วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สรรพสามิตเล็งเก็บภาษีบนสินค้าปล่อยก๊าซคาร์บอน

สรรพสามิตเผยแผนศึกษาแนวจัดเก็บภาษีสินค้าปล่อยก๊าซคาร์บอน โดยศึกษาใน 2 รูปแบบอ้างอิงจากประเทศสิงคโปร์ คือ จัดเก็บบนสินค้า หรือ จัดเก็บจากกระบวนการผลิต เบื้องต้นคาดในแนวทางแรก มั่นใจผลศึกษาแล้วเสร็จภายในปีงบ 66

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมสรรพสามิต มีแผนที่จะศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีสินค้าที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2566 โดยได้นำแนวทางการจัดเก็บภาษีสินค้าดังกล่าวจากประเทศอื่นๆเข้ามาร่วมศึกษาเพื่อเป็นแนวทางด้วย

ทั้งนี้ กรณีศึกษาการจัดเก็บภาษีสินค้าปล่อยก๊าซคาร์บอน ดังกล่าว จากประเทศต่างๆ อาทิ สิงคโปร์มี 2 รูปแบบ คือ

1.จัดเก็บบนสินค้า

2.จัดเก็บจากกระบวนการผลิตสินค้า

ขณะที่ กลุ่มประเทศอียู ใช้วิธีการจัดเก็บจากกระบวนการผลิตสินค้าทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับการจัดเก็บภาษีบนสินค้านั้น โดยหลักการ คือ สินค้าใดที่ปล่อยก๊าซคาร์บอน ก็จะจัดเก็บภาษีสินค้านั้น ซึ่งแนวทางที่กรมฯมองว่า มีความเหมาะสมกับประเทศไทย เพราะเราก็เก็บภาษีจากราคาขายปลีกของสินค้า ดังนั้น ในเบื้องต้นหรือในระยะสั้น เราจะเลือกแนวทางการจัดเก็บภาษีในลักษณะนี้ อย่างไรก็ดี ในกฎหมายสรรพสามิตได้เปิดช่องไว้สำหรับการเพิ่มเติมสินค้าเข้ามาอยู่ในพิกัดภาษี

“ในเบื้องต้น หรือในระยะสั้น เราคงจัดเก็บภาษีบนสินค้าที่มีอยู่ในพิกัดภาษีสรรพสามิตก่อน เช่น สินค้าที่อยู่ในกฎหมายภาษีสรรพสามิต เรามีน้ำมัน แต่น้ำมันนั้น เราเก็บบนดีเซล เบนซิน และ ไบโอดีเซลแต่จริงๆไม่ได้ลิงค์กับตัวคาร์บอน ทั้งที่ผลิตภัณฑ์ปิโตเลียม มันคือ Carbon Base ฉะนั้น เราก็ศึกษาในต่างประเทศทั้งหมดว่า อะไรที่ปล่อยคาร์บอนเยอะก็เก็บภาษีเยอะ”

ส่วนการจัดเก็บภาษีจากกระบวนการผลิตนั้น เขากล่าวว่า แนวทางนี้ต้องใช้เวลาในการศึกษาและต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นๆด้วย โดยการจัดเก็บแนวทางนี้ จะต้องมีขั้นตอนการตรวจสอบว่ากระบวนการผลิตมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งต้องอาศัยหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญเข้าร่วมตรวจสอบ นอกจากนี้ ยังต้องอาศัยหน่วยงานอื่นเข้ามาช่วยจัดเก็บภาษีด้วย

“การเก็บจากกระบวนการผลิตนั้น จะต้องมีหน่วยวัด สมมติ ใครปล่อยคาร์บอนออกมาเท่าไหร่ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าไหร่ ก็เก็บเท่านั้น กรณีสิงคโปร์ใช้แบบนี้ เขาเก็บ 5 เหรียญสิงคโปร์ต่อคาร์บอนไดออกไซด์เมตตริกตัน ถือเป็นชาติเดียวในอาเซียนที่เก็บภาษีนี้ แต่บทเรียนที่เจอ คือ การจะเก็บภาษีได้ เขาทำคนเดียวไม่ได้ ของเขา ทางสรรพสามิตเขาไม่ได้เป็นคนเก็บ เขาให้กระทรวงสิ่งแวดล้อมเป็นคนเก็บ เพราะคนนี้เป็นคนวัดและส่งให้สรรพสามิต ฉะนั้น เราทำคนเดียวไม่ได้เมื่อเราเห็นภาพ เราก็เชิญหน่วยงานเหล่านี้มาหารือ ซึ่งผมได้ตั้งคณะทำงานและเชิญหน่วยงานเหล่านี้มาหารือร่วมกันแล้ว”

