วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธปท.ยัน ‘เงินเฟ้อ’ ร่วงชั่วคราว ส่งซิก ‘ขึ้นดอกเบี้ย’ สร้างกันชน

“แบงก์ชาติ” มองเงินเฟ้อลดลงแค่ชั่วคราว ชี้มีโอกาสขึ้นต่อจากภาคบริการที่ฟื้นตัว ย้ำยังจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสร้างกันชนรองรับช็อกใหม่ๆ พร้อมมั่นใจไร้ปัญหาหนี้เสีย เชื่อไม่เกิดหน้าผาเอ็นพีแอล เผยเตรียมออกมาตรการแก้หนี้ครัวเรือนศุกร์นี้

      นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ทิศทางเงินเฟ้อ แม้ที่ผ่านมา ออกมาต่ำกว่าที่ธปท. คาดไว้ ซึ่งเป็นผลจากราคาอาหารและราคาพลังงานที่ลดลงมากกว่าคาด รวมทั้งเป็นเรื่องของฐานปีก่อนที่อยู่ระดับสูง บวกกับมาตรการลดค่าไฟในเดือนพ.ค. ดังนั้นเงินเฟ้อที่ลดลง จึงถือเป็นปัจจัยชั่วคราว และอาจเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้าได้ 

       “การเพิ่มขึ้นของภาคบริการ จากภาคการท่องเที่ยว รวมถึงการส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการ จากภาคการเงินที่ฟื้นตัวขึ้น ประเด็นนี้อาจส่งผลให้เงินเฟ้อครึ่งปีหลังเร่งตัวขึ้นได้”
ธปท.ยัน ‘เงินเฟ้อ’ ร่วงชั่วคราว  ส่งซิก ‘ขึ้นดอกเบี้ย’ สร้างกันชน

        นายเศรษฐพุฒิ กล่าวย้ำว่า การดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. ต้องดูไปถึง out look dependent ไม่ได้ดูเฉพาะ data dependent เพราะการดูเฉพาะ data dependent มีปัจจัยระยะสั้นที่เข้ามากระทบค่อนข้างมาก ดังนั้นการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินตามข้อมูลใหม่ที่ออกมาคงไม่เหมาะสม

       อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายการเงินที่ ธปท. ดำเนินการมาตลอด คือการปรับนโยบายการเงินเข้าสู่ภาวะปกติ Normalization อย่างค่อยเป็นค่อยไป ที่ไม่ได้ดูเฉพาะปัจจัยเฉพาะหน้า

     แต่ต้องดูไปถึงปัจจัยระยะยาว เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจให้เข้าสู่ระดับปกติ ควบคู่ไปกับ การหาจุดสมดุลของอัตราดอกเบี้ย ภายใต้เศรษฐกิจที่เติบโตตามศักยภาพ
 

       นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาถึง เงินเฟ้อ ที่ต้องอยู่ในเป้าหมายที่ตั้งเป้าไว้ที่ 1-3% และสุดท้ายคือการไม่สร้างปัญหาต่อเสถียรภาพระบบการเงินไทย ดังนั้นการขึ้นดอกเบี้ยจึงไม่ได้เพื่อดูแลเงินเฟ้อเท่านั้น แต่ต้องหาจุดสมดุลของอัตราดอกเบี้ยให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจไทยด้วย

     อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยของไทยถือว่าต่ำมากว่าปกติอยู่แล้ว ทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง Real Interest Rate ติดลบยาวนาน ซึ่งการที่ดอกเบี้ยต่ำนานเกินไป อาจกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงิน จากพฤติกรรม Search for yield จึงเป็นปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง เพื่อนำไปสู่การกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม และกลับไปอยู่ในจุดสมดุล เหมาะกับภาพระยะยาวมากขึ้น

