วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘ดีลอยท์’ ชี้กุญแจ‘เอไอ2026’ ปลดล็อก ‘คน-ข้อมูล’ ปั๊มรายได้ใหม่

“ดีลอยท์” เปิดตัวเลขผลสำรวจ Thailand Digital Transformation Survey 2026 ชี้องค์กรไทยเดินหน้า AI ขยายตัวถึง 61% แต่มีเพียง 9% เท่านั้นที่สามารถเปลี่ยน AI เป็น “รายได้ใหม่” ได้จริง

KEY POINTS

  • องค์กรไทยนำ AI มาใช้เพิ่มขึ้น แต่ส่วนใหญ่ยังติดขัดในการขยายผลทั่วทั้งองค์กรและยังไม่บรรลุเป้าหมายที่วางไว้
  • ความท้าทายสำคัญที่ฉุดรั้งศักยภาพ AI คือการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะ (คน) และความไม่พร้อมของข้อมูลทั้งในด้านคุณภาพและความปลอดภัย
  • ดีลอยท์แนะให้องค์กรเปลี่ยนกลยุทธ์จากการใช้ AI แบบต่างคนต่างทำ (Bottom-up) ไปสู่ยุทธศาสตร์รวมศูนย์จากผู้บริหาร (Top-down) เพื่อให้ AI เป็นวาระของธุรกิจ
  • เป้าหมายสูงสุดคือการยกระดับ AI จากเครื่องมือลดต้นทุน ไปสู่ขีดความสามารถเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างโอกาสและรายได้ใหม่ให้ธุรกิจ

พลิกโจทย์ใหญ่ภาคธุรกิจปี 2026 จากการนำเทคโนโลยีมาใช้แบบต่างคนต่างทำ (Bottom-up) สู่การรุกยุทธศาสตร์รวมศูนย์ (Top-down Governance) พร้อมถอดสลักวิกฤติขาดแคลนบุคลากร เพื่อเปลี่ยน AI จากเครื่องมือเพิ่ม Productivity ให้กลายเป็นขีดความสามารถเชิงกลยุทธ์ที่กุมชัยชนะในภูมิภาค

ท่ามกลางกระแสเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ “ถาโถม” เข้าใส่ “ภาคธุรกิจไทย” ผลสำรวจการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลของไทยปี 2569 : ด้าน AI สำหรับองค์กรของดีลอยท์ประเทศไทย สะท้อนภาพที่น่าสนใจว่า องค์กรไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “ยุคดิจิทัล” อย่างก้าวกระโดด โดยสัดส่วนความพร้อมระดับ “Becoming Digital” พุ่งขึ้นจาก 28% เป็น 42% ภายในปีเดียว

ขณะที่ การนำ AI มาใช้งานขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 61% แต่ภายใต้ตัวเลขที่เติบโตนี้ กลับพบ “ช่องว่าง” สำคัญ มีเพียง 19% เท่านั้นที่สามารถขยายการใช้ AI ได้ทั่วทั้งองค์กร และ 71 % ยอมรับ “ผลลัพธ์ที่ได้ยังไม่บรรลุเป้าหมายที่วางไว้”

‘ดีลอยท์’ ชี้กุญแจ‘เอไอ2026’ ปลดล็อก ‘คน-ข้อมูล’ ปั๊มรายได้ใหม่

 

โจทย์หิน ติดหล่ม IT Project อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ AI ยังไม่สามารถสำแดงศักยภาพได้เต็มที่ คือการที่องค์กรไทยเกือบ 70% ยังมองว่า AI เป็นหน้าที่ของ “ฝ่าย IT” มากกว่าจะเป็นวาระร่วมของธุรกิจ

สอดคล้องกับมุมมอง “โรเบิร์ต กัลลาเกอร์” ลีดเดอร์ด้านเทคโนโลยี สื่อ และโทรคมนาคม ดีลอยท์ ประเทศไทย ระบุว่า ตราบใดที่ผู้นำธุรกิจไม่ลงมามีบทบาทกำหนดทิศทาง ช่องว่างระหว่างความคาดหวังกับผลลัพธ์จะยังคงอยู่ ในทางปฏิบัติการเริ่มนำ AI มาใช้ในไทยปัจจุบันมีทั้งแบบ Bottom-up ที่พนักงานนำเครื่องมือมาใช้เองเพื่อเพิ่ม Productivity ส่วนตัว แต่ก็นำมาซึ่งปัญหาข้อมูลกระจัดกระจายและขาดการเชื่อมโยง ดังนั้น มององค์กรจึงจำเป็นต้องมีโครงสร้างแบบ Top-down Centralization เพื่อกำหนดธรรมาภิบาล และแพลตฟอร์มหลักที่จะใช้ร่วมกัน

‘ดีลอยท์’ ชี้กุญแจ‘เอไอ2026’ ปลดล็อก ‘คน-ข้อมูล’ ปั๊มรายได้ใหม่

ข้อมูลวิจัยนี้ ระบุว่า องค์กรไทย 50% ใช้ AI เพื่อลดต้นทุน และ 48% ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่มีเพียง 9% เท่านั้น ที่สามารถใช้ AI สร้างรายได้ใหม่ ซึ่งถือเป็นโจทย์ท้าทายในระยะถัดไป