ทั้งนี้ กรณีการจัดเก็บภาษีคาร์บอนจากอียูและประเทศพัฒนาแล้ว คือ จัดเก็บภาษีจากการผลิตในประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งกรณีที่มีการจัดเก็บจากสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศด้วย เป็นเพราะทางอียูกังวลว่า ภาคธุรกิจในประเทศจะย้ายฐานไปลงทุนต่างประเทศและส่งสินค้าเข้ามาแทน จึงได้ออกกติกาเก็บภาษีศุลกากรด้วย โดยเบื้องต้น กำหนดในสินค้า 5 ชนิด อาทิ ปูนซีเมนต์ เหล็ก อลูมิเนียม และไฟฟ้า

“ทางอียูและประเทศที่พัฒนาแล้ว เขาก็ออกกติกาว่า ถ้าใครจะส่งสินค้าเหล่านี้มาในประเทศเขา จะต้องโดนเก็บภาษี โดยต้องพิสูจน์ว่า การผลิตสินค้านั้นๆมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนเท่าไหร่ ซึ่งก็ต้องพิสูจน์ทราบด้วย ดังนั้น กรณีการจัดเก็บภาษีแบบนี้ เราก็ต้องตั้งทีมไปศึกษา เพราะเราทำคนเดียวไม่ได้ อย่างสิงคโปร์กว่า เขาจะเก็บได้ เขาทำมา 8 ปีที่แล้ว ซึ่งสิงคโปร์เขาแนะนำว่า ต้องสร้างการเรียนรู้มาก คนเสียต้องเต็มใจ และต้องมีบริษัทโดยนักวิทยาศาสตร์เป็นคนวัดค่าคาร์บอนด้วย”

เขายังกล่าวด้วยว่า แนวทางการจัดเก็บภาษีสินค้าที่อยู่ในพิกัดสรรพสามิตนั้น เราจะให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้น สินค้าใดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ สินค้าใดที่เราต้องการให้มีการส่งเสริม เราก็มีแนวทางในการลดภาษีให้ ในทางกลับกัน สินค้าอะไรที่เราไม่ได้มีการส่งเสริม เราก็จะจัดเก็บภาษีมากขึ้น เป็นต้น

“ผมได้ให้นโยบายแก่เจ้าหน้าที่ว่า ต่อไปนี้ สรรพสามิตก็จะทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ด้วย เมื่อบทบาทเปลี่ยน เราก็ต้องสนับสนุนหนุนให้คนหันมาใช้สินค้าประหยัดพลังงานกันมากขึ้น”

เขากล่าวว่า สำหรับสินค้าแบตเตอรี่นั้น เป็นหนึ่งในสินค้าที่เราต้องการส่งเสริม เพื่อให้สอดคล้องกับแนวนโยบายการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ในประเทศ ดังนั้น กรมฯจึงมีแผนที่จะลดอัตราภาษีให้สำหรับผู้ประกอบการที่ลงทุนผลิตในประเทศ แต่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมกับหน่วยงานอื่น อย่างไรก็ดี กรมฯจะกำหนดเงื่อนไขด้วยว่า ผู้ผลิตจะต้องมีแผนการรีไซเคิลสินค้าร่วมอยู่ด้วย

“กรณีสินค้าแบตเตอรี่นั้น น่าจะเห็นแนวทางชัดเจนภายในปีนี้ และอาจจะให้เวลาผู้ประกอบการเตรียมตัวซัก 1 ปี ปัจจุบันจัดเก็บที่ 8% ซึ่งเราก็อยากลดลงมาสำหรับการส่งเสริมการลงทุน แต่ต้องมีแผนในการรีไซเคิลด้วย เพราะถ้าไม่คิดล่วงหน้า สิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2030 คือ จะมีรถอีวีถึง 7.5 แสนคัน ฉะนั้น เราก็จะมีขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก ถ้าผู้ผลิตมีแผนรีไซเคิล ภาษีก็จะถูกลง แต่อาจจะเก็บภาษีมากขึ้นสำหรับคนที่ไม่มีแผนรีไซเคิล ทั้งนี้ เมื่อเราลดภาษีแบตเตอรี่ลงแล้ว ราคารถอีวีก็ควรจะปรับลดลงด้วย”