ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คงจีดีพีปี 65 โต 2.9%และปี 66 โต 3.2-4.2% หวังพึ่งแรงขับเคลื่อนท่องเที่ยว ท่ามกลางความกังวลศก. ถดถอยเริ่มเพิ่มขึ้นหลายประเทศ คาดผลประชุมกนง. ช่วงบ่ายวันนี้ หากขึ้นดบ.0.25% จะเห็นทั้งฝั่งเงินกู้มาตรฐาน-เงินฝากประจำของแบงก์ ขยับขึ้นราว 0.125-0.25%
นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ปลายปี 2565 ต่อช่วงต้นปีหน้า เศรษฐกิจสหรัฐฯ คงเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิคอีกครั้ง (Technical Recession) เช่นเดียวกับเศรษฐกิจยุโรปที่คงจะเห็นภาวะดังกล่าวที่จีดีพีหดตัวจากไตรมาสก่อนหน้า (Quarter-on-Quarter Contraction) ติดต่อกันเป็นระยะเวลาสองไตรมาส ซึ่งทำให้การฟื้นตัวของไทยคาดหวังแรงส่งจากฝั่งการส่งออกได้ลดลง นอกจากนี้ สถานการณ์เงินเฟ้อโลกจะยังไม่ลดลงเร็ว โดยได้รับแรงกดดันจากปัญหาการเมืองระหว่างประเทศที่ยืดเยื้อ
ดังนั้น เศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2565 ต่อเนื่องถึงปี 2566 จึงต้องพึ่งพาแรงส่งจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวในปีนี้ไว้ที่ 9.75 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 7.2 ล้านคน ขณะที่ปี 2566 จำนวนนักท่องเที่ยวคาดว่าจะขยับขึ้นมาที่ 13.0-20.0 ล้านคน ซึ่งยังต่ำกว่าช่วงก่อนวิกฤตโควิดที่ 40 ล้านคนอย่างมีนัยสำคัญ
โดยรวมแล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงยังคงประมาณการจีดีพีของปี 2565 ไว้ที่ 2.9% แม้ในปี 2566 จีดีพีจะขยายตัวเร่งขึ้นมาที่กรอบร้อยละ 3.2-4.2% แต่ก็ยังมีหลายปัจจัยเสี่ยงให้ติดตามทั้งเงินเฟ้อ การขึ้นดอกเบี้ย และภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าหลายประเทศ
ส่วนด้านแนวโน้มดอกเบี้ยนั้น คาดว่า เฟดจะเดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องในการประชุมอีก 2 ครั้งที่เหลือของปีนี้ และอาจลากไปถึงช่วงแรกของปีหน้า ขึ้นกับระดับความแรงของอัตราเงินเฟ้อและขนาดการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในแต่ละครั้งของเฟด
ขณะที่ อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยคงปรับขึ้นต่อเนื่องไปถึงไตรมาสแรกของปี 2566 เป็นอย่างน้อย แต่ในขนาดการปรับขึ้นที่ค่อยเป็นค่อยไป
"คาดว่า ผลการประชุมกนง. หากขึ้นดอกเบี้ยที่ 0.25% และไม่เป็นมติเอกฉันท์ ยิ่งเพิ่มน้ำหนกความกังวัลบาทอ่อนค่ามากขึ้น ซึ่งยังต้องรอประเมินสถานการณ์ผลต่อตลาดหลังจากนั้น และธปท.อาจจะต้องพิจารณาการปรับดอกเบี้ยแรงขึ้นในระยะข้างหน้า"
ส่วนเงินบาทในช่วงที่เหลือของปี 2565 นี้ คาดว่าจะยังเคลื่อนไหวในกรอบที่อ่อนค่า ตราบใดที่เงินดอลลาร์ฯ มีแรงหนุนจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด
นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า สัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.ดังกล่าว ผนวกกับนโยบายการปรับอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนฟื้นฟูฯ กลับมาที่ 0.46% ตั้งแต่ต้นปี 2566 นั้น คงทำให้ธนาคารพาณิชย์ทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำและเงินกู้มาตรฐานตาม แม้ว่าสภาพคล่องจะอยู่ในระดับสูง
ทั้งนี้ หากผลการประชุม กนง. ในช่วงบ่ายวันนี้ ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายที่่ระดับ 0.25% คาดว่า จะเห็นทั้งฝั่งเงินกู้มาตรฐานและเงินฝากประจำ ปรับดอกเบี้ยขึ้นตามในกรอบ 0.125-0.25%