     “การหยุด Normalization ยังไม่เห็น และมีปัจจัยหลายด้านที่ต้องติดตาม เงินเฟ้อ เป็นเรื่องชั่วคราว มีโอกาสขึ้นอีก สองการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน โดยเฉพาะการที่อัตราดอกเบี้ยแท้จริง ติดลบยาวนาน เป็นสิ่งไม่ดี ทำให้เกิดพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนสูง ซึ่งอาจนำมาสู่ความเสี่ยงได้

หนุนเพิ่ม Policy space

      สำหรับการเพิ่มพื้นที่นโยบายการเงิน หรือ Policy space โดยการเพิ่มอัตราดอกเบี้ย ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นเนื่องจากปัจจุบัน มีความผันผวน และความไม่แน่นอนสูง ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ เป็นสิ่งที่ประเมินได้ยาก

    ดังนั้นสิ่งที่ปลอดภัยที่สุดคือ การสร้างกันชนคือ การสร้าง Policy space เพิ่มขึ้น แต่การเพิ่ม policy space ก็ต้องชั่งน้ำหนัก ระหว่างการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย เงินเฟ้อ และผลต่อเสถียรภาพระบบการเงิน

    “ดอกเบี้ยเราทราบกันดีว่า เวลาลง ลงง่าย แต่เวลาจะขึ้น ขึ้นยาก ก่อนหน้านี้ การฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยไม่ทั่วถึง ทำให้การดำเนินนโยบายการเงินมีการขึ้นดอกเบี้ยมาก่อนหน้านี้ แต่ขึ้นได้แป๊บเดียว แต่ต้องมาลดลง ตอนเจอวิกฤติโควิด อันนี้คือ ตัวอย่าง หากเราสร้าง Policy space ไว้มาก จะสามารถรองรับช็อกต่างๆ เหมือนวิกฤติโควิดได้มาก เพราะเราไม่รู้ว่า ข้างหน้าจะมีอะไรเกิดขึ้น ดังนั้นการสะสม Policy space เป็นเรื่องสำคัญ”

         สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย ยังคงฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยคาดจีดีพีจะเติบโตได้ 4.2% จากครึ่งปีแรกที่เติบโตราว 2.9%

    หลักๆ มาจากการบริโภคในประเทศ การบริโภคเอกชนที่ฟื้นตัวได้ดี สอดคล้องกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น และหัวใจสำคัญ มาจากภาคการท่องเที่ยว ที่คาดว่า ทั้งปีจะมีนักท่องเที่ยวราว 29 ล้านคน ดังนั้นการฟื้นของเศรษฐกิจยังคงมีต่อเนื่อง

       แต่เห็นความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกมากขึ้น โดยเฉพาะการชะลอตัวของจีน ที่ชะลอตัวลงกว่าที่ประเมินไว้ แต่คาดว่า จะมีผลต่อการส่งออกจำกัด เนื่องจากสิ่งเหล่านี้มีการประเมินความเสี่ยงส่งออกไว้ตั้งแต่ต้น โดยคาดส่งออกจะขยายตัวได้ในครึ่งปีหลัง จากครึ่งปีแรกที่ติดลบ

      ธปท.ยัน ‘เงินเฟ้อ’ ร่วงชั่วคราว  ส่งซิก ‘ขึ้นดอกเบี้ย’ สร้างกันชน         ส่วนสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน เชื่อว่าสิ่งที่นักลงทุนจับตามากที่สุด คือ ความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล และความมีเสถียรภาพ รวมถึงนโยบายในระยะข้างหน้า ที่เป็นสิ่งสำคัญ มากกว่าหน้าตาของรัฐบาล

       อย่างไรก็ตาม มองว่าการจัดตั้งรัฐบาลที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ หรือล่าช้า อาจไม่ได้ส่งผลกระทบมากนักต่อเศรษฐกิจไทยปีนี้ในมุมมองของธปท. เนื่องจากธปท.ได้มีการประเมินผลกระทบดังกล่าวไว้อยู่แล้วในการประเมินจีดีพีปีนี้

