จับตาครึ่งหลังปี 69 “กำไรบจ.” ส่อสะดุด หลังผ่านจุดสูงสุดในไตรมาส 1/69 ไปแล้ว “ตลท.” ยอมรับครึ่งหลังเผชิญความ “ท้าทาย” จากต้นทุนพลังงาน แต่เชื่อมั่น “หุ้นไทย” ยังเป็นหลุมหลบภัย “บล.เอเชีย พลัส“ ผวาเอฟเฟกต์สินค้าโภคภัณฑ์ทำบางกลุ่มร่วงทำขาดทุนสต็อก “บล.บัวหลวง” ชี้ไตรมาส 3 “ค้าปลีก-อสังหาฯ” อ่วมพิษค่าครองชีพ
KEY POINTS
- กำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มชะลอตัว โดยเฉพาะในไตรมาส 2 และ 3 จากปัจจัยกดดันด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลง และความเสี่ยงขาดทุนจากสต็อกสินค้า
- โบรกเกอร์คาดการณ์ว่ากำไร บจ. ทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท ซึ่งยังคงเติบโตจากปีก่อนหน้า แม้จะเผชิญการชะลอตัวในช่วงกลางปีก็ตาม
- ปัจจัยท้าทายสำคัญในครึ่งปีหลัง ได้แก่ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ภาวะค่าครองชีพที่กระทบกำลังซื้อในประเทศ และความชัดเจนของนโยบายภาครัฐ
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยครึ่งปีหลังยังต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจและปัจจัยกดดันด้านต้นทุน ทั้งตัวเลขการส่งออกในไตรมาส 2 ปี 2569 ที่กำลังจะประกาศ รวมถึงผล กำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ว่ายังคงแข็งแกร่งท่ามกลางแรงกดดันหรือไม่ จากราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงานเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่จะกดดันเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 2 และ 3 นี้ ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ
ขณะเดียวกัน การดำเนินนโยบายภาครัฐจะมีความชัดเจนอย่างไร จุดนี้ยอมรับว่า “นักลงทุนต่างชาติ” กำลังรอรับชมว่านโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลประกาศไว้จะเกิดขึ้นจริงและส่งผลต่อเศรษฐกิจได้รวดเร็วเพียงใด เพื่อยืนยันความเชื่อมั่นในระยะยาว คาดหวังการผลักดันจีดีพีของไทยกลับไปเติบโตระดับ 4-7%
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองต่อเศรษฐกิจมหภาคยังเผชิญความท้าทาย ซึ่งยอมรับว่าการจะผลักดันจีดีพีไทยให้กลับไปโตระดับ 7% นั้นเป็นเรื่องยากในทางปฏิบัติ แต่เชื่อว่าระดับ 4% มีความเป็นไปได้ตามศักยภาพและตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ของไทย
“แม้เศรษฐกิจไทยจะเผชิญความท้าทายจากต้นทุนพลังงานและการเติบโตที่ช้า แต่ด้วยเสถียรภาพทางการเงินและความพร้อมด้าน ESG ที่โดดเด่นกว่าคู่แข่ง ตลาดหลักทรัพย์ฯ มั่นใจว่าหุ้นไทยจะยังคงเป็นจุดหมายที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง”
นายอัสสเดช กล่าวต่อถึง ตลาดหุ้นไทยครึ่งแรกปี 2569 ถือว่าผลตอบแทนพุ่ง 20-25% จากการเป็นหลุมหลบภัย (Safe Haven) ติดท็อป 3 ภูมิภาค ด้วยอานิสงส์การเมืองนิ่งและเงินบาทเสถียร พร้อมเดินหน้า สำหรับครึ่งปีหลังเตรียมเดินหน้า จัดงาน SET THAILAND FOCUS 2026 ปลายส.ค. นี้ เพื่อดึงเม็ดเงินนักลงทุนต่างชาติทั่วโลก
พร้อมกางโรดแมป 2 ปี ปฏิรูปตลาดทุนไทยให้ทันสมัย มุ่งเติมสินค้ากลุ่ม New Economy ทั้ง EV, Data Center และ PCB เข้าสู่กระดาน โดยจับมือ BOI จูงใจบริษัทลูกของทุนต่างชาติเข้าจดทะเบียน ควบคู่กับการจับมือ ก.ล.ต. ปลดล็อกเกณฑ์ IPO ให้รวดเร็วและยืดหยุ่นขึ้นให้อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ส่วนความคืบหน้าโครงการทิสา (TISA) อยู่ระหว่างเร่งสรุปรายละเอียดโค้งสุดท้ายร่วมกับกระทรวงการคลัง
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซียพลัส จำกัด เปิดเผยว่า แม้กำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในไตรมาส 1 ปี 2569 จะเติบโตอย่างโดดเด่น แต่คาดไตรมาส 2 ปี 2569 และ ไตรมาส 3 ปี 2569 จะเริ่มเห็นการชะลอตัวลง เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) เริ่มปรับตัวลดลง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการขาดทุนจากสต็อกสินค้า (Stop Loss) ในบางส่วน
