“กสิกรไทย” ชี้ตลาดกังวล ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยในอีก 12 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้น เป็น 15% จาก 5% เหตุเศรษฐกิจไทยผูกดวงไว้กับ “ท่องเที่ยวเพียง” อย่างเดียว มีโอกาสหั่นจีดีพีปีนี้ลงได้ แนะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยระยะยาว ควบคู่มาตรการกระตุ้นระยะสั้น
นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) หรือ KBANK เปิดเผยถึง “วิเคราะห์เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยปี 2567” ว่า ตลาดเห็นโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในอีก 12 เดือนข้างหน้า ปรับเพิ่มขึ้น เป็น 15% จาก 5% เมื่อ 3 เดือนก่อนหน้า แม้ยังเป็นระดับที่ต่ำ แต่ตลาดมีความกังวลต่อความเสี่ยงดังกล่าวเพิ่มขึ้น หากการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ยังพึ่งพากับการท่องเที่ยวอย่างเดียว
ในระยะข้างหน้า หากความเสี่ยงทางด้านความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงขึ้น ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับจีน ส่งผลต่อการคว่ำบาตรการค้ากระทบต่อการค้าโลกและภาคบริการ กระทบต่อบรรยากาศการท่องเที่ยว และยังคงผิดหวังกับเศรษฐกิจจีนที่ยังอ่อนแอ ส่งผลเสียต่อดุลการค้าของไทย อีกทั้งการที่ประเทศไทย พึ่งพาภาคบริการมากขึ้นเรื่อยๆ จำกัดการเติบโตในระยะยาว
ฉะนั้นหลังจากนี้ หากมีการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคทั้งไทยและต่างประเทศในเชิงลบเพิ่มขึ้น เช่น เศรษฐกิจจีนยังอ่อนแอ กระทบการส่งออกและท่องเที่ยวของไทยไม่สามารถเติบโตตามคาดหรือไม่
หรือการลดวงเงินและเลื่อนมาตรการดิจิทัลวอลเล็ตล่าช้าออกไป ส่งผลต่อธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง หรือ ถ้ามีการรายงานตัวเศรษฐกิจไทยปี 66 เติบโตไม่ถึง 2% ทำให้ความสามารถในการทำกำไรบริษัทจดทะเบียน(บจ.) อาจต้องปรับคาดการณ์ในปีนี้ลดลงอีกหรือไม่
“จีดีพีของไทยอยู่ในภาวะที่กระจุกตัวกับการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว หากตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคและทางภาคการเงินที่จะทยอยรายงานออกมาหลังจากนี้ มีทิศทางผิดหวังหลายเดือนติดต่อกัน มองว่า นักวิิเคราะห์ในตลาดมีโอกาสต้องประกาศการเพิ่มโอกาสเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ควบคู่ไปพร้อมกับการปรับลดจีดีพีตามมา"
ทั้งนี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ในกรณีฐานของธนาคาร ในปี 2567 อยู่ที่ 3.1% และหากรวมโครงการดิจิทัลวอลเล็ตการเติบโตจะอยู่ที่ 3.6% จากปี 2566 ที่จีดีพีไทยเติบโต อยู่ที่ 2.5%
ขณะที่ปัญหาดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้จะฟื้นตัวอย่างช้า ๆ โดยก่อนโควิดดุลบัญชีเดินสะพัด อยู่ที่ 40,000 ล้านเหรียญดอลลาร์ ซึ่งในขณะนั้นทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีการออกมาตรการสกัดไม่ให้เงินบาทแข็งค่าจนเกินไป แต่จากการที่ธปท. มองว่า ดอกเบี้ยในปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสม ตลาดยังคาดว่า ทิศทางดอกเบี้ยของไทยจะทรงตัวในปีนี้
“เศรษฐกิจไทยโตช้าบรรยากาศคล้ายจีนในปัจจุบัน ปีก่อนต่างชาติขายหุ้นไทยต่อเนื่อง เพราะการลงทุนเอกชนลดลง ซึ่งการลงทุนเอกชนคิดเป็น 18% ต่อจีดีพี EPS อยู่ที่ 6.7% ก็ต่ำเมื่อเทียบกับอดีต และ เพื่อนบ้าน”
นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า การดูแลเศรษฐกิจไทยในอนาคต มองว่า จำเป็นต้องมีแผนยุทธ์ศาสตร์ในระยะยาว มุ่งปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มความสนใจดึงดูดต่างชาติเข้ามาลงทุนเพื่อต่อยอดด้านการผลิต เช่น การทำเอฟทีเอ เพราะหากพึ่งพาการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว เศรษกิจไทยจะคึกคักแค่ส่วนหนึ่งของไตรมาส 1 และไตรมาส 4 เท่านั้น หลังจากนั้นจะอยู่ในภาวะเศรษฐกิจไทยเงียบๆ
"การปรับเปลี่ยนโครงสร้างในระยะยาวของเศรษฐกิจไทย เป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปด้วยกับการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ซึ่งการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ตอนนี้ไม่ค่อยมี ภาคอุตสาหกรรมคิดเป็น 31% ต่อจีดีพี จากอดีต 36-37% ภาคท่องเที่ยว และ ภาคบริการ คิดเป็น 64% ต่อจีดีพี จากเดิม 56% เราเห็นชัดเจนว่า เราเปลี่ยนไปทางภาคบริการมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจำกัดการเติบโตในระยะยาว”
ทางด้านทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนของค่าเงินบาทในสิ้นปีนี้คาดไว้ที่ 34 บาทต่อดอลลาร์ และมองกรอบ 1 เดือน หลังจากนี้ อยู่ที่ระดับ 35.00-36.50 บาทต่อดอลลาร์ ต้องรอความชัดเจนของการทิศทางดอกเบี้ยเฟดจะลดดอกเบี้ยหรือไม่ในช่วงปลายไตรมาส 2 ปีนี้ และหากเงินบาทแข็งค่าขึ้นเร็วหรือต่อเนื่องจนมีนัยสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อส่งออกของไทย หรือบริเวณระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์มองว่าเป็นระดับที่จะกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)มีโอกาสลดดอกเบี้ยได้
"เพราะค่าเงินที่ระดับดังกล่าว จะเริ่มกดดันส่งออกและท่องเที่ยว กระทบไปถึงเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ได้เช่นกัน ซึ่งในอดีตเมื่อเงินบาทแข็งที่ระดับ 30บาทต่อดอลลาร์ ช่วงนั้นธปท.ออกมาตรการเข้ามาดูแลไม่ให้เงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไปและมีการปรับลดดอกเบี้ย"





