วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2569

Login
Login

'นอนแบงก์'ยันคุมหนี้เสียได้ มั่นใจ NPLไม่ระเบิด หลังหมดมาตรการอุ้ม

'นอนแบงก์'ยันคุมหนี้เสียได้ มั่นใจ NPLไม่ระเบิด หลังหมดมาตรการอุ้ม

“นอนแบงก์” คาดหมดมาตรการรัฐอุ้มลูกหนี้ช่วงโควิด "เอ็นพีแอล" ทรงตัว หรือปรับขึ้นน้อย “เงินติดล้อ” เชื่อไม่เกิดระเบิดหนี้เสียรุนแรง เหตุเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวชัด และเตรียมพร้อมรับมือ “เมืองไทยแคปปิตอล” ไร้กังวล เร่งตามหนี้ “เคทีซี” เผย ลูกหนี้ผ่อนต่อได้แม้สิ้นสุดมาตรการ

มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด 19 สิ้นสุดในปีนี้ ทำให้เกิดความกังวลว่าจะมีหนี้เสียในระบบปรับตัวสูงขึ้น จากธนาคารพาณิชย์ (แบงก์) และนอนแบงก์ ยอมปล่อยให้ลูกค้าที่ไปต่อไม่ไหวให้เป็นNPL

นายปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือTIDLOR กล่าวว่า หลังจากหมดมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) โดยพื้นฐานแล้วไม่คิดว่าจะเกิดสถานการณ์ “ระเบิด”ของหนี้เสียที่รุนแรง เนื่องจากผู้ประกอบธุรกิจในกลุ่มนอนแบงก์ เริ่มตระหนัก และเตรียมรับมือด้านต้นทุนการดำเนินธุรกิจแล้ว ทั้งในรูปแบบของการตั้งสำรองหนี้ หรือการตัดหนี้สูญ

'นอนแบงก์'ยันคุมหนี้เสียได้ มั่นใจ NPLไม่ระเบิด หลังหมดมาตรการอุ้ม

ทั้งนี้จะเริ่มเห็นการบริหารจัดการเหล่านี้สะท้อนอยู่ในงบดุล และมองว่าเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มฟื้นตัว รวมถึงจีดีพีในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ที่แข็งแกร่งและดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งดูเหมือนจะมีแนวโน้มดีขึ้นตลอดทั้งปี 2566  โดยปัจจัยภาพรวมทางเศรษฐกิจเหล่านี้สะท้อนถึงผลบวก และจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากการสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ นอกจากนี้ในกรณีที่มีสัญญาณเชิงลบที่รุนแรงเกิดขึ้น ธปท.ยังสามารถขยายมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ได้อีกด้วย 

สำหรับในส่วนของบริษัท เงินติดล้อ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2566 อยู่ที่ 1.50%  ปรับตัวลดลงเล็กน้อย จาก 1.58%  สิ้นปี 2565  ซึ่งบริษัทมีสัดส่วนลูกหนี้ ที่เข้าร่วมมาตรการโครงการช่วยเหลือลูกหนี้โควิดของธปท.ราว 1.0-1.5% ของพอร์ตสินเชื่อคงค้าง

ขณะที่หากเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน NPL ยังปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งในช่วงไตรมาส 1 ปี 2565มีมาตรการพักชำระหนี้ช่วงโควิด NPLอยู่ที่1.25%  โดยบริษัทยังคงความสามารถในการบริหารจัดการคุณภาพลูกหนี้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าจะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนจากปัจจัยมหภาค อัตราเงินเฟ้อ รวมทั้งการสิ้นสุดมาตรการพักชำระหนี้  บริษัทยังคงเป้า NPLไว้ไม่เกิน 2%ในปีนี้

"เรายังคงให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพของสินเชื่อ ตั้งแต่ช่วงปลายปีก่อน  เราได้ดำเนินนโยบายพิจารณาสินเชื่ออย่างเข้มงวด โดยเฉพาะกลุ่มที่ดูมีความเสี่ยงสูงและกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง จากปัจจัยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถรักษาคุณภาพลูกหนี้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและ เป็นไปตามกรอบนโยบายความเสี่ยงของเรา" 

นายปริทัศน์ เพชรอำไพ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC  กล่าวว่า  ภาพรวมหลังจบมาตรการของ(ธปท.) ประเมินว่า NPLในตลาดจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่บริษัทไม่ได้เป็นกังวลในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเห็นภาพชัดเจนขึ้น อีกทั้งบริษัทมีการปรับตัวในการปล่อยสินเชื่อให้มีคุณภาพมากขึ้น

รวมถึงมุ่งการจัดการหนี้เสีย เร่งการติดตามหนี้จากลูกค้า รวมถึงพิจารณายึดหลักประกัน โดยบริษัทมีการเปิดศูนย์ประมูล เพื่อรองรับหลักประกันที่ยึดมาเพิ่มขึ้นอีก 2 ศูนย์ ที่ จังหวัดร้อยเอ็ด และสุราษฎร์ธานี ในปีนี้  ซึ่งบริษัทคุม NPLไว้ในกรอบไม่เกิน 3.50%

“หลังจบมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ เรายังมองว่า NPL สำหรับกลุ่มนอนแบงก์ ยังอยู่ในภาพทรงตัว หรือการเพิ่มขึ้นของ NPL คงมีอีกเล็กน้อย  เพราะ ในปีที่ผ่านมา NPL ขึ้นมาสูงมากแล้ว แสดงให้เห็นว่าผลกระทบจากปัจจัยต่างๆได้แสดงออกมาหมดแล้ว”

ส่วนสถานการณ์ NPL ของบริษัท ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่เป็นการปรับขึ้นในอัตราที่ช้าลง ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ดีขึ้น  โดยในไตรมาส 1 ปี 2566 อยู่ที่ 3.17% เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ที่1.65%  ซึ่งบริษัทไม่มียอดลูกหนี้คงค้าง คงเหลือที่เข้ามาตรการโครงการช่วยเหลือลูกหนี้โควิดของธปท.แล้ว 

นางสาวพิชามน จิตรเป็นธรรม ผู้บริหารสูงสุด - สินเชื่อบุคคล บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC กล่าวว่า  สำหรับลูกหนี้เคทีซี ในโครงการช่วยเหลือลูกหนี้ ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตามมาตรการผ่อนผันการชำระหนี้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด เป็นหนี้เงินกู้สินเชื่อส่วนบุคคลระยะยาว

ปัจจุบันมีลูกค้าเคทีซีอยู่ในโครงการฯ รวม 25,632 ราย ยอดลูกหนี้ มูลค่า 1,425.31 ล้านบาท คิดเป็น 1.6% เมื่อเทียบกับยอดลูกหนี้รวมของพอร์ตทั้งหมด ถือว่าเป็นสัดส่วนที่ต่ำมาก โดยปัจจุบันลูกค้ายังสามารถผ่อนชำระคืนเป็นรายงวดต่อไป แม้จะหมดมาตรการช่วยเหลือของธปท.

 ทั้งนี้ ข้อมูล ณ 31 มี.ค. 2566 บริษัทมี NPLรวม​อยู่ที่ 1.9% โดยที่ NPL บัตรเครดิตอยู่ที่ 1.1% และ NPL สินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 2.8%  โดยยังคงรักษาระดับ NPL ภาพรวมของบริษัทในปีนี้ ไม่เกิน 1.8%