       ส่วนหนึ่ง การเบิกจ่ายภาครัฐยังสามารถเบิกจ่ายได้ ภายใต้งบประมาณ ของไตรมาสแรกปี 2567 (ต.ค.-ธ.ค. 66) และหากดูสัดส่วนการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐ ถือว่าไม่มาก หากเทียบกับสัดส่วนอื่นๆ ดังนั้นผลกระทบมีไม่มากนัก ในปีนี้ แต่อาจกระทบปีหน้า

       อย่างไรก็ตาม แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ลากยาว และนำไปสู่ ผลกระทบสำหรับการท่องเที่ยว เป็นสิ่งที่กระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยแน่นอน

        สำหรับทิศทางเงินบาท ที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยโลก หลังจากดอลลาร์อ่อนค่าลง นอกจากนี้ จากประเด็นทางการเมือง ที่อาจมมีความชัดเจนขึ้นในระยะข้างหน้า รวมถึงแรงซื้อทองคำ เป็นปัจจัยหนุนให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามากขึ้นแต่ทิศทางระยะข้างหน้า เงินบาทมีโอกาสเคลื่อนไหวผันผวนมากขึ้น จากปัจจัยข้างต้น

ไม่เกิดหน้าผาเอ็นพีแอล

      นายเศรษฐพุฒิ ยังกล่าวต่อว่า ในด้านคุณภาพหนี้ ในอนาคต โดยเฉพาะ ทิศทางหนี้เสีย หรือเอ็นพีแอล จะขยับเพิ่มขึ้นบ้างในระยะข้างหน้า แต่เชื่อจะไม่เห็น NPL Cliff หรือหน้าผาเอ็นพีแอน เนื่องจากปัจจุบันยังมีมาตรการช่วยเหลือทางการเงิน เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว ที่ช่วยประคองลูกหนี้ ไม่ให้ไหลไปเป็นหนี้เสียอย่างรวดเร็ว

       อีกทั้ง หากดูสินเชื่อกล่าวถึงเป็น พิเศษ หรือ SM มองว่าโอกาสไหลเป็นไปหนี้เสียไม่ได้มากนัก โดยจากการดูสถิติที่ผ่านมา พบว่า โอกาสที่ หนี้กลุ่ม SM จะกลายเป็นหนี้เสีย เช่น สินเชื่อรถเพียง 12% ขณะที่สินเชื่อบ้าน 22% เครดิตการ์ด 57% และสินเชื่อส่วนบุคคล 54%       

        แต่ในทางกลับกัน พบว่ากลุ่ม SM มีโอกาสกลับมาเป็นหนี้ดีได้มากขึ้น เช่น กลุ่มสินเชื่อบ้าน ที่มีโอกาสกลับมาเป็นหนี้ดีราว 30%

       อย่างไรก็ตาม แม้ธปท.มองว่า โอกาสเกิด NPL Cliff อาจไม่เห็น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ธปท.ชะล่าใจ เพราะหนี้ครัวเรือนไทยปัจจุบันอยู่ระดับสูงต่อเนื่อง เกินระดับ 90% เกินระดับความยั่งยืนที่กำหนดเพียง 80% ดังนั้นมีความจำเป็นที่ธปท. ต้องแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง

      โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการออกมาตรการแก้หนี้ครัวเรือนเร็วๆนี้ โดยเฉพาะการป้องกันหนี้ใหม่ และการเพิ่มหนี้ในระบบ ผ่านการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ และเป็นธรรม (Responsible Lending) ที่กำหนดให้แบงก์ปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดรับชอบ ไม่สนับสนุน หรือกระตุ้นให้คนเป็นหนี้เกินไป โดยเกณฑ์นี้จะมีผลบังคับใช้ ม.ค.ปี 2567

       นอกจากนี้ ยังมีมาตรการแก้หนี้เรื้อรัง สำหรับลูกหนี้ที่ไม่สามารถปิดจบหนี้ได้ และยังอยู่ในวงจรหนี้เดิม และปัจจุบันจ่ายดอกเบี้ย มากว่าเงินต้น

