วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นักเศรษฐศาสตร์ หวั่นไทยเผชิญ Wage price spiral

กูรูชี้แบงก์ชาติเผชิญโจทย์หิน ทาง 2 แพร่ง “ขยับดอกเบี้ย” สู้เงินเฟ้อ ท่ามกลางแรงกดดันทางด้านเศรษฐกิจ - หนี้ครัวเรือน หลังเงินเฟ้อสหรัฐ เดือนส.ค. พุ่งเกินคาดแตะ 8.3% กดดันเฟดขึ้น อาจดอกเบี้ยแรง ทุบตลาดหุ้นร่วงระนาว ขณะที่ทิศทางค่าเงินบาทอ่อนยาว

    ค่ำวันที่ 13 ก.ย.ตามเวลาประเทศไทย กระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค เพิ่มขึ้น 8.3% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี โดยสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 8.1%

      ก่อนหน้านี้ ดัชนี CPI พุ่งแตะระดับ 9.1% ในเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 40 ปี และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี CPI เพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนส.ค. สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดว่าลดลง 0.1%

      ขณะเดียวกัน ดัชนี CPI พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 6.3% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี โดยสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 6.1% เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี CPI พื้นฐานดีดตัวขึ้น 0.6% ในเดือนส.ค. โดยสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 0.3%

      ตัวเลขเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นสูงกว่าคาด ก่อให้เกิดแรงเทขายในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ดาวโจนส์ปิดตลาด 13 ก.ย.ร่วงกว่า 1,276.37 จุด หรือ 3.94% มาที่ 31,104.97 จุด ราคาบิตคอยน์ร่วงกว่า 9.9% มาที่ 20,155.30 ดอลลาร์ เช่นเดียวกับราคาทองคำตลาดโคเม็กซ์ ส่งมอบธ.ค.ลดลง 23.20 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,717.40 ดอลลาร์ เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 0.75% ในรอบประชุมถัดไป 21-22 ก.ย.นี้ 

      “การสกัดเงินเฟ้อให้ชะลอตัวลงเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความมุ่งมั่น และเวลามากขึ้น ถึงแม้ว่าดัชนีราคาผู้บริโภคสำหรับเดือนสิงหาคม บ่งชี้ถึงความคืบหน้ามากขึ้นในการทำให้เงินเฟ้อลดลงในเศรษฐกิจสหรัฐ” นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าว

คาด ธปท.ไม่ขึ้นดอกเบี้ยแรง

     ส่วนความเคลื่อนไหวในประเทศไทยนั้น

     นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย ปรับลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลักๆ คาดว่าน่าจะมาจากการขายดอลลาร์ในทุนสำรอง เพื่อให้เงินบาทอ่อนค่าจนเกินไป เพราะจากเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น อาจสร้างแรงกดดันในการต้องขึ้นดอกเบี้ยแรงในอนาคต

       ดังนั้น ธปท.คงไม่เลือกขึ้นดอกเบี้ยแรง เพราะปัจจุบันภาคครัวเรือนเปราะบางสูง ดังนั้นสิ่งที่แบงก์ชาติทำได้คือ การดูแลเสถียรภาพเงินบาท และพยายามดูแลไม่ให้เงินบาทอ่อนค่าจนเกินไป 

      อย่างไรก็ตาม อีกปัจจัยที่ทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศลดลง ยังมาจากสินทรัพย์ในทุนสำรองมูลค่าลดลง เช่น สกุลเงินยูโร ที่ปัจจุบันอ่อนค่ามากหลังจากดอลลาร์แข็งค่าขึ้นกว่า 10% ส่งผลให้ด้านมูลค่าลดลง แม้จะไม่มีการขายทุนสำรองออกมา

      นอกจากนี้ราคาทองคำที่ลดลงก็ทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงเช่นเดียวกัน ส่งผลให้ทุนสำรองในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับลดลงต่อเนื่อง โดยลดลงต่อสัปดาห์อยู่ที่ 2.3 - 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ     

