วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

‘บิ๊ก บจ.’ เนื้อหอม ดันยอดออกหุ้นกู้ใหม่ พุ่งแตะ 3.51 แสนล้าน  

ThaiBMA เผย “หุ้นกู้บริษัทขนาดใหญ่” ความน่าเชื่อถือระดับสูง และบริษัทลูกที่มีบริษัทแม่แข็งแกร่ง ดันยอดออกใหม่ล่าสุดทะลุ 3.5 แสนล้าน ไล่บี้ปีก่อน เล็งล็อกต้นทุนดอกเบี้ย

KEY POINTS

  • ยอดการออกหุ้นกู้ใหม่ ณ วันที่ 12 มิ.ย.69 มีมูลค่ารวม 3.51 แสนล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการระดมทุนของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูง (Investment Grade)
  • นักลงทุนยังคงเชื่อมั่น และให้ความสนใจลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง ทำให้สามารถระดมทุนได้สำเร็จตามเป้าหมาย
  • การออกหุ้นกู้กระจุกตัวในกลุ่มบริษัทใหญ่ เนื่องจากนักลงทุนมีความระมัดระวัง และเลือกลงทุนเป็นรายตัวมากขึ้น (Selective) หลังเกิดเหตุผิดนัดชำระหนี้ในช่วงที่ผ่านมา
  • สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) คาดว่าตลาดหุ้นกู้จะฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง และคงเป้าหมายยอดออกหุ้นกู้ทั้งปีไว้ที่ 8.8-9 แสนล้านบาท

“ตลาดหุ้นกู้” ยังคงเป็นช่องทางระดมทุนหลักที่สำคัญของ “บริษัทเอกชนขนาดใหญ่” ในประเทศไทย โดยบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ยังคงออกเสนอขายหุ้นกู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ขยายธุรกิจ และรีไฟแนนซ์หนี้ชุดเดิม แต่จากเหตุการณ์ผิดนัดชำระหนี้ (Default) ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนมีความระมัดระวังตัวสูงขึ้น ส่งผลให้การระดมทุนในตลาดหุ้นกู้ในช่วงที่ผ่านมา “ชะลอตัว” ลงบ้าง ขณะที่ ปัจจุบันตลาดได้ “เพิ่มความเข้มงวด” และ “ปรับหลักเกณฑ์” ให้รัดกุมขึ้น เพื่อคุ้มครองผู้ลงทุน ทำให้การออกหุ้นกู้ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนในอดีต  

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ทิศทางภาพรวมของ “ตลาดหุ้นกู้เอกชน” มีทิศทางฟื้นตัวขึ้น แม้ไตรมาส 1 ปี 2569 ตัวเลข “ยอดออกหุ้นกู้” จะลดลง 15% แต่ข้อมูลล่าสุด ณ 12 มิ.ย.2569 พบว่า มียอดออกใหม่ มูลค่า 351,349 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันปีก่อน 351,263 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็น “กลุ่มหุ้นกู้ Investment Grade”

โดยกลุ่มหุ้นกู้ Investment Grade บริษัทขนาดใหญ่ฐานะการเงินแกร่ง มีความน่าเชื่อถือสูงจากนักลงทุน ยังคงสามารถขายหุ้นกู้หมดอย่างรวดเร็ว เช่น บมจ.ปตท. (PTT) หรือ บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ที่กลายเป็น Top 5 ของผู้ออกรายใหญ่ หรือบมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ที่มีความต้องการซื้อหนาแน่นจนสามารถทำ Book Building และกำหนดอัตราดอกเบี้ยได้ที่ระดับต่ำสุดของช่วงที่เสนอขาย เป็นต้น 

