วงการโบรกวัดใจ ‘สมนึก-อมฤทธิ์’ พบอัยการ 16 ก.พ. ‘คดีมอร์’ กู้ศรัทธาคืนตลาดหุ้น

วงการโบรกวัดใจ ‘สมนึก-อมฤทธิ์’ พบอัยการ 16 ก.พ. ‘คดีมอร์’ กู้ศรัทธาคืนตลาดหุ้น

อัยการพิเศษนัดหมายผู้ต้องหารายสำคัญในคดีหุ้น MORE คือ นายสมนึก กยาวัฒนกิจ และนายอมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ เพื่อรับฟังคำสั่งศาลในวันที่ 16 ม.ค. 2569 โดยได้เตรียมร่างคำฟ้องไว้พร้อมแล้ว คดีหุ้น MORE สร้างความเสียหายหลักให้กับกลุ่มบริษัทโบรกเกอร์ มูลค่ากว่า 4,500 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากช่องโหว่ของระบบการให้สินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์

KEY

POINTS

  • อัยการพิเศษนัดหมายผู้ต้องหารายสำคัญในคดีหุ้น MORE คือ นายสมนึก กยาวัฒนกิจ และนายอมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ เพื่อรับฟังคำสั่งศาลในวันที่ 16 ม.ค. 2569 โดยได้เตรียมร่างคำฟ้องไว้พร้อมแล้ว
  • คดีหุ้น MORE สร้างความเสียหายหลักให้กับกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) เป็นมูลค่ากว่า 4,500 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากช่องโหว่ของระบบการให้สินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์ หรือ "มาร์จิน"
  • การดำเนินคดีนี้ถูกมองว่าเป็นการกู้ศรัทธาคืนสู่ตลาดทุนไทย หลังจากที่เผชิญปัญหานักลงทุนขาดความเชื่อมั่นจากหลายกรณีทุจริต และนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่อง
  • ก่อนหน้านี้ อัยการได้มีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาไปแล้ว 29 ราย และกำลังดำเนินการขอหมายจับผู้ต้องหาตระกูลพรประภา 3 รายที่ไม่มาพบตามนัด ซึ่งอาจทำให้กระบวนการทางกฎหมายยืดเยื้อ

พลันที ! เปิดศักราชใหม่ปี 2569 เมื่อวันที่ 5 ม.ค. ที่ผ่านมา คดี “หุ้น MORE” หรือ บริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) กลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง “อัยการคดีพิเศษ” ให้พนักงานสอบสวน “กรมสอบสวนคดีพิเศษ” (DSI) ไปยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อขอหมายจับ ผู้ต้องหา 3 รายตระกูลดัง ได้แก่ นายเอกภัทร พรประภา , นายอธิภัทร พรประภา และนางอรพินธุ์ พรประภา หลังก่อนหน้านั้นมีคำสั่งฟ้อง “ผู้ต้องหา” 29 ราย พร้อมทั้งเร่งติดตามตัวผู้เกี่ยวข้องที่ยังไม่เข้าพบตามนัด แต่ผู้เกี่ยวข้องทั้ง 3 ราย ไม่เดินทางมาพบพนักงานอัยการคดีพิเศษตามนัดหมาย เพื่อฟังคำสั่งฟ้องต่อศาลตามขั้นตอน แต่ล่าสุด มีกระแสข่าวระบุว่า “ผู้ต้องหา” ทั้ง 3 รายอาจจะเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว...  

วงการโบรกวัดใจ ‘สมนึก-อมฤทธิ์’ พบอัยการ 16 ก.พ. ‘คดีมอร์’ กู้ศรัทธาคืนตลาดหุ้น

“กรุงเทพธุรกิจ” สายตรงถึงเจ้าหน้าที่สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีพิเศษ 3 บอกว่า กรณีการซื้อขายหุ้น MORE ที่เข้าข่ายทุจริต และสร้างความเสียหายต่อระบบ “ตลาดทุนไทย” ซึ่งปัจจุบันหลังจาก 5 ม.ค. ที่ผ่านมา ที่ “กลุ่มพรประภา” ไม่มาตามนัด ส่งผลให้อยู่ระหว่างประสานดีเอสไอเพื่อขอออกหมายจับ นอกจากก่อนหน้านี้่มีการออกหมายจับ “ผู้ต้องหา” ไปแล้ว 4 ราย

แต่อีกไฮไลต์สำคัญ คือ 16 ม.ค. 2569 ถึงคิวที่ทางอัยการพิเศษได้นัดหมาย “ผู้ต้องหารายสำคัญ” เพื่อรับฟังคำสั่งศาล ได้แก่ นายสมนึก กยาวัฒนกิจ, นางสาวปุณฑรีก์ อิศรางกูร, นายอมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ และนายเทียนประเสริฐ พลอำไภ โดยอัยการยืนยันว่าได้จัดเตรียมร่างคำฟ้องไว้พร้อมแล้ว และหากไม่มีเหตุขัดข้องจะยื่นฟ้องต่อศาลได้ทันที

