วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

ตลท. ชี้ Thailand Focus 2026 จุดสปอตไลต์ ดึงทุนโลกเข้า New Economy-ดิจิทัล

ตลท. เปิดฉากงาน Thailand Focus 2026 ดึงนักลงทุนสถาบันทั่วโลกสัมผัสทิศทางตลาดทุนไทยโฉมใหม่ เผยปีนี้ฟอร์มโดดเด่นบวกเกือบ 30% ฟันโฟลว์ไหลเข้าแล้วร่วม 7 หมื่นล้านบาท ด้านต่างชาติเปลี่ยนโหมดจาก "จับตา" เป็น "ลงทุนจริง" ในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล-EV พร้อมเร่งผลักดันโครงการ JUMP+ ปรับเกณฑ์ IPO หนุนธุรกิจ New Economy สู่ตลาดหุ้น ย้ำโจทย์สำคัญต้องดันผลประกอบการจริงสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว

KEY POINTS

  • ตลท. จัดงาน Thailand Focus 2026 เป็นเวทีระดับโลกเพื่อดึงดูดนักลงทุนสถาบันจากต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในตลาดทุนไทย
  • มุ่งเน้นการนำเสนอศักยภาพการเติบโตของกลุ่มอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) และดิจิทัล เช่น Data Center, Semiconductor และยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • มีการปรับปรุงเกณฑ์การรับหลักทรัพย์ (IPO) เพื่อรองรับธุรกิจ New Economy ให้เข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น และสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาคเพื่อเพิ่มความน่าสนใจ

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยในงาน Thailand Focus 2026 ว่า การจัดงานนี้ถือเป็น  Flagship ระดับโลกเพื่อดึงดูดนักลงทุนสถาบันจากทั่วทุกมุมโลกให้มาสัมผัสทิศทางเศรษฐกิจ และตลาดทุนไทยโฉมใหม่ 

ในปีนี้มีบริษัทจดทะเบียนไทยเข้าร่วมพบปะ และให้ข้อมูลแก่นักลงทุนสถาบันแบบตัวต่อตัว และแบบกลุ่มย่อยมากถึง 77 บริษัท เพื่อแสดงถึงทิศทางและศักยภาพในการเติบโต และเนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปีของการจัดงาน Thailand Focus จึงได้มีการจัดเวทีประชุมร่วมกันระหว่างผู้บริหารระดับสูงของตลาดหลักทรัพย์ในภูมิภาคเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการสนับสนุนซึ่งกัน และกันอย่างยั่งยืนในระยะยาว

โดยปีนี้ได้รับผลตอบรับอย่างดีเยี่ยมท่ามกลางบรรยากาศเชิงบวกที่ตลาดทุนไทยสร้างผลงาน (Performance) ได้อย่างโดดเด่น โดยบวกขึ้นเกือบ 30% เมื่อเทียบกับตลาดโลก และมีเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้าแล้วเกือบ 70,000 ล้านบาท และวอลุ่มเทรดต่อวันเพิ่มขึ้นมากกว่าปีก่อนอย่างมาก 

ตลาดทุนไทยมีพัฒนาการเชิงบวกที่โดดเด่นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยดัชนี SET Index ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 1,200 จุดปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 1,600 จุดในปัจจุบัน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน เพิ่มขึ้นจากต่ำกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในปีก่อน ขึ้นมาเฉลี่ยอยู่ที่มากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ และกระแสเงินทุนต่างประเทศพลิกฟื้นจากไหลออกสุทธิ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีก่อน มาเป็นไหลเข้าสุทธิมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้

บรรยากาศการลงทุนในตลาดทุนไทยปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นผลมาจากเสถียรภาพทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง ทำให้รัฐบาลมีความแข็งแกร่ง และมีความมั่นใจในการผลักดันนโยบาย และการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ โดยเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้นอย่างมากในส่วนของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการลงทุนของภาคเอกชนในประเทศ หลังจากเศรษฐกิจไทย Underperform ในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา

“ความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยในปีนี้ อยู่ที่การเปลี่ยนจุดเน้นจากการพูดถึงกฎระเบียบ และความเสี่ยงในปีที่ผ่านมาเป็นการมองไปข้างหน้าถึงศักยภาพการเติบโตของประเทศ  โดยมีหัวเรือใหญ่จากภาครัฐอย่างรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมาร่วมแสดงวิสัยทัศน์ โดยเฉพาะนโยบายการเปลี่ยนความเสี่ยงด้านพลังงานให้เป็นโอกาสทางการลงทุนที่เชื่อมโยงกับสิทธิประโยชน์จาก BOI” 

