กสิกรไทย มองเฟดใช้ยาแรงขึ้นดบ. ฉุดสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง คาดตลาดผันผวนอีก 1 เดือนข้างหน้า บาทเสี่ยงอ่อนค่าแตะ 38 บาทต่อดอลลาร์ จับตาเฟดเปลี่ยนท่าทีประชุมรอบหน้า มองสิ้นปีเงินบาทพลิกแข็งค่า 35-37บาทต่อดอลลาร์ กนง.ขึ้นดบ.อีกไม่เกิน 0.5% คุมเงินบาทไม่อ่อนเกินไป
นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวถึงเรื่อง “ดอกเบี้ยขาขึ้น เศรษฐกิจถดถอย (Recession) และการรับมือกับตลาดที่ผันผวน” ว่า หลังผลการประชุมเฟด ล่าสุดที่ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.75% ไปอยู่ที่กรอบ 3.00-3.25% และยังส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยแบบแข็งกร้าวต่อเนื่องอีกในรอบการประชุมถัดๆไป เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
เรามองว่า เฟดใช้ยาแรงมากกว่าโรค ยิ่งเป็นผลร้ายต่อเศรษฐกิจสหรัฐเร่งภาวะถดถอยแท้จริงชัดเจนหรือรุนแรงขึ้น เพราะยิ่งดอลลาร์แข็งค่ามากขึ้น ยิ่งกดดันบริษัทจดทะเบียน(บจ.) ของสหรัฐที่ต้องดึงกำไรจากการลงทุนในต่างประเทศกลับมาลดลงหรือขาดทุนได้จากอัตราแลกเปลี่ยน เงินเฟ้อสหรัฐมีโอกาสติดลบ และยิ่งเป็นการโจมตีเงินออมของคนสหรัฐเอง ขณะเดียวกันเมื่อเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐมีปัญหา จะกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัวหรือถดถอยเช่นกัน
ดังนั้น ความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่และตลาดการลงทุน ยังมองว่า ท่าทีของเฟดมีโอกาสที่จะกลับลำเปลี่ยนสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเป็นแบบผ่อนคลายลงในการประชุมเฟดรอบหน้าเดือนพ.ย. นี้ โดยยังต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่จะทยอยออกมาหลังจากนี้ โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรและเงินเฟ้อสหรัฐ ที่อาจชะลอตัวลง
ผันผวนอีก 1 เดือน ดอลลาร์แข็งค่า
กดบาทอ่อน 38 บาทต่อดอลลาร์
นายกอบสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น ตลาดการเงินและการลงทุน ช่วงซึมซับปัจจัยลบจากผลการประชุมเฟดรอบนี้ กดดันตลาดผันผวนในระยะ 1 เดือนข้างหน้า จะเห็นเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง
จากนักลงทุนส่วนใหญ่มีสถานะซื้อดอลลาร์และถือดอลลาร์ เพื่อรอขายทำกำไร กดดันเงินสกุลทั่วโลกแข็งค่าขึ้นได้ ทำให้เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าไปทดสอบแนวต้านระดับ 38 บาทต่อดอลลาร์ได้ และแนวรับแข็งค่าที่ระดับ 36.65 บาทต่อดอลลาร์
แต่อย่างไรก็ตาม ทิศทางการอ่อนค่าของเงินบาทในสัปดาห์หน้า เราคาดว่าจะผ่อนคลายการอ่อนค่าลงได้ ทดสอบระดับ 37 บาทต่อดอลลาร์ จากการที่น่าจะเห็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ในการประชุมกนง.รอบนี้ อีก 0.25% จากปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับ 0.75% โดยเราได้ปรับมุมมองดอกเบี้ยนโยบายสิ้นปีนี้ จาก 1% มาเป็น 1-1.25% จากท่าทีขึ้นดอกเบี้ยของเฟดที่เปลี่ยนไปรอบนี้
ขณะที่สิ้นปีนี้ เรายังคงมุมมองค่าเงินบาทไว้ที่ 35-37 บาทต่อดอลลาร์ เงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าที่ระดับ 35 บาทต่อดอลลาร์ จากปัจจัยหลัก เศรษฐกิจสหรัฐ มีสัญญาณเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรงมากขึ้น และเฟดมีท่าทีขึ้นดอกเบี้ยน้อยลง เช่น 0.5% น่าจะเป็นสัญญาณที่ตลาดรอตอบ ฟันด์โฟลว์ไหลกลับเข้าตลาดเอเซียและไทย
ทั้งนี้ ต่างชาติยังคงมองประเทศไทย เป็นตลาดปลอดภัยเหมือนกัน จากเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว หากเห็นจีดีพีปีนี้ขยายตัวที่ 2% ได้ การท่องเที่ยวที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง แม้การส่งออกยังชะลอตัวลง รวมถึงดุลบัญชีเดินสะพัดปรับตัวดีขึ้น และมองว่า เงินบาทอ่อนค่าต่ำกว่า 37 บาทต่อดอลลาร์ ถือเป็นการช่วยผู้นำเข้าในเรื่องของการลดภาระต้นทุนค่าน้ำมัน
" เราอาจจะต้องกัดฟัน ขยับดอกเบี้ยขึ้นเพื่อไม่ให้ส่วนต่างดอกเบี้ยเฟดกับดอกเบี้ยไทยมีส่วนต่างมากเกินไป เพราะส่วนต่างดอกเบี้ยเฟดที่สูงมากกว่าดอกเบี้ยไทยทุก ๆ 0.25% จะกดเงินบาทอ่อนค่าลงราว 0.38 บาท น่าจะเห็นกนง. ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือปีนี้ไม่เกิน 0.5%
เรามองว่า การขึ้นดอกเบี้ยของธปท. น่าจะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป เป็นการปรับขึ้นแบบรักษาตามอาการไปก่อน เก็บกระสุนไว้ก่อนและทางการน่าจะขอให้ยังไปไม่ส่งผ่านต้นทุนดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้นไปยังลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ เพราะหนี้ครัวเรือนยังสูงและเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว
"ทางด้านการแทรกแซงค่าเงิน มองว่าเป็นหน้าที่ของพี่ใหญ่อย่างธนาคารกลางญี่ปุ่นและจีนมากกว่า แต่ธปท.อาจจะเข้ามาดูแลในบางช่วงไม่ให้เงินบาทผันผวนอ่อนค่าระหว่างวันมากเกินไป และหากเงินบาทต่ำกว่า 37 บาทต่อดอลลาร์ มองว่าเป็นเรื่องที่ดี ในทางกลับกันช่วยบรรเทาตันทุน ผู้นำเข้า โดยฉพาะ ราคาน้ำมันและคุมเงินเฟ้ออ้อมหากเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้น"