     โดยให้แบงก์เข้ามาช่วยเหลือผ่านการลดดอกเบี้ยให้เหลือน้อยกว่า 15% และกำหนดกลุ่มที่ต้องช่วยเหลือ เช่นการกำหนดรายได้ ที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ โดยมาตรการนี้คาดจะบังคับใช้ เม.ย.ปี2567 ซึ่งเหล่านี้มองว่า จะนำไปสู่การช่วยลดหนี้ครัวเรือนในระยะข้างหน้าได้

ให้ไลเซนส์ตั้งVirtual bank 3รายเหมาะสม

      ส่วนการให้ใบอนุญาต การตั้งธนาคารไร้สาขาหรือ Virtual Bank สิ่งที่ธปท.อยากเห็นคือ การให้บริการรูปแบบใหม่ กระตุ้นให้เกิดการแข่งขันรูปแบบใหม่มากขึ้น และตอบโจทย์กลุ่มผู้ที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน (Underserved) ดังนั้นการมีจำนวนแบงก์ที่เพิ่มขึ้น อาจช่วยให้เกิดการแข่งขันในการให้บริการมากขึ้น

     ดังนั้น การให้ไลเซนส์ 3 ไลเซนส์ ถือว่าเป็นตัวเลขที่เหมาะสม และหากเทียบกับต่างประเทศ ถือว่า 3ไลเซนส์ไม่น้อย เพราะปัจจุบันสถาบันการเงินไทยมีเพียง 17แห่ง แต่หากเทียบกับต่างประเทศ ที่ให้ไลเซนส์ 4-5แห่ง เพราะสถาบันการเงิน มีค่อนข้างมาก เช่น เกาหลีใต้ที่มีแบงก์ 52 แห่ง มาเลเซีย 42แห่ง สิงคโปร์ 42 แห่ง

        นอกจากนี้มองว่า การมีสถาบันการเงินมาก อาจนำไปสู่ความเสี่ยงเชิงระบบได้ เช่นเดียวกับในต่างประเทศ ที่ประสบวิกฤติ แม้จะเป็นแบงก์เล็ก เมื่อมีเหตุการณ์ที่กระทบต่อความเชื่อมั่น อาจกระทบต่อเชิงระบบได้

         แต่การแข่งขันดังกล่าว จะทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลงหรือไม่ อาจเกี่ยวข้อง หรือไม่เกี่ยวก็ได้ เนื่องจากหากดูการปล่อยสินเชื่อที่ผ่านมา เช่น ธุรกิจเช่าซื้อ ที่มีผู้ประกอบการจำนวนมากกว่าพันราย แต่อัตราดอกเบี้ยส่วนนี้ก็ไม่ได้ลดลง

       ส่วนการกำหนดทุนจดทะเบียนที่ 5 พันล้านบาท เพราะธปท.ต้องการให้ ผู้ให้บริการมีขนาดที่ใหญ่พอ และสามารถแข่งขันกับสถาบันการเงินอื่นๆได้ นอกจากนี้ ประเมินว่าในช่วงแรกของตั้งการ Virtual bank อาจขาดทุนแน่นอน เป็นหลักพันล้านบาทต่อปี

      เช่นเดียวกันที่เห็นในต่างประเทศ และมีโอกาสเห็นกำไร ส่วนใหญ่ต้องใช้เวลา 3ปีขึ้นไป ดังนั้นการมีทุนที่แข็งแกร่ง จะสามารถรองรับปัญหาต่างๆได้

     ส่วนความคืบหน้า การให้ไลเซนส์ คาดว่า สิ้นเดือนนี้ จะสามารถเสนอร่างต่อกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ให้ไลเซนส์ Virtual bank และคาดจะสามารถเปิดรับสมัครผู้ให้บริการได้ราว ปลายปี 2566นี้ และสามารถประกาศผู้ที่ได้ไลเซนส์ราวกลางปี 2567