“เทวินทร์ ทัศนเจริญ” ผู้อำนวยการบริการด้านเทคโนโลยีและการปฏิรูปองค์กร ดีลอยท์ ประเทศไทย กล่าวว่า ในกลุ่มอุตสาหกรรมชั้นนำอย่าง การเงินธนาคาร (FSI), ค้าปลีก (Retail) และโทรคมนาคม (Telco) เริ่มมีการประยุกต์ใช้ในระดับที่สูงขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Hyper-Personalization ที่เน้นเข้าถึงลูกค้าใน “วินาทีทอง” ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลกิจกรรมแบบเรียลไทม์ร่วมกับประวัติพฤติกรรม

“เราส่งไปหาบุคคลด้วย Content ที่ดีที่สุด ในช่วงเวลาที่ดีที่สุด และใน Channel ที่เพิ่ม conversion มากที่สุดสิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนความท้าทายไปเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ”

ตัวอย่างชัดเจนคือ ธุรกิจประกันที่ใช้ AI วิเคราะห์ช่วงชีวิต เช่น เมื่อลูกค้าเพิ่งคลอดบุตร ซึ่งเป็นโมเมนต์ที่มีความต้องการซื้อสูงจนอาจเป็นฝ่ายติดต่อเข้าหาบริษัทเอง หรือการทำ Virtual Bank ที่ใช้ AI วิเคราะห์เครดิตจากพฤติกรรมดิจิทัลเพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อ

นอกจากการเพิ่มยอดขาย AI ยังถูกนำมาใช้ปิดจุดอ่อนด้าน Cyber Security โดยเฉพาะในสถาบันการเงินที่ถูกกำกับดูแลเข้มข้น AI จะทำหน้าที่เสมือน “Robot” ที่ตรวจตราความผิดปกติของข้อมูลและเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งมีประสิทธิภาพและรวดเร็วกว่ามนุษย์

ขณะเดียวกัน ในมิติด้านความยั่งยืน (ESG) AI ได้เข้ามามีบทบาทในการทำ “Energy Management ในอุตสาหกรรมหนัก” เช่น การผลิตไฟฟ้าหรือการขุดเจาะน้ำมัน โดยการปรับปรุงประสิทธิภาพเพียง 0.1-0.2% ผ่านการ Optimize ของ AI ก็สามารถประหยัดงบประมาณได้มหาศาลและลดการสูญเสียพลังงานได้อย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน ภายใต้เศรษฐกิจที่ผันผวนทำให้ธุรกิจไทยเริ่มพิจารณาการลงทุน AI ละเอียดรอบคอบมากขึ้น จากข้อมูลบีโอไอ ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกปี 2569 อุตสาหกรรมดิจิทัลเป็นกลุ่มที่มีการลงทุนสูงที่สุด มีเม็ดเงินการลงทุนสูงถึง 1,115,260 ล้านบาท จาก 90 โครงการ

“เทวินทร์” มองว่า AI เป็นการลงทุนที่สูง (High Investment) และต้องมีตัวชี้วัดที่ชัดเจนว่าช่วยลดต้นทุน หรือเพิ่มยอดขายได้จริงหรือไม่ ขณะเดียวกันมองการลงทุน AI จะไม่แซงหน้า Cloud หรือ Data Analytic แต่จะเป็นสิ่งที่เกื้อกูลกัน เพราะ AI จะทำงานได้ดีต้องมี Cloud และ Data เป็นพื้นฐาน

แม้ไทยจะมีโอกาสทางธุรกิจสูงในภูมิภาค โดยเฉพาะ “ภาคธนาคารและการท่องเที่ยว” แต่ปัญหาขาดแคลนบุคลากรยังเป็น “คอขวด” สำคัญ ข้อมูลวิจัยนี้ ยังพบว่า 71% ขององค์กรระบุว่าขาดทักษะด้านเทคนิค และ 40% ยังไม่สามารถระบุ Use Case ที่เหมาะสมได้

ทั้งนี้ มองความท้าทายคือ เรื่องของบุคลากร การหาคนที่สามารถ Define Use Case และนำมาประยุกต์ใช้ในระดับ Enterprise Grade ที่มีการกำกับดูแลอย่างดี เรายังหาได้ไม่มากเทียบกับสิงคโปร์ หรือ จีน

นอกจากนี้ เรื่องความพร้อมของข้อมูลและความปลอดภัยก็เป็นปัจจัยฉุดรั้ง โดย 38% มองข้อมูลยังไม่พร้อมใช้งาน และในสัดส่วนที่เท่ากันกังวลเรื่องความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งในกลุ่มธุรกิจที่ละเอียดอ่อนอย่าง โรงพยาบาลหรือกลุ่ม B2B หรือองค์กรรัฐ และรัฐวิสาหกิจ ซึ่งการนำข้อมูลขึ้น Cloud ยังทำได้ยากเนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎหมาย PDPA และความปลอดภัยของข้อมูล

การลงทุนด้าน AI ในระยะถัดไปของไทย ดีลอยท์ ย้ำชัดว่า จะเปลี่ยนผ่านจาก “เครื่องมือช่วยงาน”ไปสู่ “ขีดความสามารถเชิงกลยุทธ์” เพื่อพลิกโฉมธุรกิจ องค์กรที่สามารถสร้างรากฐานข้อมูลที่มีคุณภาพ และออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ที่มนุษย์กับ AI เสริมจุดแข็งซึ่งกันและกันได้จะเป็นผู้ที่กุมความได้เปรียบในสมรภูมิเศรษฐกิจ