      ทั้งนี้การเปลี่ยนมุมมองของนักลงทุน ที่มองว่าธนาคารกลางสหรัฐมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยไป 1% ในการประชุมรอบนี้ อาจส่งผลให้ดอลลาร์จะยิ่งแข็งค่าต่อเนื่อง กดดันเงินบาทให้อ่อนค่าลงได้อีกในระยะข้างหน้า จากปัจจัยที่อ่อนค่าอันดับ 3 ในภูมิภาค 
       “คิดว่าแบงก์ชาติคงเข้าไปดูแลเงินบาทต่อเนื่อง ผ่านทุนสำรอง แต่เราทุนสำรองเราไม่น่าห่วง เพราะเราไม่ได้อยู่ในฐานะเหมือนก่อนต้มยำกุ้ง วันนี้เรามีฐานะเป็นเจ้าหนี้มากกว่า ดังนั้นไม่กังวลหากทุนสำรองลดลงกว่านี้ และเชื่อว่าเราจะทุนสำรองจะเข้าสู่วิกฤติเหมือนที่ศรีลังกาเผชิญ เพราะวันนี้ทุนสำรองไทยแข็งแกร่ง และยังอยู่ระดับสูงที่ 2.1 แสนล้านดอลลาร์"
ทุนสำรองต่ำสุดรอบ 4 ปี
    อย่างไรก็ตาม หากดูทุนสำรองของไทย ในปัจจุบันอยู่ที่ 2.13 แสนล้านดอลลาร์ ถือว่าต่ำที่สุด ในรอบเกือบ 4 ปี นับตั้งแต่ พ.ค.ปี 2562 ที่สำรองต่ำสุดอยู่ที่ 2.12 แสนล้านดอลลาร์ นอกจากนี้หากดูทุนสำรองสุทธิ พบว่า ลดลงต่ำสุดรอบ 4 ปี มาอยู่ที่ 2.41 แสนล้านดอลลาร์  นับตั้งแต่ ก.พ.2562 

ทุนสำรองไทยแข็งแกร่งกว่าภูมิภาค

     นายนริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี (ttb analytics)กล่าวว่า ทุนสำรองของไทยลดลง แต่ยังถือว่าแข็งแกร่งหากเทียบกับเพื่อนบ้าน ทั้งนี้ปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้ทุนสำรองของไทยลดลง มาจาก 3 ปัจจัย

      ปัจจัยแรก การตีมูลค่าสินทรัพย์ในทุนสำรองลดลง จากการที่ดอลลาร์แข็งค่า ถัดมาคือ ดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุล จากการท่องเที่ยวที่ลดลงมาก หากเทียบกับช่วงก่อนโควิด และสุดท้าย ลดลงจากการเข้าไปดูแลเงินบาท เพื่อประคองให้เงินบาทเคลื่อนไหวสอดคล้องกับภูมิภาค
      ทั้งนี้หากดูทุนสำรองพบว่าลดลงราว 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา และขาดดุลเพิ่มขึ้นราว 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ดังนั้นมองว่าทุนสำรองที่ลดลงมาจาก 2 ส่วนในข้างต้นเป็นหลัก ไม่ได้มาจากการแทรกแซงค่าเงินบาทมากนัก 
      “การที่จะดูว่าเงินบาทอ่อนค่ากระทบเราหรือไม่ ให้ดูว่าเราอ่อนค่าหากเทียบกับเพื่อนในภูมิภาคหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมาเรายังเกาะกลุ่มภูมิภาค โดยตั้งแต่ต้นปีเราอ่อนค่าที่ 8.8% วอนเกาหลีอ่อนค่า 14% และดอลลาร์ไต้หวัน อ่อนค่า 11% ดังนั้นหากเป็นอย่างนี้ก็อาจต้องปล่อยเป็นไปตามกลไกตลาดได้”
    อย่างไรก็ตาม มองว่าทิศทางค่าเงินบาท ยังมีทิศทางอ่อนค่าต่อได้อีก เพราะมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะยังไม่จบ เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยแรก อย่างต่ำ 0.75-1% ต่อเนื่องอีก 2 ครั้งในปีนี้

