วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘เงินบาท’ผันผวนพุ่งเท่าตัว จี้แบงก์ชาติดูแลเสถียรภาพ

‘เงินบาท’ แกว่งตัวแรงพลิกอ่อนค่ากว่า 1.6% ในวันเดียว ล่าสุดทะลุระดับ 34.30 บาทต่อดอลลาร์ ความผันผวนพุ่งเฉียดเท่าตัว นักวิเคราะห์ ชี้จากดอลลาร์แข็ง นักลงทุนผวา เฟด เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ เตือนรับมือความผันผวนสูงขึ้น ด้าน ผู้ประกอบการ จี้แบงก์ชาติดูแลเสถียรภาพค่าเงิน

สถานการณ์ค่าเงินบาทยังคงอยู่ในโหมดของความผันผวนสูง โดยล่าสุดในช่วงคืนวันที่ 15 ก.พ.2566 เงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าอย่างรวดเร็วกว่า 0.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ มาเคลื่อนไหวในระดับ 34.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรืออ่อนค่าลงกว่า 1.6% ซึ่งน้อยครั้งที่จะเห็นเงินบาทเคลื่อนไหวเกินกว่าระดับ 1% ขึ้นไปภายในหนึ่งวัน

นอกจากนี้ถ้าดูการเคลื่อนไหวของเงินบาทรายสัปดาห์ พบว่า ส่วนใหญ่จะแกว่งตัวในกรอบไม่เกิน 0.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่ปัจจุบันพบว่า เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 0.7-0.8 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 1 เท่าตัว ขณะที่วานนี้(16ก.พ.) เงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 34.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และหากเทียบกับช่วงต้นเดือนก.พ.ที่ผ่านมาเงินบาทอ่อนค่าลงมาแล้วราว 4.5%

นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย (CIMBT) กล่าวว่า ปัจจุบันเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าอย่างรวดเร็วโดยมาเคลื่อนไหวในระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากช่วงต้นปีที่อยู่ในระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่แนวโน้มระยะข้างหน้า คาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 34-35 บาทต่อดอลลาร์ และน่าจะเคลื่อนไหวระดับนี้ไปจนถึงไตรมาส 2 ของปี

ส่วนการอ่อนค่าอย่างรวดเร็วของเงินบาทในคืนวันที่ 15 ก.พ. ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นเร็ว อันเนื่องจากการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐทั้งเงินเฟ้อและยอดค้าปลีกที่สะท้อนเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังเติบโตได้ดี ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร(บอนด์ยีลด์) ระยะสั้น 2 ปี และระยะยาว 10 ปี ก็พุ่งขึ้นแรงด้วย 

ข้อมูลเหล่านี้ สะท้อนภาพความเป็นไปได้ที่เฟดยังคงไม่สามารถที่จะหยุดการขึ้นดอกเบี้ยได้ในเร็วๆ นี้ และน่าจะยังคงเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อถึงระดับสูงสุดที่ 5.50% ในเดือนมิ.ย. ซึ่งตลาดอาจผิดหวังในจุดนี้ ทำให้มีแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยงกลับไปที่สหรัฐ  

“เรามองว่าแรงกดดันเงินเฟ้อสหรัฐยังมีต่อเนื่อง เงินเฟ้อสหรัฐที่ยังสูง มาจากภาคบริการ ที่ยังทรงตัวหรือยังมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นในระยะข้างหน้าขณะที่ราคาสินค้า และราคาพลังงาน ยังปรับลดลงต่อได้ แต่ที่ผ่านมาตลาดค่อนข้างรับรู้ข่าวนี้ไปมากแล้ว ไม่น่าจะมีแรงกระชากเหมือนปีก่อนที่เงินบาทอ่อนค่าไหลไปแตะ 38 บาทต่อดอลลาร์  ดังนั้น เงินดอลลาร์น่าจะขยับแข็งค่าขึ้นระยะสั้นเท่านั้น”   

นายอมรเทพ กล่าวว่า เรายังคงมุมมองค่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น และดอลลาร์อ่อนค่าลง ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้  กรณีที่มีความชัดเจนที่เฟดหยุดขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐในช่วงปลายไตรมาส 2 ปีนี้ และรายได้จากการท่องเที่ยวของไทย ทำให้เรายังคงเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงได้  มองเงินบาทสิ้นปีนี้ คาดยังแข็งค่าที่ระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์  

