ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 7 ม.ค.68 ‘แข็งค่า‘ ตามราคาทองพุ่ง

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 7 ม.ค.68 ‘แข็งค่า‘  ตามราคาทองพุ่ง

ค่าเงินบาทวันนี้ 7 ม.ค. 68 เปิดตลาด“แข็งค่า“ ที่ระดับ 31.20 บาทต่อดอลลาร์ “กรุงไทย“ ชี้ตามความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ดันราคาทอง มองกรอบวันนี้ 31.10-31.35 บาทต่อดอลลาร์

KEY

POINTS

  • เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 7 ม.ค. แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 31.20 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าคือราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
  • การแข็งค่าของเงินบาทถูกชะลอลงบ้างจากการที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบเงินบาทวันนี้ว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.10-31.35 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า "ค่าเงินบาทวันนี้"เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.20 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ  31.27 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.10-31.35 บาทต่อดอลลาร์ 

 โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 31.17-31.28 บาทต่อดอลลาร์) ตามการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของ ราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ยังคงได้รับอานิสงส์จากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งกำลังร้อนแรงอยู่ในช่วงนี้ ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง หลังเงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น 

สอดคล้องกับภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วนก่อนรับรู้รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในช่วงที่เหลือของสัปดาดห์นี้

แนวโน้มค่าเงินบาท 

แนวโน้มค่าเงินบาท แม้ว่า เงินบาทจะยังคงได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำในช่วงนี้ ทว่า เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ในช่วง 31.00-31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้  อีกทั้งควรระวัง ว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงเคลื่อนไหว Two-way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ไม่ยาก หลังตลาดทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่ต่างยังคงประเมินว่า เฟดมีโอกาสราว 34% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยครั้งละ 25bps จำนวน 3 ครั้ง ในปีนี้ หรืออาจกล่าวได้ว่า ผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจว่า เฟดจะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ อย่างแน่นอน ทำให้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงานออกมาสดใสและดีกว่าคาด ก็อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดได้ไม่ยาก 

นอกจากนี้ แม้ราคาทองคำอาจยังพอได้แรงหนุนจากความกังวลต่อปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และพอช่วยหนุนเงินบาทได้บ้าง แต่เราเริ่มเห็นแรงขายสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในส่วนของตลาดบอนด์ ที่คาดว่าจะมาจากความกังวลต่อแนวโน้มปริมาณการออกบอนด์ (Bond Supply) ของบอนด์ระยะยาวในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้

เรามองว่า ทั้งนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนในประเทศ ต่างก็รอจังหวะบอนด์ยีลด์ระยะยาวของไทยปรับตัวสูงขึ้น เพื่อทยอยเข้าซื้อ หากยังคงมุมมองว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยจะสามารถเดินหน้าลดดอกเบี้ยได้เพิ่มเติม ทำให้ อาจเห็นฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติในตลาดบอนด์ไทยเป็นลักษณะการขาย สลับการซื้อได้ 

เราขอเน้นย้ำว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (กำลังเกิดขึ้นอยู่ล่าสุด) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor ทว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็เผชิญแรงกดดันบ้าง หลังหุ้นเทคฯ ใหญ่ บางส่วนปรับตัวลดลงตามแรงขายทำกำไร อาทิ Tesla -4.1% รวมถึงแรงขายหุ้นกลุ่มพลังงาน อย่าง Chevron -4.5% หลังผู้เล่นในตลาดบางส่วนกังวลว่า สหรัฐฯ อาจเข้าไปฟื้นฟูกิจการน้ำมันของเวเนซุเอลา ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มอุปทานน้ำมันดิบได้ ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.62% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.65% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +0.58% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ ธีม AI/Semiconductor รวมถึงหุ้นกลุ่มการแพทย์ นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังได้แรงหนุนจากการปรับเป้าราคาดัชนี STOXX600 สูงขึ้น จากทาง Goldman Sachs 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 4.17% หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลตลาดแรงงานที่จะทยอยรับรู้ในสัปดาห์นี้ ทั้งนี้ เราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นบ้าง หากบรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ กลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง หรือผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลงบ้าง ซึ่งการปรับตัวสูงขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะเปิดโอกาสให้บรรดานักลงทุนสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ โดยเราคงมุมมองเดิมว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเป็น 1. แนวโน้มดอกเบี้ยของเฟด (ซึ่งจะขึ้นกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยต้องจับตารายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในช่วงนี้อย่างใกล้ชิด) 2. แนวโน้มฐานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ และ 3. บรรยากาศในตลาดการเงิน 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น ตอบรับการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของตลาดหุ้นสหรัฐฯ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดบางส่วนได้มีการปรับสถานะถือครองเงินดอลลาร์บ้าง ก่อนที่จะรับรู้รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวสูงขึ้นสู่โซน 98.6 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.3-98.7 จุด)  ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่าบรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมจะอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง อีกทั้งเงินดอลลาร์ก็ทยอยแข็งค่าขึ้น ทว่า มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงกังวลต่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2026) สามารถปรับตัวขึ้น สู่โซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) ในเดือนธันวาคม ยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ที่อาจช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ที่จะทยอยรับรู้ในช่วงวันศุกร์นี้ได้ และยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด 

ส่วนทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของยูโรโซน ในเดือนธันวาคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) 

ทางฝั่งเอเชีย เราประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป Headline CPI ของไทย ในเดือนธันวาคม จะยังคง “ติดลบต่อเนื่อง” แต่จะสูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้า สู่ระดับ -0.22% (+0.10%m/m) ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI จะทรงตัวแถวระดับ 0.60%-0.70% ต่อ 

นอกจากนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา รวมถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่อื่นๆ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังการเจรจาเพื่อยุติสงครามมีความคืบหน้ามากขึ้น