วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คลังพัฒนาดัชนีวัดพื้นฐานเศรษฐกิจท้องถิ่นต่อยอดนโยบายคลังเชิงพื้นที่

คลังพัฒนาดัชนีชี้วัดปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจท้องถิ่น ต่อยอดนโยบายการคลังเชิงพื้นที่ โดยมีดัชนีย่อย 88 ตัว แบ่ง 6 กลุ่ม ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา สาธารณสุข กำลังซื้อ ปัญหาของทรัพยากรมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม สามารถชี้วัดปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของพื้นที่ต่างๆ ได้

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)กระทรวงการคลัง โดยนายนรพัชร์ อัศววัลลภ ผู้อำนวยการส่วนนวัตกรรมข้อมูลเศรษฐกิจและงานวิจัยและนายสัณหณัฐ เศรษฐศักดาศิริ เศรษฐกรชำนาญการ สศค.ได้จัดทำดัชนีชี้วัดปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจเชิงพื้นที่หรือ SEFI (Spatial Economic Fundamental Index) เพื่อเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายการคลังเชิงพื้นที่ ซึ่งดัชนีดังกล่าวถูกพัฒนาต่อยอดมาจากผลงานวิชาการ “คลังคิด เศรษฐกิจเชิงพื้นที่” ที่ได้นำเสนอในงาน FPO Symposium 2019 ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเมื่อสามปีที่ผ่านมา

โดยในครั้งนี้ได้มีการพัฒนาดัชนีย่อยของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจในด้านต่างๆ มากถึง 88 ตัว แบ่งเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา สาธารณสุข กำลังซื้อ ปัญหาของทรัพยากรมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม สามารถที่จะใช้ในการชี้วัดระดับความพร้อมของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของพื้นที่ต่างๆ ได้ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และภูมิภาค

หากนำ SEFI ที่เป็นรายอำเภอจำนวน 878 อำเภอ มาวิเคราะห์ Cluster Analysis จะพบว่าในช่วงตอนกลางของประเทศปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูงไปด้วยกัน ในขณะที่หลายพื้นที่ในภาคอีสานและภาคเหนือมีระดับความพร้อมของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ต่ำไปด้วยกัน สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างเชิงพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

 ทั้งนี้ หากนำ SEFI มาแสดงในภาพคู่กับผลิตภาพแรงงานจะเห็นว่า อำเภอใดมีระดับ SEFI สูงก็มีแนวโน้มที่จะมีผลิตภาพสูงตามไปด้วยไม่ว่าจะเป็นผลิตภาพแรงงานในภาคเกษตรหรือนอกภาคเกษตรก็ตาม หมายความว่า พื้นที่ที่มีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดีจะมาพร้อมกับความกินดีอยู่ดีมีรายได้ที่สูงของประชาชนในพื้นที่ไม่ว่าจะประกอบอาชีพในภาคเกษตรหรือนอกภาคเกษตรก็ตาม

 

หากลองใช้งาน SEFI ในระดับพื้นที่ยกตัวอย่างเช่น จังหวัดฉะเชิงเทราเป็นจังหวัดเขตพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง มี SEFI อยู่ที่ระดับ 0.136 สูงกว่า SEFI ของจังหวัดน่าน ที่ระดับ -0.082

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเป็นรายอำเภอ พบว่า SEFI ของอำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน อยู่ที่ 0.025 ขณะที่อำเภอสนามชัยเขตของฉะเชิงเทรากลับมี SEFI อยู่ที่ -0.038 ซึ่งต่ำกว่าอำเภอภูเพียง เป็นต้น

ทั้งนี้ ในเชิงนโยบาย SEFI ยังสามารถให้รายละเอียดเพิ่มเติมได้อีกมาก ดังเช่นในกรณีของอำเภอสนามชัยเขต ฉะเชิงเทรานั้น จะพบว่า มีจุดอ่อนของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจในเรื่องของปัญหาสิ่งแวดล้อม การใช้เชื้อเพลิงที่สูง การมีมลพิษสูง และเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานจำนวนมาก รวมถึง ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐานด้วย อาทิ ความสว่างของแสงกลางคืนซึ่งสะท้อนถึงความเจริญทางเศรษฐกิจในพื้นที่ และความยาวถนนที่น้อยกว่าพื้นที่อื่นๆ โดยเปรียบเทียบ

อย่างไรก็ดี อำเภอสนามชัยเขตมีจุดแข็งทางเศรษฐกิจหลายประการ เช่น แรงงานที่มีประกันสังคมอยู่ในระดับสูง การใช้แรงงานเด็กมีจำนวนน้อย มีกำลังซื้อที่ดี และการที่มีจำนวนผู้มีรายได้น้อยที่ค่อนข้างต่ำ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าการประยุกต์การใช้ประโยชน์ของ SEFI เชิงพื้นที่สามารถที่จะแสดงให้เห็นถึงจุดแข็งและจุดอ่อนในเชิงปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจในด้านต่างๆ อีกทั้งเปรียบเทียบกับพื้นที่อื่นๆ เพื่อให้สามารถจัดลำดับความสำคัญในเชิงนโยบายได้ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเชิงพื้นที่ให้มีการเติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืนในอนาคต