วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

‘ไทยเครดิต’ ยกระดับคอร์แบงก์กิ้ง กดต้นทุน-เพิ่มอาร์โออี ทะลุ 20%

“ธนาคารไทยเครดิต” เดินหน้าสู่ดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่น มุ่งลดต้นทุน ดัน “อาร์โอเอ-อาร์โออี” ทะลุกรอบปีนี้ที่ 2% และ 20% ตั้งเป้าครึ่งปีหลังรุก “สินเชื่อไมโครเอสเอ็มอี” ดันพอร์ตโตสองหลักแตะ 200,000 ล้านบาท พร้อมรับมือ “เวอร์ชวลแบงก์” ด้วยจุดแข็งสาขาสินเชื่อและช่วยแก้หนี้ฐานรากอย่างยั่งยืน

KEY POINTS

  • ธนาคารไทยเครดิตเดินหน้า Digital Transformation 2.0 พัฒนาระบบ Core Banking ใหม่บนคลาวด์เต็มรูปแบบ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
  • มุ่งเน้นกลยุทธ์การเป็นผู้ให้บริการต้นทุนต่ำ (Low-cost Business Provider) โดยใช้เทคโนโลยี AI และ Cloud เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงาน
  • ตั้งเป้าหมายผลักดันอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ให้ขยับขึ้นไปแตะระดับ 20% หรือสูงกว่านั้น ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการบริหารจัดการต้นทุน

นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT เปิดเผยว่า ธนาคาร มุ่งเน้นการทำ Digital Transformation 2.0 ต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมเปิดตัวระบบ Core Banking ใหม่ เพื่อใช้เป็นแพลตฟอร์มแห่งอนาคต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว 

“แผน Low-cost Business Provider ของธนาคารดำเนินการมานานกว่า 5 ปี เพราะต้องการเป็นผู้ให้บริการที่มีต้นทุนต่ำ การใช้เทคโนโลยีอย่าง AI และ Cloud Infrastructure จะเข้ามาช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของธนาคารให้ต่ำลงไปอีกจากปัจจุบันที่ต่ำอยู่แล้ว”

‘ไทยเครดิต’ ยกระดับคอร์แบงก์กิ้ง  กดต้นทุน-เพิ่มอาร์โออี ทะลุ 20%

ธนาคารวางเป้าหมายระบบ Core Banking แพลตฟอร์มใหม่ จะช่วยให้สามารถขยายการเติบโตของธุรกิจได้โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุน ซึ่งจะสะท้อนกลับไปสู่กำไร เราเชื่อว่า หากลดต้นทุนลงได้อีกจะช่วยให้ ROA ปรับตัวดีขึ้น จากปัจจุบันอยู่ที่ 2% และส่งผลให้ ROE ขยับขึ้นไปที่ 20% หรือสูงกว่านั้น จากเป้าหมายปีนี้วางไว้ที่ 16-20% คาดว่าทำได้ตามเป้าหมาย

โดยธนาคารตั้งเป้าหมายครึ่งปีหลังจะผลักดัน ROE ให้ขยับขึ้นไปที่กรอบบนที่ระดับ 20% ตามเป้าหมายที่วางไว้ จากครึ่งปีแรก อยู่ที่ 16.1% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดในตลาดเมื่อเทียบกับทั้งกลุ่มธนาคารและ Non-bank

ขณะที่วางเป้าหมายด้านส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) จะกลับเข้าสู่เป้าหมายที่ 7.5% - 8.0% ในครึ่งปีหลัง จากครึ่งปีแรกนี้ที่ 7.1% ซึ่งเป็นผลจากการบริหารจัดการต้นทุนและการมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการรายย่อยที่มีผลตอบแทนสูง ส่วนการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพโดยควบคุมอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio: CIR) คาดกรอบทั้งปี 42.0 - 44.0% จากครึ่งปีแรกอยู่ที่ 43.2%

‘ไทยเครดิต’ ยกระดับคอร์แบงก์กิ้ง  กดต้นทุน-เพิ่มอาร์โออี ทะลุ 20%

นายรอยย์ กล่าวถึงความคืบหน้าการติดตั้งระบบ Core Banking ใหม่ ว่า ปัจจุบันแพลตฟอร์มใหม่ เป็นระบบ Cloud เต็มรูปแบบแล้ว และยึดหลัก Digital First ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับเดียวกับที่ Virtual Banking ใช้ และยังลงทุนพัฒนาสร้างโครงสร้างที่แข็งแกร่งและเหมาะสม เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว

โดยใช้ลงทุนด้านดิจิทัลในส่วนนี้ไม่ได้สูงอย่างที่ตลาดคาดการณ์ไว้ระดับ 1,000-2,000 ล้านบาท เนื่องจากธนาคารใช้วิธีการสร้างระบบเองภายใน ด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพของธนาคารเอง ภายใต้กลยุทธ์ช้าแต่ชัวร์โดยไม่ได้เน้นเปิดตัวเป็นคนแรกของตลาด

ดังนั้น ธนาคารเชื่อมั่นว่า คาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากการเกิดขึ้นของธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) เนื่องจากธนาคารมีจุดแข็งที่เลียนแบบได้ยาก คือ มี “Landing Branches” สินเชื่อที่เข้าถึงพื้นที่จริง ด้วยเครือข่ายสาขาที่เข้าถึงพื้นที่กว่า 500 สาขา ผสานกับการใช้โมเดลธุรกิจแบบ Hybrid ที่นำระบบฐานข้อมูลตลอด 10 ปีมาใช้ร่วมกับการตัดสินใจของบุคลากรที่มีสายสัมพันธ์และมีความเข้าใจลูกค้ากลุ่มฐานรากอย่างลึกซึ้ง ซึ่งระบบดิจิทัลไม่สามารถทดแทนได้

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในครึ่งปีหลังปีนี้ ธนาคารพร้อมเร่งเครื่องขยายฐานสินเชื่อ มั่นใจสินเชื่อทั้งปีทำตามเป้าหมายที่ระดับ 200,000 ล้านบาท หรือเติบโตในอัตราสองหลัก จากในช่วงครึ่งปีแรกปีนี้ ที่มีการเติบโตของสินเชื่อสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เติบโต 13.1% แตะระดับ 194,080.50 ล้านบาท

โดยธนาคารจะเน้นเติบโตอย่างรอบคอบอย่างต่อเนื่อง และไม่ปล่อยกู้เกินความจำเป็นของลูกค้า เพื่อรักษาเสถียรภาพ แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปีนี้ที่ยังไม่แข็งแกร่งนัก แต่ธนาคารยังคงรักษาสมดุลระหว่างการเติบโต คุณภาพพอร์ตโฟลิโอ

ด้านการบริหารความเสี่ยง ธนาคารมี NPL (สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้) อยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพที่ 4.3% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม SME ในไทยซึ่งอยู่ที่ประมาณ 9% โดยธนาคารมีการบริหารจัดการที่รัดกุมและได้รับการสนับสนุนจาก บสย. เข้ามาช่วยค้ำประกันสินเชื่อ NPL ถึง 80% ทำให้ความเสี่ยงจริงของธนาคารอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ Credit Cost ของธนาคารยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมถึงครึ่งหนึ่ง วางเป้าหมาย Credit Cost ปีนี้ไว้ที่ 1.5-2% จากครึ่งปีแรกที่ 1.82%

โดยใช้กลยุทธ์เชิงรุกผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่แข็งแกร่ง เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจไมโครเอสเอ็มอี รวมถึงสินเชื่อนาโนและไมโครเครดิต ให้เติบโตอย่างมั่นคง

สำหรับทิศทางในช่วงครึ่งหลังธนาคารได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในตระกูล “กล้า” ได้แก่ “กล้าช่วย” ซึ่งเป็นสินเชื่อแบบมีหลักประกันสำหรับผู้ประกอบการที่เคยมีประวัติเสียในบูโร (แผลในบูโร) จากวิกฤตเศรษฐกิจ โดยให้ LTV ที่ 50% ยังมีผลิตภัณฑ์ “Consumer Loan” เพื่อการรวมหนี้ และ “บ้านแลกเงิน” เพื่อช่วยลดภาระดอกเบี้ยจากเดิมที่สูงถึง 18-25% ให้เหลือเพียงเลขหลักเดียว เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถจัดการหนี้เสียได้อย่างยั่งยืน