ต่างชาติมองการเมืองไทยปั่นป่วนกดดัน 'เงินบาท' ที่กำลังแข็งค่า พร้อมจับตาดอกเบี้ยของแบงก์ชาติ Credit Agrigole คงเป้าสิ้นปีที่ 36 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่นักวิเคราะห์บางรายคาดมีสิทธิแตะ 37.5 บาทภายในสิ้นปีนี้
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า “ค่าเงินบาท” ที่แข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้นักลงทุนต่างชาติจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในวันพุธที่ 21 ส.ค.67 นี้
เงินบาทวันนี้ (19 ส.ค.67) แข็งค่าอย่างรวดเร็วเกือบ 1% เปิดตลาดที่ระดับ 34.85 บาท ก่อนจะแข็งค่าอีกไปเคลื่อนไหวที่บริเวณ 34.50 บาท หรือแข็งค่าขึ้นมาราว 0.33 บาท หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มปรับสถานะการขายเงินบาท (Short) เพื่อหยุดการขาดทุน หลังเงินบาทเริ่มกลับมาอยู่ในทิศทางการแข็งค่า และในช่วง 30 วันย้อนหลังที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาแล้วราว 4.63%
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ต่างชาติมองว่าค่าเงินบาทที่กำลังอยู่ในทิศทางแข็งค่าขึ้น อาจได้รับผลกระทบจากการเมืองในประเทศที่ปั่นป่วน โดยแม้ว่าประเทศไทยจะได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้วอย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยบรรเทาความวุ่นวายทางการเมือง และทำให้นักลงทุนสามารถมุ่งเน้นไปที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจได้
แต่ค่าเงินบาทก็ยังมีแรงกดดันอยู่ เนื่องจากนายกฯ มีแนวทางสนับสนุนให้ลดอัตราดอกเบี้ย และมีแนวโน้มที่ความสัมพันธ์อาจกระทบกระทั่งกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวว่ารัฐบาลใหม่อาจยกเลิกโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตอีกด้วย
เจฟฟรีย์ จาง นักกลยุทธ์ตลาดเกิดใหม่จาก Credit Agricole สาขาฮ่องกง มองว่าค่าเงินบาทจะมีแนวโน้มอ่อนค่าลง โดยยังคงมุมมองเชิงลบ และคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ 36 บาทต่อดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้ โดยมีเหตุผลหลักมาจากการที่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ และมีความเสี่ยงมากขึ้นที่อัตราดอกเบี้ยไทยจะไม่สมดุลกับการเติบโตในระยะยาวของประเทศ
แม้ค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้น แต่ในทางเทคนิคถือว่ายังเสี่ยงต่อการเป็นขาลง เนื่องจากคู่เงินบาท-ดอลลาร์กำลังอยู่ในจุดที่ถูกขายมากเกินไป (oversold) ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสที่ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงได้อีก โดยนักวิเคราะห์บางรายคาดการณ์ว่าค่าเงินบาทอาจแตะระดับ 37.5 บาทต่อดอลลาร์ ภายในสิ้นปีนี้
โมห์ ซอง ซิม นักกลยุทธ์ด้านอัตราแลกเปลี่ยนจากแบงก์ออฟสิงคโปร์ มองว่า หลังจากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างแข็งแกร่งเมื่อเร็วๆ นี้ อาจเริ่มเผชิญแรงต้านต่อการแข็งค่าขึ้น โดยค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวไปอยู่ที่ระดับ 36.0 บาทต่อดอลลาร์ ภายในสิ้นไตรมาส 3 นี้ จากการเลือกตั้งสหรัฐซึ่งอาจทำให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น โดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์ทรัมป์ 2.0
ส่วนในสัปดาห์นี้ นักลงทุนทั่วโลกจะจับตามองการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธปท.อย่างใกล้ชิด โดยมีการคาดการณ์ว่า ธปท. จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 2.50% ส่วนอัตราผลตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐที่แคบลง เนื่องจากตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย. อาจช่วยหนุนค่าเงินบาทได้บ้าง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่า ธปท. จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ แต่ก็อาจไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการอ่อนค่าของสกุลเงินเอเชียในระยะสั้น ท่ามกลางความกังวลทางการเมือง
‘เงินบาท’ มีโมเมนตัมแข็งค่า
พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง หลุดทั้งโซนแนวรับ 34.85 บาทต่อดอลลาร์ และโซน 35.00 บาทต่อดอลลาร์
"โมเมนตัมการแข็งค่ายังมีอยู่ แต่อาจชะลอลงบ้าง ทำให้เงินบาทมีโอกาสผันผวนอ่อนค่าได้ หากการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่มีแนวโน้มล่าช้า กดดันฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติไหลออกต่อเนื่อง หรือราคาทองคำเริ่มกลับมาย่อตัวลง ซึ่งอาจเกิดขึ้นพร้อมจังหวะที่ทั้งเงินดอลลาร์ และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐทยอยผันผวนสูงขึ้น"พูน กล่าว
ส่วนกรอบค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ คาดว่าจะเคลื่อนไหวในระดับ 34.35-35.15 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ในระดับ 34.45-34.70 บาทต่อดอลลาร์
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





