'ดร.อมรเทพ จาวะลา' วิเคราะห์กลยุทธ์ Fiscal Operation Twist หลังคลังสหรัฐซื้อคืนบอนด์ 2 เท่า สยบวิกฤติยีลด์พุ่ง หรือแค่ยาชาซื้อเวลา?
KEY POINTS
- กระทรวงการคลังสหรัฐ ขยับเดินหมากการเงินครั้งสำคัญผ่านกลยุทธ์ “Fiscal Operation Twist”
- เพิ่มวงเงินรับซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวขึ้นอย่างน้อยเท่าตัว สู่ระดับอย่างน้อยรอบละ 4,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสยบอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ที่พุ่งสูงรอบ 20 ปี
- การแทรกแซงส่งผลทันทีให้บอนด์ยีลด์ร่วง ตลาดหุ้นพุ่ง และดอลลาร์อ่อนค่า แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนเป็นเพียงการ “สลับตารางอายุหนี้” ที่อาจขัดขาภารกิจสู้เงินเฟ้อของเฟด และยังไม่แก้ระเบิดเวลาหนี้สาธารณะ 40 ล้านล้านดอลลาร์
ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดในตลาดการเงินโลกเมื่อกระทรวงการคลังสหรัฐ สั่งเพิ่มขนาดวงเงินการรับซื้อคืนพันธบัตรเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า เรื่องทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่นักวิเคราะห์วอลล์สตรีท และ "ดร.อมรเทพ จาวะลา" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทยโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กชี้ว่าเป็น “Fiscal Operation Twist”
รู้จัก Fiscal Operation Twist คืออะไร?
หากย้อนดูประวัติศาสตร์ กลยุทธ์ Operation Twist มักเป็นเครื่องมือของธนาคารกลางสหรัฐหรือว่า “เฟด” ในการขายพันธบัตรระยะสั้นเพื่อนำเงินไปกว้านซื้อพันธบัตรระยะยาว หวังดึงดอกเบี้ยตัวยาวให้ “ต่ำลง” โดยไม่ขยายงบดุล
แต่ในรอบนี้ “ผู้คุมเกม” กลับกลายเป็นกระทรวงการคลังสหรัฐ ภายใต้การนำของรัฐมนตรี “สกอตต์ เบสเซนต์” (Scott Bessent)
กลไกดังกล่าวทำงานโดยการที่กระทรวงการคลังเร่งออกตั๋วเงินคลังระยะสั้น หรือ T-Bills เพิ่มขึ้น แล้วนำสภาพคล่องที่ได้ไปไล่รับซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวรุ่นเดิม ในอายุ 10–20 ปี และ 20–30 ปี พร้อมประกาศขยายกรอบวงเงินซื้อคืนขึ้นอย่างน้อยเท่าตัว
จากเดิมสูงสุดรอบละ 2,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มเป็น “อย่างน้อย 4,000 ล้านดอลลาร์” มีผลตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน ถึง 4 พฤศจิกายน นี้ เพื่อแก้ปัญหาภาวะ “นักลงทุนนัดหยุดซื้อ” หรือ Buyers’ Strike ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน
กระทบตลาดทันที ‘ยีลด์ดิ่ง-ดอลลาร์อ่อน’
การส่งสัญญาณเข้าอุ้มตลาดอย่างชัดเจนของกระทรวงการคลัง ส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อราคาสินทรัพย์ทั่วโลกทันที
เกิดภาวะ Bull Flattening ของเส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve)
- Yield ตัวยาวปรับลดลง โดยยีลด์ 30 ปี ร่วง 9 เบสิสพอยท์ มาอยู่ที่ 5.196% จากแรงซื้ออุดหนุนจากกระทรวงการคลังช่วยผลักดันให้ราคาพันธบัตรรุ่นยาวสูงขึ้น ส่งผลให้ Yield ระยะยาวปรับตัวลดลงทันที
- Yield ตัวสั้นมีแนวโน้มขยับขึ้นหรือตึงตัว จากปริมาณอุปทานตั๋วเงินคลังระยะสั้น (T-Bills) ที่ทะลักเข้าสู่ตลาดเพื่อระดมทุนมาใช้ซื้อคืนพันธบัตร โดยบอนด์ยีลด์ 10 ปี ปรับลดลง 5.7 เบสิสพอยท์ สู่ระดับ 4.647%
ทำไม ‘เงินดอลลาร์’ ถึงอ่อนค่าลง?
