วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

วัดใจ กนง. ปรับทิศทางดอกเบี้ยท่ามกลางเงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจดิ่งปีหน้า

วัดใจ กนง.ปรับทิศทางดอกเบี้ยหรือไม่ปีหน้า หลังนักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ดอกเบี้ยเพิ่มต่อเนื่อง เกินกรอบเป้าหมาย ธปท. ส่งผล ธปท.อาจต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้น ภายใต้แรงกดดันจากเศรษฐกิจไทยที่มีความเสี่ยงมากขึ้น

     การสกัดเงินเฟ้อให้ชะลอตัวลง เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความมุ่งมั่น และเวลามากขึ้น เป็นคำกล่าวของ โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเฟด ในการสกัด “เงินเฟ้อ” ให้ลดลง มาสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% โดยเร็ว แม้อาจต้องใช้ต้นทุนมหาศาล  ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)ก็พร้อมจะทำ

      ไม่แปลกใจที่นักวิเคราะห์ไทย อย่าง “กอบศักดิ์ ภูตระกูล”กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ(BBL) เชื่อว่า เฟดอาจใช้เครื่องมือ หรืออาวุธจาก “ภาวะถดถอย” Recession เป็นอาวุธในการปราบเงินเฟ้อ เพราะเป็นราคาที่คุ้มค่าจะจ่าย ดีกว่าปล่อยให้เงินเฟ้อสร้างปัญหา จนก่อสร้างความเสียหายต่อไปมหาศาล

     เหล่านี้ก็สะท้อนว่า “เงินเฟ้อ” ไม่ใช่ปัญหาที่จะจัดการได้ง่ายๆ เพราะยังมีปัจจัยที่ซ่อนอยู่อีกมาก ที่พร้อมจะผลักดันเงินเฟ้อให้ปะทุขึ้นมาทุกเมื่อ ทั้งความเสี่ยงจากสงครามรัสเซียกับยูเครนที่อาจรุนแรงมากขึ้น ปัญหาซัพพลายเชนโลก ฯลฯ

      จึงนำมาสู่ความพยายามของเฟดอย่างหนัก ในการปราบเงินเฟ้อให้ลงโดยเร็ว ผ่านการส่งสัญญาณในการขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีวี่แววจะหยุดได้ในปีหน้า

 

      กลับมาที่ประเทศไทย แม้ที่มา “เงินเฟ้อ” ของไทย จะแตกต่างกับเฟด ไม่ได้มาจากดีมานด์การบริโภค ตลาดแรงงาน การฟื้นตัวเศรษฐกิจที่ร้อนแรง แต่หลักๆ มาจากพลังงานเป็นหลักที่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนเงินเฟ้อให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น

      แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร วันนี้เงินเฟ้อของไทย ก็อยู่ระดับสูงต่อเนื่อง แม้จะมีทิศทางชะลอตัวลงในระยะข้างหน้า แต่คงไม่ได้ลดลงเร็ว จนกลับสู่กรอบเป้าหมายตามที่ “ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) คาดหวังที่จะเห็นได้ในกลางปีหน้า

    ดังนั้น ปี 2566 อาจเป็น “โจทย์หิน” สำหรับการดำเนินนโยบายการเงิน ของแบงก์ชาติ ท่ามกลางเงินเฟ้อไทยที่ยังสูงค้างฟ้า และทรงตัวอยู่ระดับสูงต่อเนื่อง และอาจไม่สามารถกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ 1-3% ได้ หรืออาจต้องรอถึงปี 2567 ที่เงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่กรอบได้

      ที่บอกว่าเป็นโจทย์หิน เพราะไม่เพียงแต่เงินเฟ้อค้างสูงเท่านั้น ที่เป็นแรงกดดันสำคัญ ต่อการดำเนินนโยบายการเงิน แต่แบงก์ชาติยังต้องเผชิญกับแรงกดดันอื่นๆ เข้ามาทำให้การทำนโยบายการเงินยากขึ้นไปอีก 

      ทั้งจากการคาดการณ์ว่า ปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะเผชิญความเสี่ยงมากขึ้น จากเศรษฐกิจทั่วโลกการชะลอตัว  เหล่านี้อาจกดดัน การส่งออก การค้า การลงทุน  หรือแม้แต่การท่องเที่ยว ที่ไทยหวังว่าจะเป็น “พระเอก” ในปีหน้า อาจลดลงได้ หากหลายประเทศเผชิญวิกฤติพร้อมๆ กัน นักท่องเที่ยวก็อาจได้รับผลกระทบ และอาจเดินทางน้อยลงได้

     ดังนั้น แบงก์ชาติอาจต้องเผชิญกับ "ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก” ในการทำนโยบายการเงินมากขึ้น เพราะหากปล่อยเงินเฟ้อสูงแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ แล้วดำเนินนโยบายการเงิน ยังทำแบบค่อยเป็นค่อยไป สิ่งที่อาจตามมาคือ เงินเฟ้อก็ไม่ลง และคนอาจยิ่งเตลิด ยิ่งคาดการณ์เงินเฟ้อสูงขึ้น และราคาสินค้าสูงขึ้น การขึ้นค่าแรงต่างๆ ตามมา การขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป ก็อาจไม่เพียงพอในการ “คุมเงินเฟ้อ” ได้

      ที่หลายคนกังวลก็อาจเกิดขึ้นคือ การต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย หรือการทำนโยบายการเงินที่เข้มข้นขึ้นเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ทำให้เราอาจไม่สามารถหลีกเลี่ยง การเผชิญกับ สิ่งที่หลายคนกลัวคือ การเผชิญกับ Wage price spiral ได้ในระยะข้างหน้า

     แต่ท่ามกลางความจำเป็นมากขึ้นในการ “ขึ้นดอกเบี้ย” หากเงินเฟ้อสูงขึ้น และปีหน้า เศรษฐกิจไทยจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงมากขึ้น จากเศรษฐกิจโลกถดถอย ที่อาจสร้างความเปราะบางให้เศรษฐกิจไทยมากขึ้น

     ดังนั้น การ “ขึ้นดอกเบี้ย” ในยามนี้ แบงก์ชาติอาจเจอแรงเสียดทาน เจอภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของจริง จากปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน

 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์