เตือนนักลงทุนไม่เทรดวิ่งตามดอลลาร์

นายอมรเทพ กล่าวว่า ในจังหวะนี้อยากเตือนนักลงทุน ไม่ควรวิ่งตามดอลลาร์ เพราะมีความเป็นไปได้ที่เรามีโอกาสจะเห็นเหตุการณ์คล้ายกับเดือนธ.ค.ปีก่อน ที่สถานการณ์พลิกกลับจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ร้อนแรงกลับมาแผ่วลง ตลาดคลายความกังวลคิดว่าเฟดจะตึงดอกเบี้ยและมีโอกาสลดดอกเบี้ยในปลายปีนี้  

“ภาพตอนนี้ดอลลาร์อาจจะแข็งค่าระยะสั้นเท่านั้น  และเทรดค่าเงินตามตัวเลขเศรษฐกิจที่เป็นภาพชั่วคราวกัน นักลงทุนจึงควรระมัดระวัง”    

ยันเงินบาทผันผวนยังไม่ใช่ปัญหากดดันส่งออก     

ขณะเดียวกันแนวโน้มค่าเงินบาทในปีนี้ ยังคงผันผวนต่อเนื่องจากปีก่อน โดยปีก่อนเงินบาทอ่อนค่าสูงสุดแตะระดับ 38 บาทต่อดอลลาร์ กลับมาแข็งค่าขึ้นที่ระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงนี้ และขณะนี้เงินบาทเริ่มจะกลับมาอ่อนค่าที่ระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์ อีกทั้งแนวโน้มครึ่งหลังปีนี้มีโอกาสเงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้นอีก ประเด็นนี้อาจเป็นภาพที่ทำให้ผู้ส่งออกกังวล

อย่างไรก็ตาม อยากชี้ให้เห็นว่า เดิมเงินบาทเทียบกับดอลลาร์ แข็งค่า 4%  ขณะที่เงินสกุลอื่นในภูมิภาคเทียบกับดอลลาร์ แข็งค่า 2%  ค่าเงินบาทอาจจะแข็งค่ากว่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาค แต่ตอนนี้เงินบาทกลับมาอ่อนค่าใกล้เคียงกับช่วงปลายปีก่อน เราอ่อนค่าแรงกว่าคนอื่น ดังนั้นประเด็นค่าเงินบาทตอนนี้ไม่ใช่ปัญหา น่าจะช่วยผู้ส่งออก มีขีดความสามารถในการแข่งขันได้บ้าง จากปัญหาหลักคือ เศรษฐกิจโลกแย่ลง ทำให้การส่งออกไทยชะลอตัว ติดลบมาหลายเดือนแล้ว  

ส่งออกกังวล แนะป้องความเสี่ยงค่าเงิน

อย่างไรก็ตามหากผู้ส่งออกกังวลเงินบาทที่แข็งค่าในช่วงครึ่งปีหลัง ก็ต้องเตรียมความพร้อมในการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ทั้ง ทำสัญญาซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศ (Forward) และทำ Natural Hedgeหักบัญชีรายรับ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีทั้งขานำเข้าและส่งออก มาช่วยบริหารความเสี่ยงดังกล่าว  

เพราะครึ่งหลังของปีนี้ เงินบาทยังมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าเร็วได้เมื่อเทียบกับสกุลอื่นในภูมิภาค จากการรายได้การท่องเที่ยวยังฟื้นตัวดี ชดเชยรายได้ส่งออกที่ชะลอตัวลงจากเศรษฐกิจโลกชะลอได้ 

จับตาต่างชาติเข้าเก็งกำไรค่าเงินบาท 

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ จึงยังมีโอกาสที่จะเห็นเงินลงทุนต่างชาติไหลกลับมาเก็งกำไรค่าเงินบาทได้ เช่นเดียวกับช่วงที่เงินบาทอ่อนค่า 38 บาทต่อดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าเร็วที่ 32 บาทต่อดอลลาร์ 

เชื่อว่า สถานการณ์เช่นนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงเข้ามาติดตามดูแลอยู่ เพื่อไม่ให้มีการเก็งกำไรค่าเงินบาทหรือ เงินบาทมีความผันผวนมากจนเกินไปเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นในภูมิภาคหรือทำให้ตลาดการเงินไทยสูญเสียเสถียรภาพไป  

