“แบงก์ชาติ” ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อ แม้ตัวเลขเดือนพ.ค.ต่ำคาด ย้ำทำนโยบายการเงินต้องมองยาว ห่วงเงินเฟ้อยังไม่สงบ ท้ายปีอาจกลับมาเร่งตัวได้ ชี้ต้องทำให้อยู่ในกรอบยั่งยืน
เงินเฟ้อไทยเดือนล่าสุด(พ.ค.2566) ซึ่งขยายตัวเพียง 0.53% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เป็นระดับที่ต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ค่อนข้างมาก
ทำให้ตลาดเริ่มมองว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) อาจชะลอการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งถัดไป แต่สัญญาณล่าสุดจาก ธปท. ดูเหมือนจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น
นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวในงาน Monetary Policy Forum ครั้งที่ 2 ว่า เงินเฟ้อเดือนพ.ค.แม้จะออกมาต่ำกว่าที่ประเมินไว้ แต่แนวโน้มระยะข้างหน้ายังต้องจับตา โดยเงินเฟ้อปีหน้าเป็นสิ่งที่ กนง. ให้ความสำคัญมากกว่า
ทั้งนี้หากดูการดำเนินนโยบายการเงินของ กนง. ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายมา 6 ครั้งติดต่อกันแล้ว แต่สิ่งที่ กนง. ต้องพิจารณาต่อคือ การมองไปข้างหน้า เนื่องจากการทำนโยบายการเงินต้องใช้เวลา 9 เดือนถึง 1 ปี ในการส่งผ่าน ดังนั้นสิ่งที่ กนง. ต้องให้ความสำคัญคือ การมองทะลุ ซึ่งการมองภาพระยะยาวเป็นสิ่งที่ กนง. ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
https://www.bot.or.th/th/our-roles/monetary-policy/mpc-publication/edited-minutes.html
นายภูริชัย รุ่งเจริญกิจกุล ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า เป้าหมายการทำนโยบายการเงิน สิ่งที่ กนง. ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ ต้องประคับประคองเศรษฐกิจต่อเนื่อง ให้เศรษฐกิจกลับเข้าสู่ระดับศักยภาพ และต้องดึงเงินเฟ้อกลับสู่กรอบเป้าหมาย ซึ่งต้องดำรงอยู่อย่างยั่งยืนด้วย
“แม้เงินเฟ้อจะกลับสู่กรอบเป้าหมายแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่างานของ กนง. จะจบ เพราะต้องมองไปข้างหน้า และต้องให้มั่นใจว่าความเสี่ยงต่างๆ จากการทำนโยบายการเงิน และต้องรักษาเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบแบบยั่งยืนด้วย”
อย่างไรก็ตาม หากดูระดับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยสูงสุด(Terminal rate) ควรต้องเป็นระดับที่เป็นกลางเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ ไม่ผ่อนคลายมากเกินไป หรือไม่ตึงตัวมากเกินไป โดยพยายามดูแลให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามศักยภาพ
ส่วนคำถามที่ว่าอัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลางหรือเป็นจุดสมดุลของระบบเศรษฐกิจไทยนั้นควรอยู่ที่ระดับใด ซึ่งเรื่องนี้ไม่สามารถระบุได้ชัดเจน เพราะมีความไม่แน่นอนสูง อย่างไรก็ตาม หากดูการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ระดับ 3% ถือว่าใกล้เคียงกับประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งประเทศเหล่านี้อัตราดอกเบี้ยแท้จริงส่วนใหญ่จะเป็นบวก ยกเว้นญี่ปุ่น ที่มีปัญหาเฉพาะตัว
“ Neutral rate เป็นตัวเลขที่วัดตรงไม่ได้ แต่สิ่งที่ต้องดูคือ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง เพื่ออนุมานได้ว่า neutral rate ควรจะอยู่ระดับไหน ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยแท้จริงมีแนวโน้มลดลงช้าๆ แต่เป็นกันทั้งโลก และการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่านมาโดยเฉพาะช่วงโควิด ถือเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำสุดในประวัติการณ์ แม้ปัจจุบันดอกเบี้ยจะขึ้นมา แต่ดอกเบี้ยที่แท้จริงยังต่ำ หรือขยายตัวใกล้ 0% หรือติดลบด้วยซ้ำ”
