วันพุธ ที่ 2 กันยายน 2569

Login
Login

‘บอนด์ยีลด์’ พุ่งเขย่าตลาดเงิน กระทบต้นทุนหุ้นกู้ไทย

จับตาตลาดแห่เทขายหนัก ดันบอนด์ยีลด์ทั่วโลกพุ่ง “สูงสุดรอบ 18 ปี” หลังเฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย กดดันขึ้นดอกเบี้ยระยะสั้นทั่วโลก ชี้บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นแตะ 3% ครั้งแรกรอบ 30 ปี ห่วงสะเทือนตลาดเงินไทย “ไทยบีเอ็มเอ” ชี้กระทบต้นทุนออกหุ้นกู้ บล.กสิกรไทย ระบุแตะ 5% ดันหุ้นส่งสัญญาณลบ “กรุงไทย” เตือนบอนด์ไทยเสี่ยงพุ่งตามโลก คาดกระทบจำกัด ธปท.มีช่องตรึงดอกเบี้ย

KEY POINTS

  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (บอนด์ยีลด์) พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงิน และตลาดทุนของไทย
  • การปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐ ส่งผลให้บอนด์ยีลด์ของไทยปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้ต้นทุนการออกหุ้นกู้ของภาคเอกชนไทยแพงขึ้น
  • สถานการณ์ดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทย และอาจทำให้เงินทุนไหลออกจากตลาดบอนด์ไทย ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Bond Yield) ระยะยาวพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดรอบ 18 ปี กำลังกระทบ วงกว้างต่อทิศทางเศรษฐกิจ ตลาดทุน และตลาดเงินของไทยทำให้ทิศทางค่าเงินบาท และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวนสูงขึ้น แม้มีปัจจัยหนุนด้านสภาพคล่องภายในประเทศคอยพยุงไว้

บลูมเบิร์ก รายงานว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกปรับตัวขึ้นสู่ระดับ “สูงสุดรอบเกือบ 2 ทศวรรษ” เนื่องจากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทำให้เกิดความกังวลเงินเฟ้อ และนักลงทุนเพิ่มความคาดหวังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย

เมื่อวันที่ 1 ส.ค.69 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกเมื่อวันจัทร์ที่ 31 ส.ค.69 ตามมาตรวัดของบลูมเบิร์ก เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 3.72% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ช่วงกลางปี 2008 หรือนับตั้งแต่ช่วง “วิกฤติซับไพรม์” และปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 4 วันทำการ

‘บอนด์ยีลด์’ พุ่งเขย่าตลาดเงิน  กระทบต้นทุนหุ้นกู้ไทย

ปัจจัยสนับสนุนสำคัญผลักดันให้ผลตอบแทนสูงขึ้นมาจากท่าที “เควิน วอร์ช” ประธานเฟด กล่าวสุนทรพจน์ที่แจ็กสันโฮลเมื่อวันศุกร์ที่ 28 ส.ค.2569 ย้ำจุดยืนควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งตลาดตีความถึงสัญญาณความเป็นไปได้ขึ้นดอกเบี้ย

แรงเทขายพันธบัตรครั้งนี้เป็นความท้าทายใหม่สำหรับ “สกอตต์ เบสเซนต์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ ที่เพิ่งออกมาตรการเพิ่มในการควบคุมอัตราผลตอบแทนเดือนส.ค.ที่ผ่านมา รวมทั้งเป็นความท้าทายสำหรับประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นอาจกดดันเศรษฐกิจช่วงก่อนเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพ.ย.นี้

บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นแตะ 3% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี แตะระดับ 3% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นมากถึง 6 จุดเปอร์เซ็นต์ ไปแตะ 3% ในวันอังคารที่ 1 ก.ย.69 ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1996 และสูงเป็นสองเท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงแรงสั่นสะเทือนในตลาดพันธบัตรโลกที่ลามไปถึงญี่ปุ่น

การที่บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นพุ่งแตะระดับดังกล่าวเป็นครั้งแรกในศตวรรษนี้ ยังนับเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับตลาดตราสารหนี้ญี่ปุ่นที่กำลังกลับเข้าสู่ “ภาวะปกติ” หลังจากต้นทุนการกู้ยืมอ้างอิงเคลื่อนไหวอยู่ใกล้ระดับ 0% มานานหลายปี

พลวัตของตลาดพันธบัตรญี่ปุ่นเปลี่ยนไปมากนับตั้งแต่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ยุตินโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบแห่งสุดท้ายของโลกในปี 2024 ทำให้ราคาพันธบัตรที่ในอดีตถูกควบคุมจากบีโอเจ กลับมาถูกกำหนดโดยนักลงทุนใน และต่างประเทศมากขึ้น

 

 

 

 

พันธบัตรเผชิญแรงกดดันทั่วโลก

สถานการณ์พันธบัตรทั่วโลกเผชิญแรงกดดันมาหลายเดือน จากความกังวลการใช้จ่ายภาครัฐสูงขึ้นทั้งในญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐ ทำให้นักลงทุนต้องการผลตอบแทนสูงขึ้นสำหรับการถือครองตราสารหนี้ระยะยาว

ขณะเดียวกันความขัดแย้งรอบใหม่ระหว่างสหรัฐ และอิหร่านปะทุขึ้นทำให้เกิดความกังวลว่าการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักนานทำให้น้ำมันแพงขึ้น

เจ้าหน้าที่ และอดีตเจ้าหน้าที่หลายคนคาดว่าความขัดแย้งตะวันออกกลางยืดเยื้ออีกหลายเดือน ดัชนีตราสารหนี้ทั่วโลกของบลูมเบิร์ก ซึ่งใช้ติดตามผลดำเนินงานของตลาดตราสารหนี้ ปรับตัวลดลง 0.9% นับตั้งแต่ต้นปีนี้ หลังจากปรับขึ้น 6.8% ในปี 2025

บอนด์ยีลด์สหรัฐยืนเหนือ 5% นานสุดรอบ 20 ปี

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปีพุ่งแตะ 5.34% ช่วงกลางเดือนส.ค.เป็นระดับสูงสุดรอบ 19 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา และอยู่ห่างจากระดับสูงสุดในรอบ 22 ปีเพียง 0.10 จุดเปอร์เซ็นต์

ขณะที่ข้อมูลล่าสุดรวบรวมโดยบลูมเบิร์กระบุว่า นับตั้งแต่ต้นเดือนม.ค.ถึงวันที่ 31 ส.ค.อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี ปิดตลาดเหนือระดับ 5% มาแล้ว “55 วัน” เป็นจำนวนวันที่ปิดเหนือระดับดังกล่าวมากสุดรอบปี นับตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา ขณะที่อัตราผลตอบแทนล่าสุดวันอังคารอยู่ที่ 5.27%

การขาดดุลงบประมาณมหาศาล การออกหุ้นกู้ระลอกใหม่ของภาคเอกชน และการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจเป็นจุดชี้ขาด ล้วนเป็นแนวโน้มทำให้นักลงทุนระวังการลงทุนพันธบัตรช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า

แนวโน้มพันธบัตรระยะยาวสูงต่อเนื่อง

จอห์น บริกส์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยสหรัฐของ Natixis North America กล่าวว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวมีแนวโน้มอยู่ระดับสูงต่อ “จนกว่าจะปฏิรูประบบสวัสดิการภาครัฐ ซึ่งทำให้การขาดดุลงบประมาณเปลี่ยนไป” และการซื้อคืนพันธบัตรสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบปัญหาทั้งหมด

ในเวลาเดียวกันการประชุมเฟดเดือนก.ย.จะเป็นบททดสอบความมุ่งมั่นของ “เควิน วอร์ช” ประธานเฟด ในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อรับมือเงินเฟ้อที่อยู่ระดับสูง โดยคาดว่าแรงเทขายพันธบัตรระยะยาวจะรุนแรงขึ้นหากเฟดลังเลขึ้นดอกเบี้ย

บอนด์ยีลด์สหรัฐพุ่งเขย่าตลาดเงินไทย

นางสาวศิรินารถ อมรธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยและวิเทศสัมพันธ์ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า บอนด์ยีลด์สหรัฐที่ขยับขึ้นได้ส่งผลให้บอนด์ยีลด์ของไทยปรับตัวขึ้นในทิศทางเดียวกัน ทว่าอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า เนื่องจากไทยมีแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อ และความต้องการกู้เงินของภาครัฐที่น้อยกว่า

ทั้งนี้การปรับขึ้นดังกล่าวกระทบต้นทุนออกหุ้นกู้แพงขึ้น แต่ด้วยสภาพคล่องระบบการเงินไทยอยู่ระดับสูงช่วยลดแรงกระแทกบอนด์ยีลด์ไทย และไม่ต้องออกมาตรการพยุงจากภาครัฐขณะนี้ ส่วนผลกระทบทางอ้อมอาจเห็นการดึงดูดเงินทุนไหลกลับเข้าดอลลาร์ ซึ่งส่งผลให้เงินทุนต่างชาติมีแนวโน้มไหลออกจากบอนด์ไทย และเพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงินบาท

กดดันบรรยากาศลงทุนตลาดหุ้นไทย

นายรัฐศักดิ์ พิริยะอนนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) มองว่า การพุ่งขึ้นแรงของบอนด์ยีลด์สหรัฐกดดันบรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้น โดยเฉพาะหากบอนด์ยีลด์ 10 ปี เข้าใกล้ 5% ในเชิงสถิติอดีตชี้ว่า ณ ระดับดังกล่าว ความสัมพันธ์ระหว่างบอนด์ยีลด์สหรัฐกับดัชนีตลาดหุ้นจะพลิกกลับทิศจากบวกเป็นลบทันที

“หากบอนด์ยีลด์สหรัฐต่ำกว่า 4% การปรับเพิ่มขึ้นมักสะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจ และดันดัชนีหุ้นปรับขึ้น แต่หากทะลุกรอบ 4-5% ขึ้นไป ต้นทุนการเงินจะสูงเกินศักยภาพการเติบโตเศรษฐกิจที่พิจารณาจาก Real potential growth 2-3% รวมกับเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% จะส่งผลให้ตลาดหุ้นตอบสนองเชิงลบ”

สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทย (SET Index) ระยะสั้นเคลื่อนไหวลักษณะ Sideway มีแนวรับสำคัญ 1,580 จุด และ 1,550 จุด ตามลำดับ เนื่องจากตลาดจับตาผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) กลางเดือนก.ย.นี้ โดยเฉพาะการส่งสัญญาณทิศทางอัตราดอกเบี้ย ควบคู่การติดตามความคืบหน้าคดีการเลือกตั้ง สว.ของไทย

ใ

“บอนด์ไทย” เสี่ยงพุ่งตามโลก แต่กระทบจำกัด

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ประเมินผลกระทบจากบอนด์ยีลด์สหรัฐที่สูงขึ้นชี้ว่าผู้เล่นในตลาดต้องแยกสาเหตุการปรับตัวขึ้นแบ่งเป็น 2 ฉากทัศน์ คือ 

ฉากทัศน์ที่ 1 “ดอกเบี้ยเฟดขาขึ้น-ดันบาทอ่อนค่า” หากการพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์มีชนวนเหตุจากความกังวลแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดหลังราคาพลังงานสูงขึ้นจะเป็นปัจจัยลบกดดันเงินบาทอ่อนค่า โดยกลไกส่งผ่านมาจากราคาพลังงานสูงขึ้นกระทบต้นทุนการนำเข้า

ขณะเดียวกันราคาทองคำที่ย่อตัวลงจากดอกเบี้ยขาขึ้นจะหนุนแรงซื้อทองคำ (Buy on Dip) ของผู้เล่นในตลาด ซึ่งทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงตามแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยดังกล่าว 

ทั้งนี้คาดการณ์ทุกๆ การเพิ่มโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 50% เช่น จากขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง เป็น 1.5 ครั้งในปีนี้ จะสร้างแรงกดดันให้ เงินบาทอ่อนค่าลง 25 สตางค์

มีปัจจัยเสี่ยงจากถ้อยแถลงล่าสุดของ Kevin Warsh ประธาน Fed ยิ่งเพิ่มน้ำหนักความเป็นไปได้ที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่า และเร็วกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์

ฉากทัศน์ที่ 2 “วิกฤติคลังสหรัฐ-เล่นธีม Debasement หนุนทอง-ดอลลาร์อ่อน” ในทางกลับกัน หากบอนด์ยีลด์สูงขึ้นจากความกังวลฐานะการคลังรัฐบาลสหรัฐตลาดจะเข้าธีมการเสื่อมค่าของเงินตรา ซึ่งตลาดจะเกิดแรงขายสินทรัพย์สหรัฐ โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวกดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่า ขณะที่ราคาทองคำได้รับแรงหนุนให้ปรับตัวขึ้น

“เงินบาท” มีลุ้นแข็งค่าแตะ 32.00-32.50 บาท

นายพูน กล่าวว่า แม้ความเสี่ยงด้านอ่อนค่าจะสูงขึ้นแต่ยังประเมินเงินบาท ทยอยแข็งค่าขึ้นค่อยเป็นค่อยไป โดยสิ้นไตรมาส 3 ปี 2569 มองกรอบเงินบาท 32.50-33.00 บาทต่อดอลลาร์ และสิ้นปี 2569 คาดการณ์ที่ 32.00-32.50 บาทต่อดอลลาร์

สำหรับกรอบระยะสั้น 1 เดือน เคลื่อนไหวกรอบ 32.50-34.00 บาทต่อดอลลาร์ และระยะ 3 เดือนที่ 32.25-34.25 บาทต่อดอลลาร์

ภายใต้ปัจจัยสถานการณ์ความตึงเครียดตะวันออกกลางไม่ทวีความรุนแรงจนดันราคาน้ำมันดิบพุ่งเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นานเกิน 1 เดือน ซึ่งจะเปิดทางให้ทั้ง Fed และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) “คงอัตราดอกเบี้ย” ตลอดปี

สำหรับ “บอนด์ยีลด์ระยะยาวไทย” แม้ได้รับแรงกดดันตามทิศทางบอนด์ยีลด์โลก แต่จะปรับขึ้นระดับจำกัดเนื่องจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทย ซึ่งสะท้อนถึง ธปท.มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งต่างจากธนาคารกลางหลักอื่นที่เผชิญแรงกดดันขึ้นอัตราดอกเบี้ย

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์