วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘แบงก์ชาติ‘ ห่วงลงทุนชะลอ ย้ำพื้นที่ ’ดอกเบี้ย‘ เหลือจำกัด

ธปท. ย้ำพื้นที่ “ดอกเบี้ย” เหลือจำกัด ภายใต้ดอกเบี้ยปัจจุบันที่ลดลงมาอยู่ที่ 1.75% รับห่วง “ลงทุนชะลอ” ต้นตอฉุด “ศักยภาพเศรษฐกิจ”

KEY POINTS

  • ธปท. ย้ำ Policy Space จำกัด ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับต่ำ 1.75% ทำให้พื้นที่ในการใช้นโยบายการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจมีจำกัด
  • ผลของการลดดอกเบี้ยต่อเศรษฐกิจเริ่มลดลง โดยเฉพาะในภาวะที่ความไม่แน่นอนสูง จำเป็นต้องสงวนเครื่องมือไว้รองรับ “ช็อก” ทางเศรษฐกิจจากภายนอก
  • เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันภายนอก ปัจจัยหลักมาจากนโยบายการค้าของสหรัฐและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
  • ห่วงการลงทุนในไทยอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง กระทบต่อศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจ
  • ชี้เงินเฟ้อต่ำ แต่ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1-3% ชี้ไม่ปรับเป้าหมายตามตัวเลขระยะสั้น เพื่อคงความน่าเชื่อถือของนโยบาย

ล่าสุด “ธนาคารแห่งประเทศไทย” (ธปท.) เปิดเวทีพบนักวิเคราะห์ผ่าน Monetary Policy Forum 1/2025 โดยเวทีพูดคุยมีหลากหลายประเด็นที่ยังคงเป็นคำถาม ทั้งประสิทธิภาพการส่งผ่าน “ดอกเบี้ยนโยบาย” หรือพื้นที่ในการทำนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า รวมถึงประเด็นเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ

นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในส่วนของ Policy space หรือขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน หรือรูมของดอกเบี้ยนโยบายนั้นมองว่า ปัจจุบันไม่ได้มีเยอะมากแล้ว ภายใต้ดอกเบี้ยปัจจุบันที่ลดลงมาอยู่ที่ 1.75%

ดังนั้น เมื่อดอกเบี้ยลดต่ำลงแล้ว แรงกระตุ้นเพิ่มเติมจากการลดประสิทธิผลจะมีน้อยลง การส่งผ่านหรือ ผลทางเศรษฐกิจก็จะค่อยๆ ลดลง ฉะนั้นการใช้เครื่องมือดอกเบี้ยที่อยู่ระดับต่ำอยู่แล้ว ต้องช่างน้ำหนักมากขึ้นถึงความจำเป็นในการใช้ในระยะข้างหน้า ซึ่งการมี Policy space ไว้ก็เพื่อรองรับเหตุการณ์ที่มีความไม่แน่นอน ที่อาจเกิดขึ้นหลากหลายในระยะข้างหน้า เพื่อรองรับซินาริโอเศรษฐกิจ หรือฉากทัศน์ของเศรษฐกิจที่อาจถูกกระทบในระยะข้างหน้าได้ ไม่เพียงเท่านั้น ในบริบทที่ความไม่แน่นอนสูง ผลของ “การลดดอกเบี้ย” อาจไม่ได้มากนัก

 

ทั้งนี้ หากดูผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยขณะนี้ ปัจจัยหลักมาจากภายนอกประเทศ จากนโยบายการค้าจากสหรัฐ ดังนั้นเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกก็ต้องชะลอตัวลดลงระดับหนึ่ง

ดังนั้น จำเป็นต้องรักษา และประคองให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ เพียงพอในการรองรับความไม่แน่นอน ที่ไม่ใช่มาจากการกระตุ้นเพื่อให้เศรษฐกิจให้เติบโตเท่าเดิม ภายใต้ช็อกที่จากข้างนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ ดังนั้นโจทย์ของนโยบายต้องสามารถรองรับที่ต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกหลายเดือน หรือสถานการณ์ที่กำลังจะลากยาวเป็นปีในระยะข้างหน้า

เป็นห่วงการลงทุนต่ำ

อย่างไรก็ตาม หากถามว่า ภาพของการลงทุนที่อยู่ระดับต่ำ ธปท.เป็นห่วงหรือไม่นั้น เป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะเหล่านี้เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจ ดังนั้นการลงทุนที่อยู่ระดับต่ำมานานในช่วงที่ผ่านมาก็ถือเป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงต้นตอหนึ่งที่ทำให้ศักยภาพเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงในช่วงที่ผ่านมา