แต่การขยับขึ้นดอกเบี้ยตามของธนาคารพาณิชย์นั้นจะช้าหรือเร็ว และขึ้นในอัตราดอกเบี้ยเท่าไหร่นั้น แล้วแต่การพิจารณาของธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่ง ซึ่งมีต้นทุนทางการเงินและโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อและเงินฝากที่แตกต่างกัน
ขณะที่ แม้มองว่า อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะไม่ส่งผลให้เกิดภาวะการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วของหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL Cliff) เนื่องจากธนาคารพาณิชย์เร่งปรับโครงสร้างหนี้และบริหารจัดการหนี้ในเชิงรุก แต่ประเด็นเรื่องคุณภาพหนี้และการช่วยเหลือลูกค้า ก็ยังต้องจับตามองอย่างต่อเนื่อง
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์สัดส่วนหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) ต่อสินเชื่อรวมของระบบธนาคารพาณิชย์อยู่ในกรอบ 2.90-3.10%ภายในสิ้นปีหน้า เทียบกับ 2.88% ณ สิ้นไตรมาส 2 ของปี 2565
นางสาวธัญญลักษณ์ กล่าวว่า ทางด้านคุณภาพหนี้ภายใต้ภาวะดอกเบี้ยเริ่มขึ้น น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะสินเชื่อรายย่อยทุกตัว ไม่ว่าจะเป็น บัตรเครติต บุคคล บ้าน รถยนต์ ที่คาดว่า NPL น่าจะทรงตัวและเพิ่มขึ้นในปีหน้า
"จากสถานการณ์โควิดทำให้สัดส่วนหนี้ต่อรายได้ของรายย่อยเพิ่มขึ้น และขณะนี้สถานการณ์รายได้ก็ไม่ดีมาก ทำให้มีการรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้มากในหลายกลุ่ม ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดขณะที่แต่แบงก์หลังจากนี้ต้องกลับเข้าไปติดตามการปรับโครงสร้างหนี้เชิงลึก เพื่อยังให้มีความสามารถชำระหนี้แต่ละเดือนต่อได้ เช่น ยืนระยะเวลาชำระหนี้นานขึ้นอีก จุดนี้อาจทำให้การลดภาระการตั้งสำรองฯ ของแบงก์อาจไม่ได้ลดลง"
ส่วนแนวโน้มสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย คาดว่าจะขยายตัวในกรอบร้อยละ 4.5-6.0 ในปี 2566 เทียบกับประมาณร้อยละ 5.0 ในปีนี้ ซึ่งถือว่าไม่ได้สูงมาก ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ยังมีอยู่มาก
สำหรับภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ในช่วงที่เหลือของปีนี้และปี 2566 นั้น การอ่อนค่าของเงินบาท 10-15% จะกระทบต้นทุนนำเข้าภาคอุตสาหกรรมเฉลี่ยประมาณร้อยละ 2.2%
นางสาวเกวลิน รองกรรมการผู้จัดการ มองว่า ยังเผชิญสภาวะที่ท้าทายอยู่มาก โดยเฉพาะจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจหลักในโลกที่เป็นประเทศคู่ค้าหลักของไทย ทำให้อุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออกอาจไม่ได้รับอานิสงส์จากเงินบาทอ่อนค่าอย่างเต็มที่
สำหรับภาคการท่องเที่ยวก็เช่นกัน ตลาดนักท่องเที่ยวหลักที่เดินทางมา เผชิญปัญหาค่าเงินที่อ่อนและบางประเทศเผชิญความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย ประกอบกับราคาพลังงานที่สูงดันค่าโดยสารเครื่องบินและค่าใช้จ่ายรายการอื่นๆ ให้แพงขึ้น ซึ่งล้วนแล้วแต่มีผลต่อการตัดสินใจเดินทางหรือใช้จ่าย
ขณะที่ การอ่อนค่าของเงินบาท 10-15% จะกระทบต้นทุนนำเข้าภาคอุตสาหกรรมเฉลี่ยประมาณร้อยละ 2.2% ดังนั้น จึงเป็นโจทย์ที่ภาคอุตสาหกรรมต้องเตรียมตัวรับมือ เส้นทางของการฟื้นตัวในปีหน้าจึงยังไม่ถือว่าราบรื่นนัก