อย่างไรก็ตาม คาดกำไรในไตรมาส 2 ปี 2569 จะยังคงเป็นบวก โดยประเมินไว้ที่ระดับ 100,000 กว่าล้านบาท ถึง 200,000 ล้านบาท จากนั้นในไตรมาส 3 ปี 2569 จะปรับตัวดีขึ้นกว่าไตรมาส 2 ปี 2569 เล็กน้อย และอาจจะกลับมาฟื้นตัวเด่นชัดอีกครั้งในไตรมาสที่ 4 ปี 2569
ดังนั้น จึงประเมินว่า กำไรบจ.ทั้งปีนี้น่าจะอยู่ที่ราว 1.2 ล้านล้านบาท จากปีก่อน 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งผลประกอบการในไตรมาส 1 ปี 2569 ทำได้แล้วถึง 357,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 29-30% ของประมาณการทั้งปี ถือเป็นจุดสูงสุดของปีนี้ โดยมีปัจจัยหนุนหลักมาจากกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ที่ทำกำไรได้อย่างแข็งแกร่งในช่วงที่ผ่านมา
ดังนั้น ยังคงยืนเป้าประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ทั้งปีนี้ที่ 95 บาท และคาดการณ์การเติบโตของกำไร (Earning Growth) ที่ 7% ซึ่งเป็นตัวเลขเดิมที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปี
สำหรับ ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามในช่วงครึ่งปีหลัง ได้แก่ ทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐที่เป็น “ขาขึ้น” แต่คาดไทยยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้อาจส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่า และนำไปสู่ปัญหากระแสเงินทุนไหลออก ยังต้องนโยบายภาครัฐผลักดันโครงการลงทุนต่างๆ เช่น Thailand Fast Plus เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนกลับเข้าสู่ประเทศ
นายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์การลงทุน บล.บัวหลวง กล่าวว่า ภาพรวมทั้งปีประเมิน “กำไรบจ.” จะยังคงขยายตัวได้เล็กน้อยที่ 1.8% แต่เริ่มเห็นมุมมองที่ระมัดระวังมากขึ้น ในขณะที่ตลาดมองเป้าหมายกำไรตลาดรวมในปีนี้ไว้ที่ระดับ 98 บาท แต่มีบางส่วนเริ่มส่งสัญญาณเตือนและปรับลดเป้าหมายลงมาอยู่ที่ 95 บาท สะท้อนถึงความเสี่ยงที่ผลประกอบการอาจไม่ได้ดีอย่างที่ตลาดเคยคาดหวังไว้
ขณะที่ ภาพรวมกำไรในไตรมาส 2 นี้ ยังคงมีสัญญาณบวกเล็กน้อย คาดว่าจะมีการปรับประมาณการกำไรอยู่ที่ 1% ซึ่งได้รับแรงขับเคลื่อนหลักมาจากหุ้นกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์
อย่างไรก็ตาม มองข้ามไปยังไตรมาส 3 ปี 2569 เริ่มเห็นสัญญาณความท้าทายกำไรบจ.ที่ต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการบริโภคภายในประเทศ เช่น กลุ่มค้าปลีกและกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ที่อาจมีแรงกดดันเชิงลบเข้ามา กระทบอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจนำไปสู่การปรับลดคาดการณ์กำไรในครึ่งปีหลังปีนี้ มี 2 ส่วน จากภาวะค่าครองชีพสูง ราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นแรงกดดันสำคัญที่ฉุดกำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศให้ชะลอตัวลง
นายรัฐศักดิ์ พิริยะอนนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า งบกำไรบจ. ไตรมาส 2 ปี 2569 เบื้องต้นประเมินอาจชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนจากขาดทุนสต็อกของกลุ่มพลังงาน และจากฐานกำไรสูงในปีก่อน หลังบางบริษัทมีการบันทึกกำไรพิเศษรวมราว 80,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม คาดว่าแม้แนวโน้มตัวเลขคาดการณ์งบกำ บจ.ยังเป็นแนวโน้มขาขึ้น แต่อาจจะไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นสูงมากเท่าปี 2565 แต่เชื่อว่าอย่างน้อยอาจได้เห็นการปรับ SET EPS คาดการณ์ปีนี้ขึ้นมาอยู่ในกรอบ 98-100 บาท ได้ไม่ยากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเห็นภาพการปรับตัวเลขคาดการณ์ GDP ไทยเพิ่มขึ้นทั้งจากฝั่งนักวิเคราะห์ในตลาดและล่าสุดจากฝั่งทางการแบงก์ชาติ





