วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

“อาคม” ชี้ไทยต้องประคองเศรษฐกิจเชื่อเฟดยังไม่หยุดขึ้นดอกเบี้ย

“อาคม” ประเมินเฟดยังไม่หยุดปรับขึ้นดอกเบี้ย ชี้ไทยต้องประคองเศรษฐกิจ ส่วนการปรับดอกเบี้ยนโยบายของไทยขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ ธปท.สั่งแบงก์รัฐตรึงดอกเบี้ยกู้ให้นานที่สุดพร้อมจัดมหกรรมแก้หนี้ หวั่นทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นกระทบการชำระหนี้

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.75% ว่า ต้องยอมรับว่า ทางสหรัฐเองยังไม่มีนโยบายที่จะหยุดการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว หรืออย่างน้อย 2 ครั้ง ฉะนั้น ในแง่ของการดูแลเศรษฐกิจไทยนั้น เราก็ต้องประคองเศรษฐกิจไปให้ได้ ส่วนดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะต้องปรับขึ้นตามหรือไม่นั้น จะต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)

ในแง่ของการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นนั้น ในส่วนของแบงก์รัฐเองก็พยายามตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้นานที่สุด ซึ่งรัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง ก็ทำได้ประมาณนี้ ขณะเดียวกัน ทางธปท.เองก็จะต้องเข้าไปดูว่า ผลกระทบจะเกิดขึ้นกับใครบ้าง เพื่อเข้าไปบรรเทาผลกระทบเพราะเศรษฐกิจของเราอยู่ในช่วงของการฟื้นฟู 

ทั้งนี้ ในช่วงที่เกิดโควิดนั้น ทำให้ประชาชน และธุรกิจขาดรายได้ กระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ให้ต่ำลง และแม้ว่า ขณะนี้ เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นแล้ว แต่ปัญหาหนี้ยังมีอยู่ จึงจำเป็นที่รัฐจะต้องเข้าไปช่วยแก้ไข 

“แบงก์รัฐเองก็พยายามดูแลลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หนี้เสียของแบงก์รัฐเองสูงกว่าแบงก์เอกชน เพราะรัฐได้เข้าไปช่วยเหลือมาตลอดทั้งการพักหนี้ต่างๆ ก็ถือเป็นเครื่องมือ แต่ในส่วนของแบงก์เอกชน ก็เป็นเรื่องของการทำธุรกิจ แต่เขาก็ป้องกันความเสี่ยงหมด ส่วนแบงก์รัฐนั้น รัฐก็ได้เข้าไปช่วยชดเชยเพื่อให้ต้นทุนต่ำ”

อย่างไรก็ตาม เรื่องของวินัยการเงินของผู้กู้นั้น ทางกระทรวงการคลังก็พยายามเข้าไปส่งเสริมให้มีความเข้มงวดในแง่ของผู้กู้เอง พร้อมแนะนำว่า เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นแล้วก็ต้องปรับตัวเพื่อสร้างรายได้ให้กลับมากรณีที่อาจต้องมีการเปลี่ยนแปลงอาชีพที่ดีขึ้นก็ควรทำ

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้จัดมหกรรมรวมใจแก้หนี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของปีแห่งการแก้ไขหนี้ของรัฐบาลโดยจะจัดขึ้น 5 ครั้งทั่วประเทศ มีแบงก์รัฐทุกแห่งเข้าร่วมโครงการ ลูกหนี้สามารถเข้าร่วมได้ภายในงานหรือที่สาขาของแบงก์รัฐที่เป็นเจ้าหนี้ โดยครั้งแรกจัดขึ้นที่เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 4-6 พ.ย.นี้ ครั้งที่สองจัดที่จ.ขอนแก่น ระหว่างวันที่ 18-20 พ.ย.นี้ ครั้งที่สามจัดที่ จ.เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 16-18 ธ.ค.นี้ ครั้งที่สี่จัดที่จ.ชลบุรี ระหว่างวันที่ 20-22 ธ.ค.นี้ และครั้งที่ห้าจัดที่ จ.สงขลา ระหว่างวันที่ 27-29 ม.ค.66

“ทุกแบงก์จะมีมาตรการที่เข้ามาช่วยเหลือลูกหนี้ผ่านการพักชำระหนี้ ลดดอกเบี้ย การเติมสินเชื่อใหม่ และ การฝึกอาชีพ แน่นอนว่า หนี้ที่มีอยู่นั้น ไม่ได้หมดไป ส่วนหนึ่งเพราะเรายืดหนี้ และเติมสินเชื่อให้ แต่สถานะหนี้โดยรวมจะดีขึ้น”

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า การจัดมหกรรมแก้ไขหนี้ดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าภาพรวมของหนี้เสียเพิ่มขึ้นหรือมีปัญหา แต่เป็นการเข้าไปช่วยเหลือการแก้ไขหนี้ครัวเรือนให้มีสถานะที่ดีขึ้น ดังนั้น จึงอยากเชิญชวนลูกหนี้ทุกรายที่กำลังประสบปัญหาให้เข้ามาหารือกับธนาคารรัฐทุกแห่ง ทั้งนี้ ในส่วนของธนาคารนั้น นอกจากจะมีการผ่อนปรนเรื่องการชำระหนี้แล้ว ยังมีการเติมเงินสินเชื่อให้อีกรายละ 2 หมื่นบาท ดอกเบี้ยต่ำเพียง 0.35%ต่อเดือน โดยไม่ต้องมีหลักประกัน และปลอดเงินต้น 6 เดือนแรก

ด้าน นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)กล่าวว่า ในภาพรวมหนี้เสียของระบบสถาบันการเงิน ณ กลางปีนี้นั้น ยังถือว่า ทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมียอดหนี้เสียจำนวน 8.5 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 3.47% ของสินเชื่อคงค้าง 24 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้ เป็นหนี้เสียของแบงก์เอกชน 5.2 แสนล้านบาท หรือ 3% ของสินเชื่อรวม ส่วนแบงก์รัฐมีหนี้เสีย 3 แสนล้านบาท หรือ 5% ของสินเชื่อรวม

ทั้งนี้ จากการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแก้ไขหนี้ผ่านเว็บไซต์นั้น ทาง ธปท.รายงานว่า มีลูกหนี้เข้ามาลงทะเบียนเพื่อขอร่วมโครงการจำนวน 9.5 หมื่นคน ในจำนวนนี้ มีความประสงค์เข้าร่วมมหกรรมแก้ไขหนี้ครั้งแรกจำนวน 3.5 หมื่นคน อย่างไรก็ดี ทางกระทรวงการคลังไม่สามารถประมาณการได้ว่า จะมีจำนวนลูกหนี้เข้าร่วมงานมหกรรมแก้หนี้ทั้งหมดกี่ราย

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์