วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม 2569

Login
Login

ถอดบทเรียน Coldcard โดนแฮ็ก 1,300 บิตคอยน์ หมดยุค Not Your Keys, Not Your Coins?

ในวงการ “คริปโทเคอร์เรนซี” มักจะคุ้นเคยกับประโยคคลาสสิกที่ว่า "Not your keys, not your coins" ซึ่งเป็นคติพจน์สำคัญที่ผลักดันให้นักลงทุนจำนวนมากหันมาเก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยตัวเอง โดยเชื่อกันว่าการใช้ Cold Wallet หรือ Hardware Wallet คือเครื่องมือและวิถีทางที่ปลอดภัยที่สุดในการปกป้องเงินกู้จากโลกภายนอก

ทว่าในวันที่ 31 กรกฎาคม 2026 ความเชื่อดังกล่าวต้องสั่นคลอนครั้งใหญ่ เมื่อมีรายงานว่า Coldcard ฮาร์ดแวร์วอลเล็ตระดับแนวหน้าที่ขึ้นชื่อเรื่องความปลอดภัยและเป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่ม Bitcoiner ถูกแฮ็ก ส่งผลให้ Bitcoin สูญหายไปกว่า  1,367 BTC คิดเป็นมูลค่าเกือบ 90 ล้านดอลลาร์ ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 41 นาทีเท่านั้น! 

อะไรคือเบื้องหลังของโศกนาฏกรรมทางไซเบอร์ครั้งนี้? และนี่คือจุดอวสานของการเก็บเหรียญด้วยตัวเองจริงหรือไม่? “วรเมธ จันทร์เสน” ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัท มายด์ แคปปิตอล จำกัด ได้ถอดรหัสวิกฤตการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด พร้อมชี้ช่องทางรอดที่นักลงทุนยุคใหม่ต้องรู้

  เมื่อ ‘ความออฟไลน์ 100%’ พ่ายแพ้แก่ ‘ช่องโหว่’ 

วรเมธระบุว่า วิกฤตการณ์ในครั้งนี้สร้างความกังวลต่อนักลงทุนทั่วโลกอย่างมาก เนื่องจากความเสียหายหลักเกิดขึ้นในเวฟแรก ซึ่งส่งผลกระทบต่อกระเป๋าเงินดิจิทัลแบบออฟไลน์กว่า 4,500 กระเป๋า หรือราวๆ คิดเป็น 1,195 address

ถอดบทเรียน Coldcard โดนแฮ็ก 1,300 บิตคอยน์  หมดยุค Not Your Keys, Not Your Coins?  

สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือ “ผู้เสียหายทุกคนไม่ได้ทำอะไรผิดพลาดเลย” เหตุการณ์นี้ไม่ใช่การแฮ็กระบบบล็อกเชน  และไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ อย่างการกดลิงก์สแกม หลอกลวง หรือหลุดรหัสผ่าน ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ใช้งาน Coldcard กลุ่มนี้ยังรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดด้วยการใช้งานแบบ ออฟไลน์ 100% ผ่าน Micro SD การ์ดในการลงนามธุรกรรม โดยไม่เคยเชื่อมต่อพอร์ต USB เข้ากับคอมพิวเตอร์เลยด้วยซ้ำ

‘ความบกพร่องของอุปกรณ์’ จากผู้ผลิตคือต้นเหตุที่แท้จริง

วรเมธเจาะลึกรายละเอียดว่า ปัญหาเริ่มต้นจากการอัปเดตโค้ดเฟิร์มแวร์ของ Coldcard ในช่วงปี 2021 ซึ่งทำให้ระบบสุ่มรหัสผ่านเริ่มต้น หรือ Random Number Generator (RNG) เกิดข้อผิดพลาดทางเทคนิค

ตามมาตรฐานสากล ความสามารถในการสุ่มคำรหัสผ่าน ควรมีความปลอดภัยอยู่ที่ระดับ 128 บิต ซึ่งสูงเกินกว่าที่คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันจะเดาได้

ทว่าข้อบกพร่องในการอัปเดตครั้งนั้นกลับทำให้ระดับบิตความปลอดภัยร่วงลงมาเหลือเพียง 40-70 บิตเท่านั้น ส่งผลให้คอมพิวเตอร์ยุคปัจจุบันสามารถคำนวณและคาดเดารหัสผ่านเริ่มต้น 12 หรือ 24 คำ ได้จากระยะไกลผ่านหลักความน่าจะเป็นในขอบเขตประมาณ 1 ล้านล้านสมการ

ดังนั้น นักลงทุนทุกคนที่ใช้ Coldcard และสร้างกระเป๋าใบใหม่ตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา จึงตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกถอดรหัสและโอนเงินออกไปอย่างง่ายดายโดยที่ตนเองไม่รู้ตัว

นักลงทุนกลับเข้า ‘กระดานเทรด’

วิกฤติความเชื่อมั่นในครั้งนี้ส่งผลให้เกิดการ Panic ในตลาดอย่างรวดเร็ว

เรื่องนี้สะท้อนผ่านข้อมูลธุรกรรมในวันที่ 31 ก.ค.ซึ่งเป็นวันที่มีปริมาณเงินไหลเข้าสุทธิ กลับคืนสู่กระดานเทรด เช่น Binance และ Exchange ต่าง ๆ ในไทย สูงที่สุดในรอบหลายสัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนพยายามย้ายสินทรัพย์หนีจากกระเป๋าที่คาดว่าจะมีปัญหา

Bitcoin ที่สูญหายตลอดกาลสูงถึง 7.7% 

สถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับ "Bitcoin ที่สูญหายไปถาวร" คือ ปัจจุบันมี Bitcoin ในระบบที่สูญหายไปแล้วอย่างชัวร์ ๆ จากข้อมูลปลายปีที่ผ่านมา สูงถึงกว่า 1.61 ล้าน BTC หรือคิดเป็น 7.7% ของ Supply ทั้งหมดที่มีจำกัดเพียง 21 ล้าน BTC ซึ่งเกิดขึ้นทั้งจากการแฮ็ก การลืมรหัสผ่านกู้คืน หรือการโอนผิดกระเป๋า

ถอดบทเรียน Coldcard โดนแฮ็ก 1,300 บิตคอยน์  หมดยุค Not Your Keys, Not Your Coins? นอกจากนี้ ยังมี Bitcoin อีกจำนวนมหาศาลกว่า 3.3 ล้าน BTC ที่ไม่มีการเคลื่อนไหวเลยเป็นเวลานานกว่า 10 ปี ซึ่งเก็บมาตั้งแต่ช่วงก่อนปี 2015 มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นกระเป๋าที่รหัสสูญหายไปแล้วเช่นกัน หากนับรวมเหรียญกลุ่มนี้เข้าไปด้วย เท่ากับว่าอาจมี Bitcoin หายไปจากระบบสูงถึง 15%

ด้วยเหตุนี้ จึงให้คำแนะนำแก่ผู้ถือเหรียญระยะยาวว่า "ไม่ควรถือเฉย ๆ โดยไม่ทำอะไรเลยเป็นเวลา 10 ปี แต่ควรมีการขยับทำธุรกรรมบ้าง หรือลองโอนทดสอบระบบรักษาความปลอดภัยเป็นระยะ เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองลืมวิธีการทำธุรกรรมและสูญเสียสิทธิ์ในการเข้าถึงกระเป๋า"

ฝากสินทรัพย์ไว้ที่เดียว คือ ‘จุดอันตรายที่สุด’

การเอาความเสี่ยงทั้งหมดไปฝากไว้ที่อุปกรณ์ชิ้นเดียว คือ “จุดอันตรายที่สุด”

หากอุปกรณ์ชำรุด มีบั๊ก หรือตัวเราทำรหัสหาย เงินทั้งหมดก็อาจสูญสิ้นทันที ดังนั้น ทางออกในแง่การบริหารความมั่งคั่ง จึงไม่ใช่การออกจากวงการ แต่คือ "การกระจายความเสี่ยง"

เทรนด์ใหม่ที่นักลงทุนและสถาบันทั่วโลกกำลังนิยม คือการแบ่งสรรเงินลงทุนบางส่วนไปให้ ผู้จัดการกองทุน (Fund Manager) ที่มีความเชี่ยวชาญและใช้โครงสร้างพื้นฐานระดับสถาบัน ในการดูแลความปลอดภัยแทน

ทักษะการทำกำไร ≠ ทักษะการดูแลความปลอดภัย

วรเมธฝากแง่คิดสำคัญทิ้งท้ายไว้ว่า “Investing Aptitude (ทักษะการทำกำไร) ไม่เท่ากับ Security Aptitude (ทักษะการรักษาความปลอดภัย)”

"ต่อให้เราหาเงินเก่งแค่ไหน หรือวิเคราะห์ตลาดได้ดีเพียงใด แต่หากเราเอาเงินทั้งหมดไปใส่ไว้ในตู้เซฟที่ตั้งไว้หน้าบ้าน หรือตั้งรหัสผ่านง่าย ๆ แค่ 1 2 3 4 ตู้เซฟนั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย"

ในมาตรฐานระดับสถาบันและกองทุนระดับโลก จะไม่มีวันพึ่งพาฮาร์ดแวร์ตู้เซฟตัวใดตัวหนึ่ง แต่จะใช้เทคโนโลยี Multi-Party Computation (MPC) ที่ทำการกระจายชิ้นส่วนรหัสผ่านไปเก็บไว้บนเซิร์ฟเวอร์ที่ปลอดภัยหลายแห่งทั่วโลก การโอนธุรกรรมจะต้องผ่านการอนุมัติหลายชั้น มีผู้ตรวจสอบ (Audit) ระบบไอทีจากหน่วยงานชั้นนำระดับโลกอย่างโปร่งใส 

ที่สำคัญที่สุดคือ มีการทำ "ประกันภัยสินทรัพย์ดิจิทัล" มารองรับความเสี่ยง ซึ่งเป็นสิ่งที่การเก็บเหรียญไว้เองแบบ Self-Custody ไม่สามารถมอบให้ได้

สำหรับในประเทศไทย Merkle Capital ในฐานะผู้จัดการกองทุนสินทรัพย์ดิจิทัลรายแรกที่ได้รับใบอนุญาตและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. เข้าใจในความเสี่ยงจุดนี้เป็นอย่างดี เราจึงเลือกใช้บริการของ Coinbase Custodyซึ่งเป็นผู้ดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภายใต้กฎหมายที่เข้มงวดของสหรัฐอเมริกา 

คำเตือนความเสี่ยง: คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้