‘บิ๊ก บจ.’ เนื้อหอม ดันยอดออกหุ้นกู้ใหม่ พุ่งแตะ 3.51 แสนล้าน  

ขณะเดียวกัน “หุ้นกู้กลุ่มไฮยีลด์” ที่ยังสามารถออกหุ้นกู้ได้ปกติ ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทที่เป็น “ลูกของบริษัทแม่ที่แข็งแรง” ซึ่งยังคงสามารถระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ได้ตามปกติ ตัวอย่างเช่น TRUE Money หรือ SCB Abacus เนื่องจากนักลงทุนเชื่อมั่นในบริษัทแม่ ทำให้พบว่า มียอดจองซื้อดีมาก

อย่างไรก็ดี การออกหุ้นกู้ใหม่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่หรือบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นแข็งแกร่ง มองว่า เนื่องจากนักลงทุนมีความระมัดระวังในการเลือกรายตัวมากขึ้น (Selective) แม้ว่าภาพรวมเม็ดเงินในตลาดจะยังเป็นบวกอยู่ก็ตาม

ทั้งนี้ ในส่วนของทิศทางดอกเบี้ย คาดว่าจะเป็นลักษณะ “Higher for Longer” ตามแนวโน้มตลาดโลก ซึ่งเป็นจังหวะที่บริษัทใหญ่เริ่มกลับมาระดมทุนเพื่อล็อกต้นทุนดอกเบี้ยไว้ก่อน แนะนักลงทุน มองว่าเป็นจังหวะที่ดีในการทยอยสะสมหุ้นกู้คุณภาพดี หรือพิจารณาพันธบัตรรัฐบาลที่จะออกมาเป็นทางเลือกในเดือนมิ.ย. นี้

“มองตลาดหุ้นกู้ไทยยังคงมีเสถียรภาพ และเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการประคับประคองธุรกิจผ่านสถานการณ์เศรษฐกิจไปได้ เนื่องจากในระบบยังมีสภาพคล่องส่วนเกินอยู่พอสมควร”

นางสาวศิรินาถ อมรธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยและวิเทศสัมพันธ์ ThaiBMA กล่าวว่า สถานการณ์ตอนนี้ยังไม่มีปัจจัยอะไรที่ทำให้เปลี่ยนประมาณการยอดการออกใหม่ในปีนี้ ซึ่งทางสมาคม ยังคงเป้าหมายยอดออกหุ้นกู้ในปีนี้ที่ระดับเดิม 880,000-900,000 ล้านบาท ไว้ก่อน โดยยังไม่มีความจำเป็นต้องรีบปรับเป้าใหม่ แม้ไตรมาส 1 ปี 2569 จะชะลอตัวลงบ้าง และเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว และคาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวได้ในครึ่งปีหลังเหมือนกับปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน แนวโน้มหลังที่ประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ล่าสุดกลับท่าทีขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งปีนี้ มองว่าน่าจะเป็นปัจจัยที่ผู้ออกหุ้นกู้จะให้น้ำหนักมากขึ้น ในกรณีที่ผู้ออกมีแผนการออกอยู่แล้ว รวมถึงอาจต้องการขยับอายุการออกให้ยาวขึ้น

สำหรับภาพรวมมูลค่าครบกำหนดในช่วงที่เหลือของปี 2569 จะมีหุ้นกู้ครบกำหนดรวมทั้งสิ้น 686,533 ล้านบาท โดยช่วงไตรมาส 2 และ ไตรมาส 3 เป็นช่วงที่มีหุ้นกู้ครบกำหนดมากที่สุดของปีอยู่ที่ 265,600 ล้านบาท และ 244,886 ล้านบาท โดยสัดส่วนถึง 92% ของหุ้นกู้ที่จะครบกำหนด เป็น “กลุ่ม Investment Grade” หลักๆ คือ กลุ่มไฟแนนซ์ , กลุ่มพลังงาน และ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งส่วนใหญ่มีสภาพคล่องดี หรือมีทางเลือกในการกู้ยืมผ่านธนาคารจึงทำให้ภาพรวมยังไม่น่ากังวล

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์