ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 12 ม.ค.68 ‘แข็งค่า‘ ตามราคาทองพุ่ง

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 12 ม.ค.68 ‘แข็งค่า‘   ตามราคาทองพุ่ง

ค่าเงินบาทวันนี้ 12 ม.ค.68 เปิดตลาด“แข็งค่า“ ที่ระดับ 31.32 บาทต่อดอลลาร์ “กรุงไทย“ ชี้ทยอยแข็งค่าขึ้นตามราคาทองขึ้น เงินบาทวันนี้ 31.15-31.30 บาทต่อดอลลาร์

KEY

POINTS

  • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 12 ม.ค. แข็งค่าขึ้นที่ระดับ 31.32 บาทต่อดอลลาร์ จากสัปดาห์ก่อนหน้าที่ปิดที่ 31.46 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินบาทแข็งค่ามาจากราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์
  • ราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากความกังวลุเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน
  • นักวิเคราะห์มองกรอบค่าเงินบาทวันนี้ว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.15-31.30 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า  "ค่าเงินบาทวันนี้"เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.32 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  31.46 บาทต่อดอลลาร์ 

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.00 -31.65 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ  31.15-31.30 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวน ไร้ทิศทางที่ชัดเจน ก่อนที่จะทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องเข้าใกล้โซนแนวรับ 31.20 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย (แกว่งตัวในกรอบ 31.21-31.48 บาทต่อดอลลาร์) โดยแม้จะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าจากการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ หลังรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาผสมผสาน 

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) ก็ออกมาดีกว่าคาด และบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด ก็ไม่ได้ส่งสัญญาณถึงความจำเป็นที่เฟดต้องเร่งรีบเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลงบ้าง 

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 12 ม.ค.68 ‘แข็งค่า‘   ตามราคาทองพุ่ง

ทว่า เงินบาทยังคงได้แรงหนุนเพิ่มเติม ตามการปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ของราคาทองคำ (XAUUSD) โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชียรับข่าวความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรงขึ้น จากความกังวลว่า ทางการสหรัฐฯ รวมถึงพันธมิตรอย่างอิสราเอล อาจใช้ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน หลังเหตุการประท้วงและจราจลในกรุงเตหะรานของอิหร่าน ทวีความรุนแรงมากขึ้น จนมีรายงานข่าวผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

แนวโน้มค่าเงินบาท

แนวโน้มค่าเงินบาท เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ Sideways เพราะแม้ว่า เงินดอลลาร์จะทยอยแข็งค่าขึ้นและยังมีโมเมนตัมการปรับตัวขึ้นอยู่ แต่เงินบาทก็ยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ โดยเฉพาะในจังหวะที่ตลาดมีความกังวลต่อประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ว่าจะสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา (หรืออาจจะรวมกลุ่มประเทศละตินอเมริกา) สหรัฐฯ กับพันธมิตร NATO ในประเด็น Greenland และล่าสุด สหรัฐฯ กับอิหร่าน หลังการประท้วงในกรุงเตหะราน ของอิหร่านมีความรุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ดี โดยผู้เล่นในตลาดควรระวัง ว่า เงินบาทเสี่ยงเคลื่อนไหว Two-way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง บนความผันผวนที่สูงขึ้น ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด ประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มเสถียรภาพการคลังของสหรัฐฯ ซึ่งต้องรอลุ้นและติดตามการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA ของศาลสูงสุดสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด

ในเชิงเทคนิคัลนั้น เรามองว่า หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังไม่ได้กลับสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 31.20 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ทำให้เราประเมินว่า เงินบาทอาจแกว่งตัวไร้ทิศทางไปก่อนในระยะสั้น (ประเมินด้วย Time Frame Daily) แต่ในแนวโน้มระยะกลางนั้น (ประเมินด้วย Time Frame Weekly) เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และเราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากสามารถอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ หรือโซน 32.30 บาทต่อดอลลาร์

เราขอย้ำว่ามองว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า โมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์มีกำลังมากขึ้น ทว่าต้องจับตาการตัดสินคดีมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งอาจสร้างความกังวลต่อประเด็นเสถียรภาพการคลังของสหรัฐฯ กดดันเงินดอลลาร์ และควรจับตาการปรับมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด

สัปดาห์ที่ผ่านมา แม้เงินดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ทว่าเงินบาทยังคงได้แรงหนุนบ้างตามการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำ

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ พร้อมติดตามประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด และการตัดสินคดีมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA โดยศาลสูงสุดของสหรัฐฯ

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนธันวาคม ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่ผู้เล่นในตลาดจะใช้ประกอบการประเมิน อัตราเงินเฟ้อ PCE ที่เฟดติดตามใกล้ชิด นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนพฤศจิกายน ด้วยเช่นกัน โดยข้อมูลดังกล่าว รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อาจส่งผลกระทบต่อการปรับมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด ที่ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างเชื่อว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ราว 2 ครั้ง ในปีนี้ และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA โดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ซึ่งอาจมีคำตัดสินได้ในวันที่ 14 มกราคม นี้ ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ โดยหากศาลสูงสุดตัดสิน ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA พร้อมระบุว่า ทางการสหรัฐฯ ต้องคืนเงินภาษีนำเข้าที่เรียกเก็บในช่วงปีที่ผ่านมา ก็อาจทำให้เกิดความกังวลต่อแนวโน้มฐานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ (Fiscal Concerns) สร้างแรงกดดันต่อทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ระยะยาว ขณะที่ ทองคำอาจเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับอานิสงส์จากประเด็นดังกล่าว อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา ท่าทีของทางการสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด หลังรับรู้คำตัดสินของศาลสูงสุด เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังสามารถใช้กฎหมายอื่นๆ ในการขึ้นภาษีนำเข้ากับประเทศต่างๆ ได้ 

▪ ฝั่งยุโรป – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของทั้ง ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่าน ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ BOE และ ECB โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOE มีโอกาสราว 86% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ ส่วน ECB อาจคงดอกเบี้ยตลอดทั้งปี (มีโอกาสเพียง 18% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งจะเป็นประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อยุโรปได้อย่างมีนัยสำคัญในปีนี้ 

▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานยอดการส่งออก-นำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนธันวาคม ในส่วนนโยบายการเงินนั้น บรรดาผู้เล่นในตลาดและนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) อาจเลือกที่จะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.50% หลังเศรษฐกิจเกาหลีใต้ได้รับอานิสงส์จากธีมการลงทุนใน AI พอสมควร ทว่าทาง BOK ก็อาจยังมีความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ หลังค่าเงินวอนเกาหลีใต้ (KRW) ยังคงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า อีกทั้ง ทาง BOK ก็อาจยังคงจับตาภาวะฟองสบู่ของตลาดอสังหาฯ เกาหลีใต้อย่างใกล้ชิดอยู่

▪ ฝั่งไทย – แม้จะไม่มีรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ ทว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA โดยศาลสูงสุดของสหรัฐฯ เนื่องจากประเด็นดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ กับ สินค้าส่งออกของไทย และค่าเงินบาท ผ่านผลกระทบต่อเงินดอลลาร์ และราคาทองคำ เป็นต้น