นายเชาวน์กร โชติบัณฑ์ Head of Investment Strategy บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC เปิดเผยว่า บรรยากาศการลงทุนใน “ตลาดหุ้นไทย” เริ่มมีสัญญาณบวกจากการที่นักลงทุนต่างชาติและภาคเอกชนกล้าตัดสินใจ เริ่มกลับมามีความมั่นใจในการลงทุนหุ้นไทย มากขึ้น หลังจากที่เคยชะลอการตัดสินใจในช่วงก่อนหน้า
โดยปัจจัยหลักมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามที่เริ่มสงบลง ส่งผลให้ “เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ” (FDI) ที่เคยขอส่งเสริมการลงทุนกับ BOI ไว้ มีแนวโน้มไหลเข้ามาจริงมากขึ้น
นอกจากนี้ การที่ประเทศอินโดนีเซียถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ ถือเป็นโอกาสที่เม็ดเงินลงทุนจะไหลออกจากที่นั่นและกระจายเข้ามาในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งประเทศไทยมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากเงินทุนไหลเข้านี้ แม้จะไม่สามารถคาดการณ์ปริมาณที่แน่นอนได้
ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยหลักที่จะช่วยหนุนกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า จากกระแสการลงทุนในกลุ่ม AI และ Data Center ซึ่งเป็นเทรนด์ระดับโลก
โดยกลุ่มหุ้นที่จะได้รับประโยชน์สูงสุด ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับระบบโครงสร้างพื้นฐาน เรามองว่าเป็นกลุ้มหุ้นที่น่าสนใจลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง
นายเชาวน์กร กล่าวต่อว่า เราจึงยังมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย คาดการณ์เป้าหมายดัชนีหุ้นไทยสิ้นปีอยู่ที่ 1,600 จุด และอาจมีอัปไซด์เพิ่มเติมหากมาตรการภาครัฐเห็นผลชัดเจน
ขณะที่ดาวน์ไซด์จำกัดแล้ว โดยประเมินกรอบล่างไว้อยู่ที่ประมาณ 1,400-1,500 จุด จากปัจจัยลบต่าง ๆ ที่เคยสร้างความกังวลได้ผ่านพ้นช่วงที่รุนแรงที่สุด ไปแล้ว ขณะที่สถานการณ์ความไม่สงบสงครามที่เกิดขึ้น จะเห็นว่าตลาดมักจะไม่ตอบสนองในเชิงลบที่รุนแรงเหมือนช่วงก่อนหน้า
พร้อมกันนี้ จากภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว คาดว่าที่ประชุมกนง.ในวันนี้ (24 มิ.ย.) น่าจะยังมีการคงอัตราดอกเบี้ย 1% เพื่อติดตามผลกระทบอย่างใกล้ชิดและมุ่งรักษาเสถียรภาพทางการเงิน เนื่องจากในปัจจุบันพื้นที่ในการดำเนินนโยบาย มีอยู่อย่างจำกัด
อย่างไรก็ตาม หากสงครามยังคงยืดเยื้อจนเป็นเหตุให้ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ก็มีแนวโน้มที่จะต้องคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับนี้ต่อไปยาวนานกว่าที่คาดไว้
“หากกนง. คงดอกเบี้ยในวันนี้ เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้อยู่แล้วและไม่น่าสร้างเซอร์ไพรส์หรือส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างมีนัยสำคัญ”
แต่อย่างไรก็ตาม แม้ดาวน์ไซด์ตลาดหุ้นไทยจะต่ำแต่ เรายังคงแนะนำนักลงทุน ให้กระจายความเสี่ยง เน้นการเทรดดิ้งและการหมุนเวียนกลุ่มอุตสาหกรรม ไปยังกลุ่มที่มีกำไรชัดเจน มีการจ่ายปันผล และได้ประโยชน์จากกระแสการลงทุนในกลุ่ม AI และ Data Center เนื่องจากราคาน้ำมันที่เปลี่ยนไปทำให้ต้องหมุนเงินออกจากกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี โดยควรมีสัดส่วนหุ้นไทยในพอร์ตเพียง 10-20% เพื่อให้สอดคล้องกับขนาด Market Cap ของไทยในตลาดโลก และเน้นการลงทุนในหุ้นต่างประเทศเป็นหลัก
ทางด้านภาพการลงทุนแบบระดับโลก (Global Asset Allocation) เรามองว่า ควรให้น้ำหนักหุ้นต่างประเทศมากกว่าครึ่ง หรือหากพิจารณาจากศักยภาพการเติบโตและขนาดตลาด (Market Cap) ให้น้ำหนักหุ้นโลกสูงถึง 80-90%
“หุ้นไทยและหุ้นโลก ในปัจจุบันไม่ได้ปรับตัวขึ้นทั้งตลาด แต่จะขึ้นเป็นจุด ๆ หรือเฉพาะบางกลุ่มอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับเทรนด์โลกเท่านั้น และ Market Cap ของตลาดหุ้นไทยเมื่อเทียบกับระดับโลกมีสัดส่วนที่น้อยมาก ระดับ Single Digit ทำให้การถือหุ้นไทยสัดส่วน 40-50% ถือเป็นการลงทุนที่เอนเอียงมากเกินไปเมื่อเทียบกับศักยภาพของตลาดโลก นักลงทุนควรมีการปรับสมดุลพอร์ต ให้น้ำหนักหุ้นทั่วโลกสูงถึง 80-90% และถือ หุ้นไทยเพียง 10-20% เท่านั้น“
ส่วน “ทองคำ” ยังคงเป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่น่าสะสมในระยะยาว แนะนำให้มีติดพอร์ตไว้ประมาณ 5% เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นเป็นหลัก แต่นักลงทุนสามารถปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนทองคำ ได้ตามความคุ้นเคยหรือ “แรงศรัทธา” ของนักลงทุนแต่ละบุคคล
“ในช่วงที่ราคาวิ่งขึ้นแรงมักเกิดจากการเก็งกำไรของรายย่อยจะไม่เข้าซื้อไล่ราคา แต่จะเริ่มกลับมาสะสมเมื่อราคาพักตัวหรือเริ่มรอบใหม่ โดยเริ่มเห็นสัญญาณท่ามกลางการเริ่มกลับมาสะสมของธนาคารกลางจีน”



