วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน 2569

Login
Login

XSpring AMC จับตาสัญญาณหนี้เสียพุ่ง ขยับเป้าพอร์ตหนี้รวมปี 66 แตะ 3.5 พันล้าน

XSpring AMC  จับตาสัญญาณหนี้เสียพุ่ง ขยับเป้าพอร์ตหนี้รวมปี 66 แตะ 3.5 พันล้าน

XSpring AMC ขยับเป้าประมูลหนี้เข้าพอร์ตปีนี้ใหม่เป็น 3.5 พันล้าน หลังครึ่งปีแรกทะลุเป้าเดิมที่ 2.5 พันล้าน พร้อมมองทิศทางธุรกิจบริหารสินทรัพย์ปีนี้จับตา สัญญาณหนี้เสียพุ่ง เหตุสิ้นสุดนโยบายช่วยเหลือโควิดและดบ.ยังขาขึ้น กระทบต้นทุนทางการเงินธุรกิจ-บุคคลพุ่งตาม

นางสาววรางคณา อัครสถาพร กรรมการ บริษัท บริหารสินทรัพย์ เอ็กซ์สปริง เอ เอ็ม ซี จำกัด หรือ XSpring AMC  เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจของ XSpring AMC ในครึ่งปีแรกเติบโตดีอย่างน่าพอใจ สามารถประมูลสินทรัพย์ฯ รวมมูลค่า 2,500 ล้านบาท โดยเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ประมูลเข้ามาใหม่ราว 2,000 ล้านบาท และที่เหลือเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ที่ประมูลได้จากปีที่แล้ว

นับว่าเป็นการเติบโตได้ตามเป้าหมายทั้งปีนี้ มีพอร์ตสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่จะประมูลเพื่อมาบริหารจัดการ จะอยู่ราว 2,000 – 2,500 ล้านบาท ดังนั้นล่าสุด ในปีนี้บริษัทจึงขยับเป้าหมายพอร์ตหนี้รวมขึ้นเป็น 3,500 ล้านบาท

 

ส่วนกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของ XSpring AMC  แม้จะเป็นผู้เล่นใหม่ในตลาดบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ แต่มีจุดแข็งคือการได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนอย่างแข็งแกร่งจากบริษัทแม่อย่าง XPG จึงสามารถดำเนินธุรกิจให้เติบโตได้อย่างก้าวกระโดดดังเช่นครึ่งปีที่ผ่านมา

อีกทั้ง XSpring AMC  ก็จะเข้ามาช่วยสนับสนุน XPG ให้มีบริการด้านการเงินครบวงจร นอกจากนี้ XPG ยังมีกลุ่มผู้ถือหุ้นที่มีประสบการณ์ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ทราบถึงข้อมูลสภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์

 

นอกจากนี้ยังมีความได้เปรียบด้านการปรับปรุงทรัพย์สินรอการขายให้กลับมามีสภาพเหมือนใหม่และมีความทันสมัยก่อนนำออกขายสู่ตลาดอีกครั้ง ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพย์ได้ค่อนข้างมาก

"เราจะรุกทั้งในส่วนของหนี้ที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน จากปัจจุบันที่เราเน้นในส่วนของหนี้ที่มีหลักประกัน เช่น หนี้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อผู้ประกอบการรายย่อย ที่มีหลักประกันเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และคอนโดมิเนียม ที่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่ กทม. และ ปริมณฑล”

นางสาววรางคณา กล่าวว่า สำหรับหรับทิศทางของตลาดบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพปีนี้ มองว่าจะเป็นที่น่าจับตามองกว่าปีที่ผ่านมาอย่างมาก เพราะในช่วงปีที่ผ่านมาลูกหนี้ทั้งรายย่อยและภาคธุรกิจ แม้ได้รับการผ่อนปรนมาตรการช่วยเหลือจากหน่วยงานกำกับดูแลในบางส่วน

แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาดูแลและประคองสถานการณ์บริหารหนี้ด้วยตัวเอง ประกอบกับสถานการณ์อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น โดยล่าสุดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2.00% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องตามสถานการณ์เศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นทั่วโลก จากนโยบายดอกเบี้ยขาขึ้นนี้ส่งผลให้บางกลุ่มธุรกิจหรือบุคคลต้องแบกรับต้นทุนทางการเงินที่มากขึ้น ทำให้ไม่สามารถผ่อนหนี้ได้ตามกำหนด

ดังจะเห็นได้ในข่าวการผิดชำระหนี้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่มีสัญญาณน่าเป็นห่วง ซึ่งหากเกิดปัญหาในส่วนหนี้เช่าซื้อรถยนต์ก็มีโอกาสขยายไปหนี้อื่นๆ ที่ใหญ่ขึ้น เช่น หนี้เพื่อที่อยู่อาศัย เป็นต้น ครึ่งหลังปีนี้สัญญาณหนี้จึงเริ่มน่ากังวล และต้องจับตาเป็นพิเศษ