ข้อมูลจาก “ตัวปรับลดผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ” หรือ GDP Deflator ชี้ชัด จีนเข้าสู่เงินฝืดแล้ว ด้านมาร์วิน เฉิน (Marvin Chen) นักวิเคราะห์หลักทรัพย์จากบลูมเบิร์ก กังวล เงินฝืดอาจทำกำไรภาคเอกชนหด ท่ามกลางสงครามการแข่งขันกันหั่นราคาสินค้าเพื่อการอยู่รอด
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานวันนี้ (8 ส.ค.) ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Prices) หรือ CPI มีแนวโน้มปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งเป็นสภาวะเศรษฐกิจที่ตรงกันข้ามกับประเทศคู่ค้าอย่างสหรัฐแบบสิ้นเชิงที่กำลังเผชิญกับสภาวะอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นจากเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ต้องการ
ขณะที่บทวิเคราะห์ของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) หดตัวทุกปีตั้งแต่เดือน ต.ค. 2565 สาเหตุหลักมาจากการลดลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ถ่านหินและน้ำมันดิบ
ส่วนข้อมูลจากทางการจีนล่าสุดเเสดงให้เห็นว่ามีแนวโน้มว่าราคาผู้บริโภคจะลดลงในเดือน ก.ค. ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง จะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปลายปี 2563 ที่ทั้งราคาผู้บริโภคและผู้ผลิตหดตัวพร้อมกัน
ทั้งนี้ หากอ้างอิงมาตรวัดจากตัวปรับลดผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP Deflator ซึ่งเป็นมาตรวัดเที่เกี่ยวข้องกับสภาวะเงินเฟ้อและภาวะเงินฝืด พบว่า ปัจจุบันจีนเข้าสู่ภาวะเงินฝืดแล้ว
โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กำหนดนิยามของภาวะเงินฝืดว่าเป็น "การลดลงอย่างต่อเนื่องของทั้งราคาผู้ผลิตและผู้บริโภค" หรือ Aggregate Measure of Prices เช่น CPI หรือ GDP Deflator
ขณะเดียวกันวันนี้ดัชนีหุ้นจีนก็ปรับตัวลดลงตอบรับข่าวดังกล่าว โดยดัชนี MSCI China ร่วงลงมากถึง 1.9% ซึ่ง มาร์วิน เฉิน (Marvin Chen) นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ของ Bloomberg Intelligence กล่าวว่า
ภาวะเงินฝืดเป็นความเสี่ยงที่สำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทในจีน และราคาผู้ผลิตที่ลดลงส่งผลกระทบต่อผลกำไรของภาคอุตสาหกรรมและบริษัทที่อยู่ต้นน้ำของการผลิตแล้ว และราคาผู้บริโภคที่ลดลงจะบีบให้บริษัทที่อยู่ปลายน้ำได้รับแรงกดดันเช่นเดียวกัน
จากสถานการณ์ดังกล่าว จึงนำมาสู่ “สงครามราคาของบรรดาผู้ผลิต” หนึ่งในนั้นคือบริษัท Tesla ที่ลดราคารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นสำคัญในจีนลงเพื่อแข่งกับแบรนด์ท้องถิ่นอื่น
โดยบทวิเคราะห์ของบลูมเบิร์ก ระบุว่า ปัจจุบันผู้บริโภคชาวจีนชะลอการจับจ่ายใช้สอยลง ซึ่งจะเข้าไปยับยั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อไปซึ่งทั้งหมดเข้าไปกดดันให้บรรดาธุรกิจต่างๆ ต้องลดราคาสินค้าลง จนทำให้รายได้และกำไรลดลง จนกระทั่งท้ายที่สุดเศรษฐกิจอาจซบเซาลงกว่าเดิม
ทั้งนี้ อีกหนึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เมื่อไม่กี่วันที่ผู้ขายคอนโดในจีนประเทศขายห้องชุดแบบ ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง เพราะขายไม่ออกเพราะเผชิญกับพิษฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์และการเติบโตของเศรษฐแบบชะลอตัว





