วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เป้าหมาย Net Zero จะสำเร็จได้...ต้องเริ่มที่ลงมือทำ

บทความเรื่อง "เป้าหมาย Net Zero จะสำเร็จได้...ต้องเริ่มที่ลงมือทำ" โดย นางสาวสิรีฒร ศิวิลัย ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายผู้ประกอบธุรกิจ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

“วิกฤตสภาพภูมิอากาศ” ถือเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดที่มนุษยชาติกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ สถิติจากองค์กาอุตุนิยมวิทยาโลกบ่งชี้ว่า 8 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์โลก 

โดยวิกฤตสภาพภูมิอากาศนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เราไม่คาดคิดมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นระดับน้ำในคลองเวนิส ประเทศอิตาลี ที่แห้งขอดหลายสาย หรือฤดูร้อนปีนี้ของประเทศไทยที่ร้อนกว่าที่คาดไว้ ทั้งนี้ การแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นไม่สามารถทำได้เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือกันจากทุกภาคส่วน

สำหรับภาคตลาดทุน ผู้มีส่วนร่วมต่าง ๆ ทั้งผู้ระดมทุน ผู้ลงทุน ผู้ประกอบธุรกิจตัวกลาง และผู้ให้บริการอื่นที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมในตลาดทุน ต่างได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศเช่นเดียวกัน

ฃวันนี้ผู้เขียนจึงขอชวนผู้อ่านมาทำความเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจตัวกลาง เช่น บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ว่า จะมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาวิกฤตสภาพภูมิอากาศ รวมถึงเป็นอีกหนึ่งพลังอันสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2608 ตามนโยบายภาครัฐของไทย ที่จะนำพาเศรษฐกิจไปสู่ความยั่งยืนได้เช่นไร

บทบาทของผู้ประกอบธุรกิจตัวกลางกับปัญหาวิกฤตสภาพภูมิอากาศ 
“ตลาดทุน” มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยไม่เพียงเป็นแหล่งระดมทุนให้แก่ภาครัฐและเอกชนเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ บล. ซึ่งเป็นตัวกลางระหว่างผู้ลงทุนกับผู้ต้องการเงินทุน (เช่น ผู้ออกหลักทรัพย์) มีหน้าที่ให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อช่วยให้หลักทรัพย์มีสภาพคล่อง

ฃรวมทั้งจัดให้มีและเผยแพร่บทวิเคราะห์หลักทรัพย์เพื่อเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจลงทุนให้แก่ลูกค้า ขณะที่ บลจ. ซึ่งเป็นผู้บริหารจัดการทรัพย์สิน มีหน้าที่จัดสรรเงินลงทุนไปยังผู้ออกหลักทรัพย์เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวแก่ผู้ลงทุน (stewardship role)  

ด้วยบทบาทหน้าที่ข้างต้น บล. และ บลจ. จึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้กิจการให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาและลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ในระยะยาวเพื่อให้กิจการนั้น ๆ มีศักยภาพการแข่งขันและดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ยกตัวอย่างเช่น บลจ. ที่มีนโยบายการลงทุนในธุรกิจที่ให้ความสำคัญในเรื่องความยั่งยืน จะมีอำนาจตัดสินใจในการจัดสรรเงินลงทุนไปยังผู้ออกหลักทรัพย์ ซึ่งอาจพิจารณาใช้นโยบายหรือแผนการแก้ปัญหา climate change ของกิจการนั้น ๆ เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ลงทุนในกองทุนภายใต้การบริหารจัดการ 

เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย
สำหรับประเทศไทยมีเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่ร้อยละ 30 - 40 จากกรณีปกติ ภายในปี พ.ศ. 2573  ซึ่งได้จัดทำการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution : NDC) ตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่ไทยได้ให้สัตยาบันร่วมเป็นภาคี เมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2559  

เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2608 ทั้งนี้ Paris Agreement กำหนดให้แต่ละภาคีต้องจัดทำ NDC และปรับปรุงทุก 5 ปี เพื่อแสดงถึงความก้าวหน้าในการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศตามข้อตกลง

โดยไทยได้จัดทำ NDC กำหนด 4 สาขาที่มีความพร้อมและมีศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายข้างต้น ได้แก่ (1) สาขาพลังงาน (2) สาขาคมนาคมขนส่ง (3) สาขากระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้พลังงาน และ (4) สาขาการจัดการของเสียชุมชน

การดำเนินงานของภาคการเงินและภาคตลาดทุน 
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะประธานร่วมคณะทำงานขับเคลื่อนการกำหนดนิยามและจัดหมวดหมู่โครงการหรือกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจที่ยั่งยืน  

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2566 ได้ร่วมกันเปิดตัว มาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Thailand Taxonomy) ระยะที่ 1 เพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมีการจัดกลุ่มกิจกรรมที่เป็นมาตรฐานเดียวกันไว้ใช้ประเมินหรือกำหนดเป้าหมายการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม  โดยเริ่มจากมุ่งเน้นการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจของ 2 สาขา (sector) ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนสูงเพื่อให้สอดคล้องกับ NDC ก่อน ได้แก่ ภาคพลังงาน และภาคขนส่ง 

การถ่ายถอดตัวชี้วัดและเป้าหมาย (cascading) การลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ
มาถึงตรงนี้ ผู้อ่านหลายท่านคงสงสัยว่า...แล้วผู้ประกอบธุรกิจตัวกลางควรลงมือทำหรือมีส่วนร่วมเช่นไร เพื่อให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก และ Net Zero ได้