      ซึ่งทำให้เงินบาทยังอยู่ในทิศทางอ่อนค่าต่อเนื่อง ดังนั้นต้องจับตาว่า เงินบาทจะสามารถประคองตัว ไม่ให้หลุดระดับ 37.00 บาทต่อดอลลาร์ได้หรือไม่ 
    ทั้งนี้แม้เฟดจะมีการขึ้นดอกเบี้ยแรงกว่า ตลาดคาด เพื่อคุมเงินเฟ้อ แต่เชื่อว่า กนง.ไม่น่าจะเปลี่ยนท่าที หรือทำนโยบายการเงินที่เข้มขึ้น ดังนั้นมองว่า กนง.จะขึ้นดอกเบี้ยที่ 0.25% ต่อเนื่องอีกสองครั้งในปีนี้ 

หวั่นไทยหนี้ไม่พ้นเกิด wage price spiral    
     ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า จากเงินเฟ้อที่ยังค้างระดับสูง ถือเป็นแรงกดดันต่อธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ที่ต้องขึ้นดอกเบี้ย เร็ว แรง ลึกเพื่อกดเงินเฟ้อลงมาให้ได้

    ส่งผลให้ตลาดคาดว่าการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดครั้งนี้ จะไปที่ระดับ 1% ได้ ดังนั้นหากต้องคุมเงินเฟ้อได้ดอกเบี้ยปีนี้ต้องเกิน 4% เพราะวันนี้เงินเฟ้อพื้นฐานสหรัฐไปใกล้ 6% แล้ว ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลให้เฟดต้องขึ้นดอกเบี้ยแรงไปเรื่อยๆแม่จะมีต้นทุนสูงก็ตาม 
    อีกความเสี่ยงที่เฟดไม่อาจปล่อยให้เงินเฟ้อค้างสูงนาน เพราะกลัวว่าท้ายที่สุดอาจเกิด Wage price spiral ได้ 
     เช่นเดียวกับเศรษฐกิจไทย ที่อาจต้องเผชิญปัญหาแบบเดียวกันกับเฟด คือ เงินเฟ้อสูง สุดท้าย หากไทยขึ้นดอกเบี้ยช้า ท้ายที่สุด เราอาจต้องเผชิญกับ Wage price spiral ได้

      เพราะเงินเฟ้อที่ค้างสูงนาน หากไม่ทำอะไร ทำช้าเกินไป เงินเฟ้อจะเป็นความเสี่ยงมากในระยะถัดไป อาจส่งผลให้ กนง.ถูกบีบให้ขึ้นดอกเบี้ยแรงขึ้นกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ หากท่องเที่ยวไม่มาเหมือนที่คาดเงินบาทอาจอ่อนค่าแรงขึ้น 
      “วันนี้ไทยกำลังขึ้นบันไดทีละขั้น ในขณะที่คนอื่นๆ ขึ้นครั้งละ 2-3 ขั้น ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจะยิ่งสูงขึ้น ดังนั้นความเสี่ยงสำคัญที่จะตามมาคือ เงินบาทที่จะอ่อนค่ามากเรื่อยๆ และผันผวนมาก เพราะท้ายที่สุดแม้จะบอกว่า ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไม่มีผลทำให้เงินไหลออก แต่หากส่วนต่างใหญ่ขึ้น ประเด็นนี้คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่เรามีความเสี่ยงจากเงินเฟ้อเพราะเราเป็นประเทศเปิด ดังน้นข้างหน้าเราจะเผชิญเงินเฟ้อไปเรื่อยๆ และเงินบาทที่อ่อนค่าจะซ้ำเติมเงินเฟ้อให้ยิ่งสูงขึ้นไปอีก” 

    ดังนั้นมุมมองของเรา มองว่า กนง.จำเป็น ต้องขึ้นดอกเบี้ยเยอะกว่านี้ เพราะดอกเบี้ยเราต่ำเกินไป เทียบกับภาวะเงินเฟ้อที่เราเผชิญอยู่ ยังไงดอกเบี้ยก็ต่ำเกินไป แบงก์ชาติควรขยับแรงกว่านี้ แม้ความเป็นจริงแบงก์ชาติอาจขึ้นดอกเบี้ยแค่ 0.25% อีกสองครั้งที่เหลือปีนี้
    แบงก์ชาติเผชิญโจทย์หิน

     นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย และที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) นักลงทุนผิดหวัง เพราะก่อนหน้าคาดว่า การขึ้นดอกเบี้ยแรงของเฟดน่าจะสิ้นสุดแล้ว

    แต่การที่เงินเฟ้อยังเพิ่มขึ้น และการส่งสัญญาณของเฟด ว่าจะขึ้นดอกเบี้ยแรงไปจนกว่า เงินเฟ้อจะลดลง ทำให้ครั้งนี้ตลาดมองว่าเฟดอาจมีการขึ้นดอกเบี้ยไปถึง 1% ทำให้อัตราดอกเบี้ยของเฟด สิ้นปีจะไปอยู่ที่กว่า 4% ซึ่งมากกว่าคาด เพื่อย้ำจุดยืนของเฟดในการขจัดเงินเฟ้อ และมองว่าปีหน้าเฟดยังคงขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง

     ดังนั้นอาจหนุนให้เศรษฐกิจสหรัฐถูกกดดัน ตกงานเป็นล้านคน ทำให้ภาพอาจกลับไปซ้ำรอยเมื่อปี 1979 
      ขณะที่ดอกเบี้ยของไทย ยังเชื่อว่า กนง.จะขึ้นดอกเบี้ยสองครั้ง ครั้งละ 0.25% และยังไม่เปลี่ยนมุมมอง เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก จากการเติบโตช้า และแนวโน้มเงินเฟ้อข้างหน้ามีทิศทางลดลง ดังนั้นวันนี้เศรษฐกิจไทยอยู่คนละวัฏจักรเศรษฐกิจกับสหรัฐ 
     “แต่สิ่งที่ต้องจับตารอบนี้คือ  การประชุมรอบนี้ กนง.จะส่งสัญญาณดอกเบี้ยข้างหน้าอย่างไร และมองว่าครั้งนี้น่าจะเสียงแตก เพราะบางส่วนอาจมองว่าต้องขึ้นดอกเบี้ยไปที่ 0.50% เพื่อสกัดเงินเฟ้อ และที่ผ่านมาการส่งผ่านดอกเบี้ยยังทำไม่ได้ ดังนั้นอาจต้องใช้ยาแรงเพื่อเร่งการส่งผ่านดอกเบี้ย เพื่อทำให้เงินเฟ้อย่อลงเร็วที่สุด”
      อีกทั้งมองว่าเงินเฟ้อคงไม่กลับเข้ากรอบ ธปท.ได้ในปีหน้า ดังนั้นปีหน้าอาจเห็นการทำนโยบายการเงินตึงตัวต่อเนื่อง ซึ่งหากขึ้นแรง อาจเป็นระเบิดเวลาอีกลูกที่ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวสะดุดได้ หากมีการขึ้นดอกเบี้ยแรงเกินไป ยิ่งฉุดเศรษฐกิจไทยชะลอตัว

      ดังนั้นปีหน้า จะเป็นโจทย์หินของ กนง.ในการทำนโยบายการเงินระหว่างการเติบโตเศรษฐกิจ ที่กำลังฟื้นตัว และยังเปราะบางสูง กับเงินเฟ้อที่ยังอยู่ระดับสูงต่อเนื่อง 
อย่างไรก็ตาม มองว่าเงินบาท จะยังมีโอกาสอ่อนค่าต่อเนื่อง และมีโอกาสไปแตะระดับ 37.00บาทต่อดอลลาร์ได้ เพราะวันนี้เชื่อว่าตลาดยังไพรส์อินประเด็นเฟดยังไม่หมด ดังนั้นจนถึงการประชุมของเฟด อาจมีแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าได้ต่อ จากการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงไปถือดอลลาร์มากขึ้น
 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์