ผู้ว่าธปท.ชี้ เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวต่อเนื่อง ระดับ 3.3% ปีนี้ และปีหน้าที่ 3.8% ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย ความผันผวนในตลาดการเงินยังมีต่อเนื่อง ย้ำยังจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินค่อยเป็นค่อยไป มั่นใจเงินเฟ้อกลับเข้ากรอบปีหน้าที่ 1-3%
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุมิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวภายใน งานสัมมนาวิชาการ ธปท.สำนักงานภาคเหนือ Moving beyond the curve : ก้าวข้ามความท้าทาย สู่อนาคตเศรษฐกิจการเงินใหม่ภาคเหนือ ว่า หากดูแนวโน้มภาพรวมเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยอยู่ในขาที่กำลังฟื้นตัวต่อเนื่อง ท่ามกลางกระแสโลกที่กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย
แต่ยังเชื่อว่า การฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยโดยรวม ยังเป็นไปได้ต่อเนื่องทำให้เชื่อว่า น่าจะเห็นการขยายตัวเศรษฐกิจหรือจีดีพีปีนี้ที่ระดับ 3.3% และปีหน้าที่ 3.8% ดังนั้นคาดว่า เศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับไปฟื้นตัวเท่ากับระดับก่อนโควิดได้ในปลายปีนี้ หรือต้นปี 2566
ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่อเนื่องแต่ไม่ได้เร็ว และค่อนข้างช้า หากเทียบกับประเทศอื่นๆ เพราะประเทศไทยได้รับผลกระทบหนักจากโควิด-19 จากการที่พึ่งพาการท่องเที่ยวมาก จากระดับ 40 ล้านคนต่อปี มาเหลือเพียงหลักแสนคนในช่วงโควิด
ดังนั้นปัจจัยพยุงเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวต่อเนื่องได้หลักๆ มาจากการบริโภคในประเทศที่ฟื้นตัว มาสู่ระดับ 5% ปีนี้ และปีหน้าที่ระดับ 3% เหล่านี้มาจาก รายได้คนที่เริ่มกลับมาดีขึ้น ทั้งในและนอกภาคการเกษตร รวมถึงการท่องเที่ยวที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวต่อเนื่อง ขณะที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงอย่างชัดเจน จึงเป็นเหตุผลสำคัญให้ธปท.มีการปรับลดประมาณการส่งออกลดลง ปีนี้ 8%และปีหน้าลดลงเหลือ1% ให้สอดคล้องกับการชะลอตัวของโลก ดังนั้นสิ่งที่จะตามมาคือ ความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุนที่จะมีมากขึ้นแน่นอน
ย้ำนโยบายการเงินค่อยเป็นค่อยไป
ดังนั้น เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง การดำเนินนโยบายการเงินของธปท. ยังต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้การฟื้นตัวเศรษฐกิจไปได้ต่อเนื่องไม่สะดุด ทำให้การ take off สมูทและไปได้ต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ปัจจัยที่จะทำให้เศรษฐกิจไทย ไม่เกิดการฟื้นตัวต่อเนื่อง และเติบโตเหมือนที่คาดการณ์ จะมาเงินเฟ้อเป็นสำคัญ เพราะการที่อัตราดอกเบี้ยของไทยต่ำมากเป็นเวลานาน การทำนโยบายการเงินที่ผ่อนปรน อาจไม่เหมาะกับบริบทเศรษฐกิจปัจจุบัน
ดังนั้นการที่เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมาทำให้ กนง.จำเป็นต้องปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น แต่การขึ้นดอกเบี้ย ยังขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจไทย
“การดำเนินนโยบายการเงิน ต้องให้เหมาะสมกับบริบทที่เราเจอ คือ ขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปทีละ 0.25% ไม่เหมือนต่างประเทศที่ขึ้นครั้งละ 0.75% แต่บริบทเราไม่เหมือนต่างชาติ ไม่จำเป็นต้องขึ้นแรง แต่หากบางช่วงที่มีสัญญาณบอกว่าให้หยุดขึ้นดอกเบี้ยเราก็หยุดได้ หรือหากบางช่วงต้องขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า0.25% ต้องขึ้น 0.50% ก็ต้องขึ้น ดังนั้นเราต้องปรับให้เหมาะกับบริบทเรา วันนี้เราเหมือนคนไข้ที่เริ่มฟื้นตัว ที่มีทั้งอาการของเงินเฟ้อ หนี้ครัวเรือนสูง เศรษฐกิจฟื้นช้า สุดท้ายค่าเงินอ่อนค่า ที่เป็นอาการหลายๆอย่างพร้อมกัน ดังนั้นการทำนโยบายการเงินต้องดูองค์รวม ไม่ได้คิดเฉพาะจุดใดจุดหนึ่ง โดยไม่คิดถึงผลข้างเคียงไม่ได้”
มั่นใจเงินเฟ้อกลับเข้ากรอบปีหน้า1-3%
ด้านเงินเฟ้อ ที่ผ่านมาอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย ปรับตัวสูงระดับ 8-9% แทบจะเป็นระดับสูงสุดของภูมิภาค ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำ คือการเอาเงินเฟ้อลงมา เพราะหากเงินเฟ้ออยู่ยาว จะส่งผลไม่ได้ และฝังรากลึก ทำให้เกิดวงจรอุบาทว์ที่เรียกว่า Wage-price Spiral ได้