กนง.ไม่อยากเห็นดอกเบี้ยต่ำ
อย่างไรก็ตาม อีกมิติที่เป็นส่วนสำคัญต่อการดำเนินนโยบายการเงินคือ ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน ในหลายประเทศ เมื่อดอกเบี้ยต่ำมาก สิ่งที่เกิดขึ้นคือ วิกฤติการเงิน
ดังนั้นจะเห็นว่า แม้ดอกเบี้ยต่ำ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น แต่ระยะยาว จะเป็นการสะสมความไม่สมดุลในระบบการเงิน สุดท้าย อาจเกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจ และเศรษฐกิจไทยอาจสูญเสียเสถียรภาพระยะยาว ทำให้เกิดวิกฤติกับแบงก์ได้ ดังนั้นสิ่งที่ กนง.ให้ความสำคัญคือ ไม่อยากให้ดอกเบี้ยต่ำมาก เพราะอาจทำให้เกิดความไม่สมดุลในระบบการเงินได้
แต่หากอัตราดอกเบี้ย สูงขึ้น แม้ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจมาก แต่มั่นคงในระยะยาว ก็เป็นอีกมิติที่กนง.พิจารณาด้วย ดังนั้นหลักการคิดเรื่อง Neutral rate ไม่ใช่แค่การรักษาเสถียรภาพด้านราคา แต่ต้องรักษาเสถียรภาพในระบบการเงินให้ดีด้วย ดังนั้นสิ่งที่ กนง.ให้ความสำคัญคือ ไม่อยากให้ดอกเบี้ยต่ำมาก เพราะอาจทำให้เกิดความไม่สมดุลในระบบการเงินได้
อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายการเงิน กนง.พร้อมปรับขนาด และเงื่อนเวลา เมื่อเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อเปลี่ยนภาพจากที่เคยประเมินไว้ ดังนั้นหากภาพระยะสั้น เปลี่ยนการดำเนินนโยบายการเงินก็ต้องเปลี่ยน สะท้อนว่า กนง.ไม่ได้ผูกมัด หรือ คิดที่จะไปสู่ Neutral rate จนไม่คำนึงถึงปัจจัยระยะสั้น
เงินเฟ้อต่ำจาก 2 ปัจจัย
นอกจากนี้เชื่อว่า เงินเฟ้อยังมีแนวโน้มอยู่ระดับสูงต่อไป เนื่องจาก มีปัจจัยหนุนจาก อาหารสำเร็จรูปนอกบ้าน ที่ยังอยู่ระดับสูง และมีผลต่อเงินเฟ้อถึง 0.6% หากเทียบกับเงินเฟ้อที่มาจากพลังงานเพียง 0.2%เท่านั้น ดังนั้นเงินเฟ้อที่ถูกขับเคลื่อนด้วย อาหารสำเร็จรูป จะทำให้เงินเฟ้อเสี่ยงด้านสูงมากขึ้น และจากการส่งผ่านต้นทุนอาจเห็นมากขึ้น จากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวที่จะทยอยเพิ่มสูงขึ้น
ดอกเบี้ยขาขึ้นไม่ได้ทำให้หนี้ค้างชำระพุ่ง
นอกจากนี้ยังได้ปรับตัวเลขการบริโภคเอกชนเป็น 4.4%ปีนี้ และขยายตัวต่อเนื่องปีหน้า ผลจากท่องเที่ยวภาคบริการ การจ้างงานที่ดี ภาพการท่องเที่ยว ถือว่ามีอัปไซด์ในทิศทางบวก หากจีนจัดการเที่ยวบิน ให้สามารถกลับมาได้ก่อนต.ค.ปีนี้
ทั้งนี้ หากดูภาพ สินเชื่อหนี้จัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) ของกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อที่เห็นเพิ่มขึ้น เชื่อว่า ไม่ได้มาจากปัจจัยเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ขึ้นอย่างเดียว เพราะแม้ว่าดอกเบี้ยสินเชื่อปล่อยใหม่จะปรับขึ้น แต่ยังมีสินเชื่อเก่าที่อยู่ในมาตรการช่วยเหลือหรือได้ดอกเบี้ยระดับต่ำอยู่ เพราะผู้ขอสินเชื่อมีทั้งอัตราดอกเบี้ยคงที่ในกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อ
จากส่วนสินเชื่อบ้านก็เป็นการคำนวณค่างวดเอาไว้แล้ว ส่วนสินเชื่อใหม่จะได้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นบ้าง ดังนั้นดอกเบี้ยขาขึ้น อาจไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กระทบทำให้ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