นายอัสสเดช กล่าวด้วยว่า ในมุมมองของนักลงทุน ต่างชาติ และในประเทศ อุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายสำคัญประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น Data Center, Semiconductor และอุตสาหกรรมการประกอบยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมีการยื่นขอลงทุนผ่าน BOI เป็นจำนวนมหาศาล สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของนโยบายหลังการเลือกตั้งที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มเปลี่ยนจาก "การจับตามอง" มาเป็นการ "ลงทุนจริง" มากขึ้น 

พร้อมกันนี้ หนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่นักลงทุนสถาบันให้ความสนใจสูงสุดคือ กลุ่มสถาบันการเงินหรือแบงก์ไทย อย่างไรก็ตาม มีประเด็นที่นักลงทุนต่างชาติ ให้ความเห็นว่ากลุ่มแบงก์ยังกำหนด  "เพดานการถือหุ้นของชาวต่างชาติ" (Foreign Limit) ที่กำหนดไว้ 25% อาจเป็นข้อจำกัดในการลงทุนเพิ่ม 

แม้จะยังไม่มีการหารืออย่างเป็นทางการกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อขยายเพดานนี้ แต่ตลาดหลักทรัพย์ฯ มองว่าพื้นฐาน (Fundamental) และกำไรของบริษัทเป็นปัจจัยหลักที่ดึงดูดเม็ดเงินมากกว่าตัวเลขเพดานการถือหุ้น 

สำหรับแผนการพัฒนาตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าผลักดัน โครงการJUMP+ ซึ่งเน้นความชัดเจนใน 3 ด้าน คือ แผนเติบโต 3 ปี, ธรรมาภิบาล และความยั่งยืน ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่นักลงทุนสถาบันทั่วโลกให้ความสำคัญสูงสุด  นอกจากนี้ ยังมีการทำงานร่วมกับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กลต.) ในการปรับเกณฑ์การรับหลักทรัพย์ (IPO) เพื่อรองรับธุรกิจ New Economy ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่าย และรวดเร็วขึ้น โดยเน้นการเปิดเผยข้อมูล (Disclosure-based) เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความคล่องตัว และความปลอดภัยของนักลงทุน 

นอกจากนี้ ในมิติระดับภูมิภาค ตลาดหลักทรัพย์ฯ  ถือว่า งาน Thailand Focus 2026 จะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความสนใจก่อนการประชุม IMF และ World Bank ที่จะจัดขึ้นในไทยเดือนต.ค.นี้ โดยมีการหารือเรื่องความร่วมมือในอาเซียน เช่น การเชื่อมโยง DR กับสิงคโปร์ และการสร้างมาตรฐาน ESG ร่วมกัน รวมถึงโครงการความร่วมมือกับจีนในการสร้าง Index แบบ 60/40  แบ่งเป็นจีน  สัดส่วน 60% และอาเซียนหรือไทย สัดส่วน 40% เพื่อดึงดูดเงินทุนจากนักลงทุนจีนผ่านกองทุน ETF

อย่างไรก็ตาม  ท้ายสุดแล้ว ตลาดหุ้นไทย จะความมั่นใจให้นักลงทุนได้อย่างไรนั้น นายอัสสเดช ย้ำว่า การกลับสู่พื้นฐาน (Fundamental) หากเศรษฐกิจเติบโตได้ตามนโยบาย และบริษัทจดทะเบียนสามารถแสดงผลประกอบการ (Performance) ได้ตามที่สื่อสารไว้ ตลาดทุนไทยเชื่อมั่นว่า จะยังคงเป็นจุดหมายสำคัญที่สร้างความยั่งยืนให้กับนักลงทุนทั้งใน และต่างประเทศต่อไป 

“นักลงทุนต้องการเห็นการเติบโตของธุรกิจ และเศรษฐกิจ ทั้งในเชิงนโยบาย และตัวเลขการลงทุนจริง จะเป็นจุดกระตุ้น (Trigger point) ที่สร้างความน่าสนใจ และความยั่งยืน มองว่า การสื่อสารหรือขายวิสัยทัศน์ไปแล้ว แต่ถ้าตัวเลขไม่มาจริง ก็คงจะทำให้เหนื่อยได้เหมือนกัน การจะผลักดันหรือรักษาความเชื่อมั่นต่อก็จะทำได้ยาก”

 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์