ดังนั้นสิ่งสำคัญคือกนง.ต้องแสดงความมุ่งมั่น หรือ commitment ในสิ่งที่ไม่อยากเห็น จึงนำมาสู่การปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ภายใต้การคำนึงถึงผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น แต่โดยรวมการขึ้นดอกเบี้ย มีผลกระทบน้อยกว่า การปล่อยให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ที่จะเป็นภาระต่อประชาชนเพิ่มขึ้นถึง 7เท่า มากกว่าการผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ย เพราะหนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่กว่า 60% เป็นดอกเบี้ยคงที่ ดังนั้นผลกระทบน้อยกว่า การปล่อยให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น
“เราไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยแรงๆ เพื่อเอาเงินเฟ้อให้อยู่ ไม่จำเป็น เพราะวันนี้เงินเฟ้อผ่านจุดพีคไปแล้วเมื่อไตรมาส3ที่ผ่านมา และเริ่มเห็นเงินเฟ้อชะลอตัวลง และคาดว่าเงินเฟ้อไทย จะสามารถเข้าสู่กรอบได้ปีหน้า ซึ่งระดับ1%คงไม่เห็นแน่ แต่จะลงมาอยู่ที่ระดับกว่า 2% และยังอยู่ในกรอบที่ 1-3%"
ส่วนต่างดอกเบี้ยไม่ส่งผลเงินไหลออก
สำหรับค่าเงินบาทช่วงที่ผ่านมาที่อ่อนค่า หลักๆ มาจากปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก ทั้งจากค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น บวกกับค่าเงินหยวนที่อ่อนค่า โดยหากดูการแข็งค่าของดอลลาร์ในปัจจุบันแข็งค่าขึ้น10-11% ขณะที่เงินบาทอ่อนค่าปีนี้อยู่ที่ 7 % อ่อนค่าน้อยกว่าประเทศอื่นๆ
ดังนั้นการอ่อนค่าของเงินบาท ไม่ได้มาจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย เพราะหากดูเงินทุนไหลเข้าไหลออก พบว่าวันนี้ ต่างชาติยังซื้อสุทธิในสินทรัพย์ไทยตั้งแต่ต้นปี จนถึงปัจจุบัน 6พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่าการเคลื่อนย้ายเงินทุน ไม่ได้มาจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเป็นหลัก
อีกทั้ง สะท้อนว่า ประเทศไทยมีเสถียรภาพ เพราะค่าเงินบาทไม่ได้อ่อนค่ามาก หากเทียบกับประเทศอื่นๆ ภายใต้เสถียรภาพด้านต่างประเทศที่ค่อนข้างดี ทุนสำรองสูง หนี้ต่างประเทศต่ำ
“ปีหน้า จะเห็นข่าวไม่ดี หลายเรื่อง โลกชะลอตัว ภาวะความผันผวนในตลาดการเงิน จะฟังดูรุนแรง เพราะโลกเสพติดกับดอกเบี้ยต่ำมานาน และสภาพคล่องล้น แต่วันนี้เมื่อน้ำลด ตอเริ่มผุด ตัวอย่างที่เห็นชัดในอังกฤษ ที่ตลาดพันธบัตรผันผวนสูง ค่าเงินปอนด์ลดลงวันเดียว 5% ดังนั้นเหล่านี้ คือ ตัวบ่งชี้ ว่าจะเห็นพวกนี้อีกเยอะ จะมีมาอีกปีหน้า แต่สบายใจระดับหนึ่ง ว่าภาพรวมของไทย การฟื้นตัวของเรา ยังฟื้นตัวได้อยู่ ความสามารถของเราที่จะรับช็อกต่างๆ เทียบกับประเทศอื่นๆ ถือว่าเป็นค่อนข้างดี เราทนทาน สามารถรองรับความเสี่ยงได้ดี เพราะเรามีเสถียรภาพ”
ไอเอ็มเอฟเผยศก.โลกมีแนวโน้มซบเซา
ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกนั้น มาจากการที่ธนาคารทั่วโลกใช้นโยบายคุมเข้มด้านการเงิน และเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นเป็นวงกว้าง รวมทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนปัญหาห่วงโซ่อุปทาน และความไม่มั่นคงด้านอาหาร อันมีสาเหตุมาจากการที่รัสเซียส่งทหารเข้าทำสงครามในยูเครน
เมื่อเดือนต.ค. ที่ผ่านมา ไอเอ็มเอฟ ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2566 ลงสู่ระดับ 2.7% จากเดิมที่ระดับ 2.9%
ไอเอ็มเอฟ เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวบนเว็บบล็อกก่อนการประชุม G20 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศอินโดนีเซีย โดยไอเอ็มเอฟ ระบุว่า ดัชนี PMI ทั้งภาคการผลิตและภาคบริการของประเทศส่วนใหญ่ในกลุ่ม G20 ชะลอตัวลง และบางประเทศดัชนีอยู่ในภาวะหดตัว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นอย่างมาก
“ดัชนี PMI ของกลุ่มประเทศ G20 ปรับตัวลดลงเป็นส่วนใหญ่ และบางประเทศอยู่ในภาวะหดตัว หลังจากที่มีขยายตัวเมื่อต้นปีนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างมากทั้งในปัจจุบันและในอนาคตอันใกล้” ไอเอ็มเอฟ ระบุ
นอกจากนี้ รายงานของไอเอ็มเอฟ ยังระบุว่า วิกฤติพลังงานที่เลวร้ายลงในยุโรปจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ โดยเงินเฟ้อที่สูงเป็นเวลานานอาจกระตุ้นให้ธนาคารกลางปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายมากกว่าที่คาดการณ์ไว้