ทันทีที่มีการประกาศมาตรการ ดัชนีเงินดอลลาร์ ปรับตัวร่วงลงอย่างเห็นได้ชัด เหตุผลหลักมาจากปัจจัยลบ 3 ประการ
- ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Yield Differential) ลดลง โดยการที่ Yield พันธบัตรระยะยาวของสหรัฐถูกกดให้ต่ำลง ทำให้เสน่ห์ของผลตอบแทนในรูปดอลลาร์ลดลงในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ
- การเพิ่มอุปทานสินทรัพย์สภาพคล่องสูง (Near-Money) การเปลี่ยนพันธบัตรระยะยาวที่มีความผันผวนสูง ให้กลายเป็นตั๋วเงินคลังระยะสั้นที่หมุนเวียนได้ง่าย เทียบเท่ากับการเติมสภาพคล่องระยะสั้นเข้าสู่ระบบการเงิน ซึ่งสร้างแรงกดดันเชิงลบต่อค่าเงิน
- ตลาดมองเป็นสัญญาณแทรกแซงเชิงโครงสร้าง โดยนักลงทุนตีความว่ากระทรวงการคลังกำลังพยายามสร้าง "เพดาน" ควบคุมต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาล ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงด้านภาระหนี้สาธารณะที่ตึงตัว จนทำให้เสน่ห์ของดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์อ้างอิงหลักดรอปลง
สัญญาณเตือน ‘ยาระงับปวดที่ไม่แก้โรคเรื้อรัง’
ดร.อมรเทพ ย้ำว่า ความจริงที่นักลงทุนต้องระวังคือ มาตรการนี้เปรียบเสมือน “การให้ยาระงับปวดชั่วคราว” เพราะไม่ได้เปลี่ยนปัจจัยพื้นฐานของการขาดดุลงบประมาณมหาศาล และหนี้สาธารณะสหรัฐที่ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ รวมไปถึงคลื่นการออกหุ้นกู้ของกลุ่มเทคโนโลยี AI ไฮเปอร์สเกลเลอร์
ยิ่งไปกว่านั้น การพักฐานของยีลด์อาจพลิกกลับมาพุ่งทะยานได้อีก หากเกิดปัจจัยความเสี่ยงดังต่อไปนี้
- เงินเฟ้อเร่งตัวซ้ำ จากราคาพลังงานหรือความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
- แรงเทขายจากญี่ปุ่น (BOJ) หากธนาคารกลางญี่ปุ่นขยับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อพยุงค่าเงินเยน จนนักลงทุนญี่ปุ่นแห่ระบายพันธบัตรสหรัฐ กลับประเทศ ซึ่งเป็นแรงขายที่วงเงิน Buyback ของคลังรับมือไม่ไหว
- ตลาดตั๋วเงินคลังอิ่มตัว (T-Bill Oversaturation) หากตลาดเงินระยะสั้นดูดซับ T-Bills ไม่ไหว จนรัฐบาลถูกบีบให้ต้องกลับมาออกบอนด์ยาวเพิ่มขึ้น
ด้านนักวิเคราะห์ ปีเตอร์ บุควาร์ จาก One Point BFG Wealth Partners ก็เห็นเป็นภาพเดียวกันว่า "นี่ไม่ใช่การลดยอดหนี้ แต่เป็นเพียงการสลับ และจัดตารางเวลาครบกำหนดชำระของพันธบัตรรัฐบาลใหม่เท่านั้น"
ในระยะสั้น การปรับตัวลงของ Yield อาจเปิดโอกาสทำกำไรจาก “ส่วนต่างราคา” ให้กับผู้ที่เข้าลงทุนในพันธบัตรระยะยาว
แต่ในระยะยาว ตราบใดที่ปัญหาโครงสร้างหนี้ยังไม่ได้รับการสะสาง ตลาดการเงินโลกยังคงต้องเตรียมรับมือกับคลื่นความผันผวนระลอกใหม่อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





