราคาหุ้นเทียบกับกำไรของบริษัท เฉลี่ยย้อนหลัง 2 ปี บวก 0.5SD สะท้อนแนวโน้มการฟื้นตัวของธุรกิจที่ชัดเจนขึ้น โดยมองว่าการกลับมาเติบโตของยอดขายสาขาเดิมและอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจค้าปลีกที่ดีขึ้น ประกอบกับการลดต้นทุนจากการปรับโครงสร้าง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนการเติบโตของกำไรปกติในปีหน้า