“ตอนนี้อาจเป็นเทรนด์ดอลลาร์ไซด์เวย์ในเชิงแข็งค่าอยู่แต่ช่วงปลายไตรมาส 2 นี้ ต้องระวังมากขึ้น  จากข่าวตอนนี้ตลาดรับรู้ไปมากแล้ว แต่หากเฟดมีอะไรเซอร์ไพรส์ เงินเฟ้อยังไม่จบ ขยับขึ้นมากกว่า 5.50% จะน่ากังวล แต่หากเงินเฟ้อจบได้ เฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ยแรงอีกและยืนดอกเบี้ยค้างไว้นาน ตลาดน่าจะคลายกังวล ทำให้ปลายไตรมาส 2 น่าจะเห็นเงินลงทุนต่างชาติไหลกลับเข้ามาลงทุนในไทย”    

สรท.จับตาบาทผันผวนต่อเนื่อง

นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่าสถานการณ์ค่าเงินบาทในช่วงนี้ถือว่ามีความผันผวนมากทั้งไม่ว่าจะเป็นการแข็งค่าหรืออ่อนค่า ซึ่งเป็นตามที่สรท.เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ทำให้ต้องติดตามการเคลื่อนไหวของการไหลเข้าออกเงินทุนตลอด

สำหรับเงินบาทที่อ่อนค่าในช่วงนี้มาจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐที่ตัวเลขสำคัญออกมาค่อนข้างดีรวมถึงการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดทำให้เงินสกุลดอลลาร์แข็งค่าขึ้นและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ทำให้ปริมาณนักท่องเที่ยวเข้ามาประเทศไทยสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งค่าเงินบาทวันที่ 16 ก.พ.2566 ยังอยู่ในระดับที่แข่งกันกับคู่แข่งได้ แต่ต้องการให้มีการรักษาเสถียรภาพมากกว่านี้

ทั้งนี้แม้ว่าเงินบาทอ่อนค่าจะส่งผลดีต่อการส่งออกของไทย แต่ความผันผวนมีอยู่มากส่งผลต่อการกำหนดราคาสินค้าซึ่งผู้ประกอบการต้องติดตามสถานการณ์โลก อาทิ ภาวะเศรษฐกิจประเทศสำคัญนโยบายการเงินของธนาคารกลางแต่ละประเทศรวมถึงติดตามประเทศไทยโดยเฉพาะดุลบัญชีเดินสะพัดที่จะมีผลต่อค่าเงินบาทหลังจากนี้ และต้องมีการทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนด้วย

“ความผันผวนของเงินบาทน่าจะมีอย่างต่อเนื่องอีก 1 เดือน จากปัจจัยเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจโลกแต่ตอบยากว่าจะอ่อนค่าหรือแข็งค่าอย่างรวดเร็วขึ้นกับปัจจัยดังกล่าวดังนั้นผู้ส่งออกต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ซึ่งที่ผ่านมาผู้ส่งออกไทยปรับตัวรับมือกับความผันผวนของเงินบาทมาต่อเนื่อง“นายชัยชาญกล่าว

ผู้ส่งออกข้าวจี้ธปท.ดูแลเสถียรภาพค่าเงิน

นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ปี 2566สมาคมฯ ตั้งเป้าการส่งออกข้าวไว้ที่ 7.5 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 3,800 ล้านดอลลาร์โดยในเดือน ม.ค.2566 ไทยส่งออกได้ 706,380 ตัน และวันที่ 1-13ก.พ.2566 ส่งออกข้าวได้ปริมาณ 281,110 ตัน รวมถึงวันที่13 ก.พ.2566ส่งออกข้าวร่วม 987,491ตัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12.5% สาเหตุมาจากประเทศผู้นำเข้ายังคงมีสต็อกข้าวเหลืออยู่

สำหรับปัจจัยหลังที่มีผลต่อการส่งออกข้าวไทย คือเสถียรภาพของค่าเงินบาท โดยต้องการให้ภาครัฐหรือ ธปท. ให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพค่าเงินไม่ให้มีความผันผวนมาก เพราะการที่บาทแข็งหรือบาทอ่อนไม่ได้ส่งผลดีต่อการส่งออก ซึ่งสิ่งที่ผู้ส่งออกอยากได้คือความเสถียรของค่าเงินมากกว่า เพราะที่ค่าเงินแข็งค่าทุก 1 บาทมีจะผลต่อราคาข้าวตันละ 15 ดอลลาร์ โดยอัตราแลกเปลี่ยนที่ควรจะที่เหมาะสมควรอยู่ที่ระดับ 34-35 บาทต่อดอลลาร์ หรือก็ให้มีความผันผวนน้อยที่สุด