ขณะที่ เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยถึงความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับการตรวจสอบความผิดปกติของการซื้อขายหุ้น MORE ว่า สำนวนคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นพนักงานอัยการ หลังจากที่พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนคดี พร้อมทั้งตัวผู้ต้องหาไปยังสำนักงานอัยการแล้ว ตามขั้นตอนของกฎหมาย ภายหลังการส่งสำนวนไปยังชั้นอัยการ พนักงานสอบสวนจะไม่สามารถเข้าไปก้าวล่วง หรือให้ความเห็นเกี่ยวกับผลการพิจารณาคดีได้ เนื่องจากถือว่าสิ้นสุดหน้าที่ในส่วนของการสอบสวนแล้ว 

“พิเชษฐ สิทธิอำนวย” นายก สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) ระบุว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นได้สะท้อนในงบการเงินของโบรกเกอร์ไปเรียบร้อยแล้ว แม้คดีจะยังไม่สิ้นสุดในชั้นอุทธรณ์ แต่เชื่อจะไม่กระทบต่อระบบตลาดทุนเป็นวงกว้างเหมือนกรณีหุ้น STARK หรือ JKN เนื่องจากผลกระทบจำกัดอยู่ที่กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นตัวกลาง 

ต้องยอมรับ “การทุจริต” ในตลาดทุนเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ “ยาก” ในทุกประเทศ เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์ฯ มีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จำนวนมาก หากมีบริษัทบางส่วนที่เกิดปัญหา ก็ถือเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้บริหารมีเจตนาจะกระทำผิด ซึ่งแม้จะมีกฎเกณฑ์ และระบบกำกับดูแลที่รัดกุมเพียงใด ก็ไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด

สำหรับ ภาพรวมตลาดทุนในปัจจุบัน มองว่าความสนใจของนักลงทุนที่ “ลดลง” ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเฉพาะตัวของ “คดีหุ้นฉาว” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ยังไม่เอื้อต่อการลงทุน รวมถึงความไม่ชัดเจนทางการเมือง

“กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ บล. ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ให้มุมมองความคืบหน้า “คดี MORE” ว่า กระบวนการทางกฎหมายมีโอกาสที่จะยืดเยื้อออกไปมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ด้วยเริ่มพบปัญหาผู้ต้องหาบางส่วนไม่เดินทางเข้าพบพนักงานอัยการตามกำหนดนัดหมาย ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อระยะเวลาในการดำเนินคดี

แต่ความเสียหายหลักกระจุกตัวอยู่ในคดีฉ้อโกง โดยคดีหุ้น MORE ความเสียหายหลักๆ เกิดกับโบรกฯ มูลค่ารวมกว่า 4,500 ล้านบาท สาเหตุจาก “ช่องโหว่” ของระบบการให้ “สินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์” หรือ “มาร์จิน” ที่เปิดให้นักลงทุนสามารถกู้ยืมเงินจากโบรกหลายแห่งพร้อมกัน โดยที่แต่ละแห่งไม่สามารถมองเห็นความเสี่ยงรวมของระบบได้ 

ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต หน่วยงานจึงมีแนวคิดในการจัดตั้ง “หน่วยงานกลาง” คล้ายกับเครดิตบูโรในการตรวจสอบ หรือเรียกว่า “เครดิตบูโรของหุ้น” เพื่อทำหน้าที่รวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลการปล่อยสินเชื่อมาร์จินของหุ้นแต่ละตัวทั้งระบบ

ท้ายสุด “คดี MORE” เป็นเพียงหนึ่งในหลายกรณีสะท้อนปัญหาธรรมาภิบาลในตลาดทุนไทย ซึ่งที่ผ่านมามี บจ. หลายแห่งเผชิญประเด็นด้านความโปร่งใส อาทิ JKN , STARK ,THG แต่ละกรณีมีลักษณะปัญหาที่แตกต่างกัน ทั้งเรื่องบริหารจัดการภายใน ไซฟอนเงิน หรือใช้ข้อมูลภายใน ดังนั้น นี่อาจเป็นหนึ่งในสารตั้งต้นสำคัญ ก่อนลามสู่นักลงทุนไร้ศรัทธาใน “ตลาดทุนไทย” สะท้อนจากดัชนีหุ้นไทย “ผลตอบแทน” รั้งท้ายในอาเซียน และนักลงทุนต่างชาติ “ขายสุทธิ” หุ้นไทยต่อเนื่อง 3 ปี ล่าสุดปี 2568 ขายระดับ “แสนล้าน”