และระยะสั้นช่วงที่มีความไม่แน่นอนสูงมาก สิ่งที่จะเห็น คือ การชะลอตัวของการลงทุน ไม่เฉพาะในไทยแต่เป็นทุกประเทศ เหล่านี้จึงกระทบต่อศักยภาพของเศรษฐกิจไทยให้ลดลงในระยะสั้น ส่วนระยะยาวขึ้นอยู่กับการปรับตัวของภาคธุรกิจต่างๆ ให้สอดรับกับโลกและซัพพลายเชนที่เปลี่ยนไปมากน้อยเพียงใด

แบงก์ไม่ปล่อยกู้จากความเสี่ยงผู้กู้สูงขึ้น

นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน และเลขาฯคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า หากพูดถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยช่วงที่ผ่าน ธปท.ลดดอกเบี้ยไปแล้ว 3 ครั้งตั้งแต่ปลายปีก่อน จนมาถึงปัจจุบันที่ดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.75% ส่วนหนึ่งก็เพื่อปรับให้สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจ แต่ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อไม่ได้เป็นเรื่องของ “ปริมาณ” ไม่ใช่เรื่องราคา การลดดอกเบี้ยก็มีส่วนช่วยระดับหนึ่ง แต่ในแง่ปริมาณก็ต้องกลับมาดูความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น

ดังนั้นการลดดอกเบี้ย ก็อาจไม่ได้ช่วยนัก ปัญหาหลักอยู่ที่ Credit risk ที่ภาครัฐต้องเข้ามามีบทบาทในการช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าว ทำให้เกิดกระบวนการต่างๆ ทั้งการค้ำประกันด้านสินเชื่อ การปรับตัวต่างเพื่อทำให้การปล่อยสินเชื่อปรับตัวดีขึ้น ดังนั้นที่อยากเน้นย้ำ คือ สภาพคล่องไม่ได้เป็นประเด็น แต่ที่ห่วง คือ การเข้าถึงสินเชื่อ และสิ่งที่ ธปท.จับตาดูคือการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ 

“แบงก์ชาติ มีข้อจำกัดพอสมควรในแง่การดูที่เป็นลักษณะที่เป็นกลุ่ม เพราะว่าเครื่องไม้เครื่องมือ ธปท. ส่วนใหญ่เป็นเครื่องมือในการดูแลภาพแม็คโครที่เข้าไปกระทบกับทุกคน อาจไม่ได้เป็นเรื่องของการเจาะไปใน เซกเตอร์ ใดหนึ่งเป็นการเฉพาะ และในแง่สงครามการค้ามีผลกระทบโดยตรงกับบางเซกเตอร์ทั้งนำเข้า ภาคการผลิตและการส่งออก”

ทั้งนี้ ยอมรับว่าผลกระทบจากสงครามการค้ารอบนี้ ถือเป็น “ช็อก” ที่ทำให้ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปรับลดลง และกระทบต่อศักยภาพเศรษฐกิจไทย Potential Growth ให้ลดลง ซึ่งปัจจุบันอยู่ต่ำกว่าระดับ 3% เพราะช็อกครั้งนี้ เป็นช็อกที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงแง่ของโครงสร้างเศรษฐกิจ

ดังนั้น สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือ โลกใหม่หลังจากนี้ ที่เราจำเป็นต้องปรับตัว เพราะหากไม่ปรับตัว Potential Growth ระยะยาวจะยิ่งลดลง ดังนั้นต้องพยายามช่วยกัน ทั้งนโยบายภาครัฐและนโยบายต่างๆ เพราะช็อกครั้งนี้ เข้ามากระทบสู่ภาคผลิตภาคและการส่งออกเป็นสำคัญ

ฉะนั้นนโยบายที่เข้ามาจะต้องเข้ามาช่วยเรื่องของการลดต้นทุน การขยายตลาด การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงดูแลกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งผู้ส่งออก ฯลฯ เช่นเดียวกันภาคของการลงทุน ที่ลดลง ส่วนหนึ่งมาจากผลกระทบจากสงครามการค้า จากความไม่แน่นอน

เศรษฐกิจยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกปีนี้ ผลกระทบของสงครามการค้าโลก คงยังไม่เห็นผลกระทบในช่วงไตรมาสแรก ฉะนั้นตัวเลขที่จะออกมาในระยะข้างหน้า คาดว่าจะเห็นตัวเลขที่ยังเติบโตได้ เพราะผลกระทบไม่มากนักแต่หากมองไปข้างหน้าโอกาสที่เห็นตัวจีดีพีตั้งแต่ไตรมาส 2 และไตรมาสข้างหน้าจีดีพีคงเติบโตลดลง แต่ยังไม่เห็นการติดลบหากเทียบกับปีก่อน และยังไม่เห็น เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย หรือ Recession 

นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า การที่สหรัฐและจีนเจรจากันได้ และลดภาษีให้กันชั่วคราวนั้น เป็นพัฒนาการเชิงบวกทำให้ความตึงเครียดทางการค้าลดลง และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยด้วย และคาดว่าจะได้ผลดีกว่าที่เคยประเมินไว้เล็กน้อย

ซึ่งผลดีจะผ่านเรื่องการส่งออกดีขึ้นได้เมื่อ ความต้องการของโลกดีขึ้น หลังจากไม่ได้ขึ้นภาษีรุนแรง และส่งผ่านจากที่ไทยส่งออกไปจีน และจีนส่งออกไปสหรัฐ และเห็นจีนเร่งส่งออกมากขึ้นในช่วง 90 วันนี้

ไม่ปรับกรอบเงินเฟ้อแม้ต่ำต่อเนื่อง

นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. ยอมรับว่าปัจจุบัน ประเทศไทยอยู่ในช่วงของเงินเฟ้อต่ำ แต่ยังคงยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1-3% และเงินเฟ้อยังอยู่ในเป้าหมายระยะปานกลางที่มีเสถียรภาพ ที่พร้อมรับมือภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวนได้

ดังนั้น ส่วนที่ถามว่า ธปท.จะมีการปรับเป้าหมายเงินเฟ้อลงหรือไม่ ส่วนนี้ ธปท. คงไม่ได้ปรับลดเป้า เพื่อสะท้อนตัวเลขระยะสั้นที่ลดลง เนื่องจากมองว่าเงินเฟ้อปัจจุบันได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและโภคภัณฑ์โลกที่ลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยชั่วคราว มิใช่สัญญาณของแรงกดดันด้านราคาเชิงโครงสร้าง

และคงไม่มีธนาคารกลางใด เลือกจะปรับเป้าเงินเฟ้อลงตามตัวเลขชั่วคราว เพราะจะกระทบต่อความน่าเชื่อถือและการยึดเหนี่ยวความคาดหวังเงินเฟ้อของภาคเอกชน ซึ่งเป็นรากฐานของการดำเนินนโยบายแบบ “inflation targeting”

“เราไม่อยากปรับเป้าเพียงเพื่อตามตัวเลขระยะสั้น เพราะนั่นเท่ากับเราส่งสัญญาณว่าเป้าหมายสามารถเปลี่ยนได้ทุกครั้งที่ตัวเลขไม่เข้าเป้า ซึ่งจะสร้างความไม่แน่นอนต่อระบบเศรษฐกิจมากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม มองว่า ประเทศไทยอยู่ในยุค “low and stable inflation” มานานกว่า 20 ปี แม้จะมีช็อกจากภายนอก เช่น วิกฤติโควิด-19 หรือสงครามในยูเครน ที่เคยทำให้เงินเฟ้อขึ้นไปถึง 8% ก็ยังสามารถกลับเข้าสู่กรอบได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องใช้มาตรการนโยบายที่รุนแรง

ธปท.ไม่หนุน G Token ชำระเงิน

นายสักกะภพ กล่าวต่อว่า สำหรับ การออก G Token เป็นทางเลือกให้ประชาชนในการซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพื่อลงทุน และออมเงินในระยะยาว เป็นการออกมาลักษณะการออกพันธบัตรรัฐบาล ที่เป็นเครื่องมือการระดมทุน

ซึ่งมองว่า สิ่งสำคัญ คือ เรื่องระบบและกระบวนการที่ดีให้มีความปลอดภัย มีกฎหมายรองรับและสามารถคุ้มครองประชาชนให้เทียบเคียงกับตัวพันธบัตรรัฐบาล ที่จะเป็นตัวสำคัญในการทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่น ซึ่งเครื่องมือนี้อาจนำมาใช้ในด้านของการระดมทุน แต่ในส่วนของ ธปท. คงไม่อยากเห็นนำมาใช้เป็นสื่อกลางในการชำระเงินที่ ธปท.ให้ความสำคัญมาต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา