วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

‘เอสเอ็มอี’อ่วม ‘หนี้เสีย’ ทะลัก 2.9 แสนล้าน

‘เอสเอ็มอี’อ่วม ‘หนี้เสีย’ ทะลัก 2.9 แสนล้าน

“คณะอนุกรรมาธิการฯ เอสเอ็มอี ชี้ข้อมูลหนี้จากเครดิตบูโรน่าห่วง เอสเอ็มอี 2.8 แสนรายหนี้เสียแล้ว 2.8 หมื่นราย คิดเป็น 2.9 แสนล้านบาท และมีหนี้กำลังจะเสียอีก 1.3 แสนล้านบาท กระจุก 5 อุตสาหกรรม “ก่อสร้าง ที่พักแรม อสังหาฯ การผลิต ค้าปลีกค้าส่ง”

ปัญหา “หนี้” ยังเป็นเสมือน “วิบากกรรม” ของเศรษฐกิจไทย ที่ยังไม่สามารถก้าวข้ามผ่านไปได้ แม้สถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย แต่ความเปราะบางจากปัญหา “หนี้” ยังมีให้เห็นต่อเนื่อง ทั้งหนี้ภาคธุรกิจ หนี้ครัวเรือน ที่ล้วนเป็นปัจจัยฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย การบริโภคในประเทศในระยะข้างหน้า

แหล่งข่าวจาก คณะอนุกรรมาธิการการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดย่อม (SMEs) สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการฯ ได้รับข้อมูลจากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือเครดิตบูโร เกี่ยวกับสถานการณ์หนี้ในไทย โดยเฉพาะ “หนี้ของภาคธุรกิจเอสเอ็มอี” ที่ปัญหาเริ่มมีความรุนแรงมากขึ้นต่อเนื่อง

หนี้เสียเอสเอ็มอีพุ่ง2.9แสนล้านบาท

ข้อมูลเครดิตบูโร พบว่า สินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีที่ผ่านมา ขยายตัวติดลบต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อม การอนุมัติสินเชื่อให้เอสเอ็มอีลดลง ทั้งจำนวนบัญชี ยอดเงินสินเชื่อที่ได้รับอนุมัติ สะท้อนความเปราะบางจากสถานะทางการเงินที่ด้อยลงในภาวะเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้สถาบันการเงินระมัดระวังในปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ส่งผลให้การอนุมัติสินเชื่อช่วงที่ผ่านมาลดลง 

หากดูในมุมคุณภาพหนี้เอสเอ็มอี พบไตรมาส 3 ที่ผ่านมา เอสเอ็มอีโดยรวมอยู่ที่ 283,034 บัญชี หรือรายธุรกิจ พบว่า เอสเอ็มอี ได้รับการอนุมัติสินเชื่อลดลงต่อเนื่องช่วง 1-2ไตรมาสที่ผ่านมา ทำให้เอสเอ็มอีที่ได้รับสินเชื่อลดลง แต่หากดูคุณภาพหนี้ พบว่าหนี้ด้อยคุณภาพ หรือเอ็นพีแอลเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

เอสเอ็มอีที่ได้รับสินเชื่อทั้งหมด 283,034 เอสเอ็มอีในนี้ เป็นหนี้เสีย 10% หรือ 2.8 หมื่นราย ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากเทียบช่วงที่ผ่านมาที่หนี้เสียอยู่ระดับ 7-8% และหากดูจำนวนอนุมัติสินเชื่อที่ผ่านมาที่ให้เอสเอ็มอี พบว่า โดยรวมอยู่ที่ 3.8 ล้านล้านบาท ในนี้เป็นหนี้เสียถึง 7.5% หรือ ราว 2.9 แสนล้านบาท ซึ่งอยู่ระดับสูงต่อเนื่องในช่วง 2-3 ไตรมาสที่ผ่านมา
 

นอกจากนี้ กลุ่มที่ปรับโครงสร้างหนี้มากที่สุด 5 อันดับแรกจาก ยอดปรับโครงสร้างหนี้ทั้งหมดที่ 2.57 แสนล้านบาท กระจุกตัวในอุตสาหกรรมเดิมที่ 2.13 แสนล้านบาท และกลุ่มที่เป็นหนี้ที่กำลังจะเสียทั้งหมดที่ 1.3 แสนล้านบาท กระจุกอยู่ใน 5 อุตสาหกรรมที่ 9.6 หมื่นล้านบาท ที่น่าห่วงสุด คือ กลุ่มค้าส่งค้าปลีก เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้อุตสาหกรรมแบบเดิมยอดขายลดลง กระทบต่อสภาพคล่องหรือการชำระหนี้มากขึ้น

นอกจากนี้ หากดูเอสเอ็มอีที่เป็นหนี้เสีย ทั้งหมด พบว่า แบ่งเป็นกลุ่มที่เป็นหนี้เสีย จากวิกฤติโควิด-19 หรืออยู่ในกลุ่ม รหัส 21 ที่ราว 22,803 บัญชี จำนวนเงิน 5.7 หมื่นล้านบาท และเป็นจำนวนเอสเอ็มอีที่ 12,731 รายธุรกิจ

“ในครัวเรือนไทยทั้งหมด มีสินเชื่อที่ราว 13.5 ล้านล้านบาท มีกู้ไปธุรกิจ 6.8 แสนล้านบาท ในนี้ เป็นหนี้เสีย 1.36แสนบัญชี ที่เป็นหนี้เสียแล้ว เพิ่มขึ้น 0.8% จากไตรมาสที่ผ่านมา และที่น่าห่วงคือกลุ่มรหัส 21 ที่เป็นหนี้เสียจากโควิด ที่พบว่า หนี้เสียไม่ลด และยังเพิ่มต่อเนื่อง ที่น่าห่วงสุดคือ ค้าปลีก ค้าส่งที่หนี้เสียเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นๆ”

ห่วงเอสเอ็มอีรายจิ๋ว

นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทยจำกัด กล่าวว่า ขณะที่ภาพหนี้เสียจากการรวบรวมข้อมูลจาก 27 สถาบันการเงิน ไตรมาส 3หนี้เสียในภาพรวม ปรับเพิ่มขึ้นมา 2.66% แต่ยังเป็นระดับที่แบงก์บริหารจัดการได้ และคาดไตรมาส 4 หนี้เสียมีทิศทางปรับลดลง จากการตัดขายหนี้ และเร่งขายออก ของสถาบันการเงินช่วงสิ้นปี ทำให้คาดหนี้เสียไตรมาส 4 จะอยู่ที่ 2.6-2.68% ปีนี้  และคาดปีหน้า เอ็นพีแอลจะทรงตัวที่ 2.6-2.7% 

อย่างไรก็ตาม หากดูข้อมูลของเครดิตบูโร สำหรับสินเชื่อขนาดเล็ก ทั้งยอดสินเชื่อคงค้างระหว่าง 21-100 ล้านบาท 4. กลุ่มธุรกิจ Micro ซึ่งมียอดสินเชื่อคงค้างระหว่าง 5-20 ล้านบาท และ 5. กลุ่มธุรกิจ Super Micro ซึ่งมียอดสินเชื่อคงค้างไม่เกิน 5 ล้านบาท ที่พบว่ายังน่าห่วง และกลุ่ม Micro และ Super Micro ยังมีปัญหาในการชำระคืนหนี้

โดยพบว่า สัดส่วนหนี้ที่เริ่มค้างชำระระหว่าง 61-90 วัน ในกลุ่มธุรกิจขนาดจิ๋ว มีทิศทางค้างชำระที่ยังคงมีทิศทางที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งในมิติของกลุ่มที่เป็นหนี้เสียและในมิติของกลุ่มที่ใกล้จะเป็นหนี้เสีย ส่วนใหญ่เป็นหนี้จากสินเชื่อระยะยาว ทั้งที่เป็นสินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจและสินเชื่อทั่วไป รวมถึงสินเชื่อเพื่อการเช่าซื้อรถยนต์ สะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจขนาดจิ๋วไม่สามารถสร้างรายได้เพื่อให้มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอที่จะชำระหนี้ได้

ดังนั้นสถาบันการเงินยังคงต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มผู้ประกอบการขนาดจิ๋วที่ยังมีฐานะทางการเงินที่เปราะบางอย่างใกล้ชิด และอาจให้ความช่วยเหลือในการปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับความสามารถในการจ่ายชำระเฉพาะหน้าอย่างต่อเนื่อง

ค้าส่งค้าปลีก-รถยนต์-ก่อสร้างเบี้ยวหนี้สูง

นอกจากนี้ เมื่อเจาะรายละเอียดลงไปในรายอุตสาหกรรม จะพบว่า บริษัทขนาดจิ๋วที่อยู่ในธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อในประเทศ ยังคงเป็นกลุ่มเปราะบางไม่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ โดยเฉพาะ 4 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า อุตสาหกรรมการผลิต และขายส่งและขายปลีก การซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์ 

ทั้งนี้ ยอดหนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วันโดยรวมของกลุ่มบริษัทขนาดจิ๋วใน 4 ธุรกิจนี้ ยังคงเพิ่มมากขึ้น มาอยู่ที่ 8.92 หมื่นล้านบาท จากไตรมาส 2 ที่ 8.27 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ การค้างชำระของธุรกิจรายจิ๋ว ที่เป็นหนี้เสียรหัส 21 อยู่ที่ 39.7 % ของมูลหนี้คงค้างเกิน 90 วันทั้งหมดของธุรกิจขนาดจิ๋วซึ่งอยู่ที่ 1.14 แสนล้านบาท ณ ไตรมาส 2

ดังนั้น อุตสาหกรรมที่สถาบันการเงินเร่งจัดการดูแลคุณภาพหนี้เชิงรุกมากที่สุด คือ อุตสาหกรรมการขายส่งและขายปลีก การซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์ อุตสาหกรรมผลิต อุตสาหกรรมการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า และอุตสาหกรรมก่อสร้าง สอดคล้องกับสถานการณ์การชำระหนี้ที่ยังไม่สามารถกลับมาเป็นปกติตามที่กล่าวมาข้างต้น

สินเชื่อโตต่ำฉุดรั้งการเติบโตเศรษฐกิจ  

นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า หากดูหนี้ภาคธุรกิจวันนี้ ในหนี้ธุรกิจขนาดใหญ่ไม่น่าห่วงแม้สินเชื่อในช่วงที่ผ่านมา ภาพรวมจะขยายตัวชะลอลง เนื่องจากรายใหญ่มีการระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น แต่สินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบต่อเนื่อง จากแบงก์ระมัดระวังปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีในต่างจังหวัดที่อาจมีความเสี่ยงมากขึ้น 

สอดคล้องกับ การขยายตัวของสินเชื่อที่ผ่านมา พบว่า ขยายตัวต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 1.5% ของจีดีพีอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าสถาบันระมัดระวังปล่อยสินเชื่อ ดังนั้น การขยายตัวต่ำของสินเชื่อ อาจทำให้ปัญหา การชำระหนี้ หรือหนี้เสียตามมาได้ในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะจากเอสเอ็มอี และครัวเรือนมากขึ้น

“ภาพสินเชื่อที่หดตัวบวกกับปัญหาหนี้เสียสะท้อนปัญหาที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะระดับรากหญ้า เอสเอ็มอีต่างจังหวัด ที่ยังอ่อนแอ ดังนั้นมองไปข้างหน้า ภาพยังคงเป็นแบบนี้ต่อเนื่อง ที่ห่วงคือหนี้ครัวเรือน ที่วันนี้มีปัญหาค่อนข้างมาก และจำกัดต่อการบริโภคของไทยในระยะข้างหน้า”