หากพิจารณาจากข้อแนะนำขององค์กรระหว่างประเทศ เช่น CDP (Carbon Disclosure Project) ซึ่งแนะนำให้ผู้ประกอบธุรกิจตัวกลางมีส่วนร่วมโดยเริ่มต้นจากการวางแผนและกำหนดนโยบายของบริษัทให้สอดรับกับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจตัวกลางอาจเริ่มจากการกำหนดนโยบายให้นักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนผนวกปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศในการวิเคราะห์หลักทรัพย์ 2 สาขาที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงตาม NDC และ Thailand Taxonomy ระยะที่ 1 ก่อน

ได้แก่ สาขาพลังงาน และสาขาคมนาคมขนส่ง โดยที่นักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนสามารถอ้างอิง Thailand Taxonomy ในการพิจารณากลยุทธ์และแผนการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำบทวิเคราะห์และการตัดสินใจลงทุนในหลักทรัพย์นั้น ๆ

ยกตัวอย่างเช่น ในการจัดทำบทวิเคราะห์การลงทุน นักวิเคราะห์อาจพิจารณารายได้สุทธิที่เกิดจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อการลดก๊าซเรือนกระจกของกิจการ  

ขณะที่ บลจ. อาจพิจารณาใช้รายได้สุทธิในการตั้งเป้าหมายการลงทุน เช่น ผู้จัดการกองทุนอาจกำหนดขอบเขตการลงทุนในบริษัทที่มีสัดส่วนรายได้สุทธิที่เกิดจากกิจกรรมสีเขียวไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 หรือหากเป็นกองทุนที่มุ่งเน้นลงทุนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ อาจกำหนดว่าจะลงทุนในบริษัทที่มีสัดส่วนรายได้สุทธิที่เกิดจากกิจกรรมสีเขียวและสีเหลืองไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 เท่านั้น เป็นต้น   

นอกจากนี้ บลจ. สามารถอ้างอิง Thailand Taxonomy ในการจัดทำรายงานการลงทุนในกิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของกองทุนเพื่อให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุน เช่น บริษัท แสงแดด จำกัด (มหาชน) มีรายได้ร้อยละ 100 ที่มาจากการผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์

ถือเป็นกิจกรรมสีเขียวตาม Thailand Taxonomy ดังนั้น หากกองทุน ABC ลงทุนใน บมจ. แสงแดด คิดเป็นร้อยละ 10 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน บลจ. สามารถรายงานว่าการลงทุนของกองทุน ABC ร้อยละ 10 เป็นสีเขียวได้  

ตัวอย่างข้างต้นสะท้อนให้เห็นถึงประโยชน์ของ Thailand Taxonomy ในการช่วยผู้ประกอบธุรกิจตัวกลางวิเคราะห์หลักทรัพย์และตั้งเป้าหมายการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้ภาคธุรกิจดำเนินกิจการเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่กิจกรรมสีเขียวโดยเร็วและเพิ่มประสิทธิภาพในการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้ได้รับการจัดสรรเงินลงทุนที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจต่อไป

ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้ จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจถึงบทบาทของผู้ประกอบธุรกิจตัวกลางในการมีส่วนช่วยผลักดันให้ภาคธุรกิจเปลี่ยนผ่านไปยังกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศมากยิ่งขึ้น

โดยจะช่วยให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เม็ดเงินลงทุนของผู้ลงทุนด้วย อย่างไรก็ดี การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี พ.ศ. 2608 ของไทย หรือการกอบกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยมี “ความร่วมมือและการเริ่มต้นลงมือทำไปด้วยกัน” เป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จ 
*******************************

หมายเหตุ* 
1. ที่มา Past eight years confirmed to be the eight warmest on record โดย World Meteorological Organization เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2566
2. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เป็นผู้จัดทำ NDC ของประเทศไทย โดยกรณีปกติ หรือ Business-as-Usual (BAU) หมายถึง กรณีที่ไม่มีการดำเนินมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก (ที่มา NDC (Nationally Determined Contribution))
3. Paris Agreement มีเป้าหมายการรักษาอุณหภูมิทั่วโลกไม่ให้สูงขึ้นเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบยุคอุตสาหกรรม และพยายามจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม (ที่มา กองประสานการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)
4. การจัดกลุ่มกิจกรรมแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ สีเขียว สีเหลือง สีแดง โดยสีเขียว คือ กิจกรรมที่มีการดำเนินงานเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับ Paris Agreement ขณะที่สีเหลือง คือ กิจกรรมที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังไม่ใกล้เคียงหรือเทียบเท่าศูนย์ในปัจจุบัน แต่มีส่วนช่วยในการลดปัญหา climate change โดยกิจกรรมดังกล่าวอาจเข้าข่ายสีเขียวได้ในอนาคต และสีแดง คือ กิจกรรมที่ไม่ได้สนับสนุนเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจำเป็นต้องทยอยลดการดำเนินกิจกรรมลงอย่างต่อเนื่อง (ที่มา Thailand Taxonomy ระยะที่ 1)
5. ที่มา Climate Transition Plan โดย CDP ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ไม่แสวงหาผลกำไรและมีพันธกิจในการส่งเสริมให้องค์กรและบริษัทต่าง ๆ ลดปริมาณ
การปล่อยก๊าซเรือนกระจก
6. นักวิเคราะห์สามารถอ้างอิงแนวทางการนำปัจจัยด้าน ESG มาใช้ในการจัดทำบทวิเคราะห์หุ้น (Guidance For Integrating ESG Information into Equity Analysis and Research Reports) ที่ ก.ล.ต. ได้สนับสนุน CFA Institute ในการจัดทำ โดยได้รับการเผยแพร่เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2566
7. บลจ. สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวช้องกับสภาพภูมิอากาศได้จาก ‘คู่มือเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ดีในการบริหารจัดการและเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศสำหรับผู้ประกอบธุรกิจจัดการลงทุน’ ที่จัดทำโดย ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2565

**ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์