ในวงการ “คริปโทเคอร์เรนซี” มักจะคุ้นเคยกับประโยคคลาสสิกที่ว่า "Not your keys, not your coins" ซึ่งเป็นคติพจน์สำคัญที่ผลักดันให้นักลงทุนจำนวนมากหันมาเก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยตัวเอง โดยเชื่อกันว่าการใช้ Cold Wallet หรือ Hardware Wallet คือเครื่องมือและวิถีทางที่ปลอดภัยที่สุดในการปกป้องเงินกู้จากโลกภายนอก
ทว่าในวันที่ 31 กรกฎาคม 2026 ความเชื่อดังกล่าวต้องสั่นคลอนครั้งใหญ่ เมื่อมีรายงานว่า Coldcard ฮาร์ดแวร์วอลเล็ตระดับแนวหน้าที่ขึ้นชื่อเรื่องความปลอดภัยและเป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่ม Bitcoiner ถูกแฮ็ก ส่งผลให้ Bitcoin สูญหายไปกว่า 1,367 BTC คิดเป็นมูลค่าเกือบ 90 ล้านดอลลาร์ ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 41 นาทีเท่านั้น!
อะไรคือเบื้องหลังของโศกนาฏกรรมทางไซเบอร์ครั้งนี้? และนี่คือจุดอวสานของการเก็บเหรียญด้วยตัวเองจริงหรือไม่? “วรเมธ จันทร์เสน” ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัท มายด์ แคปปิตอล จำกัด ได้ถอดรหัสวิกฤตการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด พร้อมชี้ช่องทางรอดที่นักลงทุนยุคใหม่ต้องรู้
เมื่อ ‘ความออฟไลน์ 100%’ พ่ายแพ้แก่ ‘ช่องโหว่’
วรเมธระบุว่า วิกฤตการณ์ในครั้งนี้สร้างความกังวลต่อนักลงทุนทั่วโลกอย่างมาก เนื่องจากความเสียหายหลักเกิดขึ้นในเวฟแรก ซึ่งส่งผลกระทบต่อกระเป๋าเงินดิจิทัลแบบออฟไลน์กว่า 4,500 กระเป๋า หรือราวๆ คิดเป็น 1,195 address
สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือ “ผู้เสียหายทุกคนไม่ได้ทำอะไรผิดพลาดเลย” เหตุการณ์นี้ไม่ใช่การแฮ็กระบบบล็อกเชน และไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ อย่างการกดลิงก์สแกม หลอกลวง หรือหลุดรหัสผ่าน ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ใช้งาน Coldcard กลุ่มนี้ยังรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดด้วยการใช้งานแบบ ออฟไลน์ 100% ผ่าน Micro SD การ์ดในการลงนามธุรกรรม โดยไม่เคยเชื่อมต่อพอร์ต USB เข้ากับคอมพิวเตอร์เลยด้วยซ้ำ
‘ความบกพร่องของอุปกรณ์’ จากผู้ผลิตคือต้นเหตุที่แท้จริง
วรเมธเจาะลึกรายละเอียดว่า ปัญหาเริ่มต้นจากการอัปเดตโค้ดเฟิร์มแวร์ของ Coldcard ในช่วงปี 2021 ซึ่งทำให้ระบบสุ่มรหัสผ่านเริ่มต้น หรือ Random Number Generator (RNG) เกิดข้อผิดพลาดทางเทคนิค
ตามมาตรฐานสากล ความสามารถในการสุ่มคำรหัสผ่าน ควรมีความปลอดภัยอยู่ที่ระดับ 128 บิต ซึ่งสูงเกินกว่าที่คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันจะเดาได้
ทว่าข้อบกพร่องในการอัปเดตครั้งนั้นกลับทำให้ระดับบิตความปลอดภัยร่วงลงมาเหลือเพียง 40-70 บิตเท่านั้น ส่งผลให้คอมพิวเตอร์ยุคปัจจุบันสามารถคำนวณและคาดเดารหัสผ่านเริ่มต้น 12 หรือ 24 คำ ได้จากระยะไกลผ่านหลักความน่าจะเป็นในขอบเขตประมาณ 1 ล้านล้านสมการ
ดังนั้น นักลงทุนทุกคนที่ใช้ Coldcard และสร้างกระเป๋าใบใหม่ตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา จึงตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกถอดรหัสและโอนเงินออกไปอย่างง่ายดายโดยที่ตนเองไม่รู้ตัว
นักลงทุนกลับเข้า ‘กระดานเทรด’
วิกฤติความเชื่อมั่นในครั้งนี้ส่งผลให้เกิดการ Panic ในตลาดอย่างรวดเร็ว
เรื่องนี้สะท้อนผ่านข้อมูลธุรกรรมในวันที่ 31 ก.ค.ซึ่งเป็นวันที่มีปริมาณเงินไหลเข้าสุทธิ กลับคืนสู่กระดานเทรด เช่น Binance และ Exchange ต่าง ๆ ในไทย สูงที่สุดในรอบหลายสัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนพยายามย้ายสินทรัพย์หนีจากกระเป๋าที่คาดว่าจะมีปัญหา
Bitcoin ที่สูญหายตลอดกาลสูงถึง 7.7%
สถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับ "Bitcoin ที่สูญหายไปถาวร" คือ ปัจจุบันมี Bitcoin ในระบบที่สูญหายไปแล้วอย่างชัวร์ ๆ จากข้อมูลปลายปีที่ผ่านมา สูงถึงกว่า 1.61 ล้าน BTC หรือคิดเป็น 7.7% ของ Supply ทั้งหมดที่มีจำกัดเพียง 21 ล้าน BTC ซึ่งเกิดขึ้นทั้งจากการแฮ็ก การลืมรหัสผ่านกู้คืน หรือการโอนผิดกระเป๋า
ด้วยเหตุนี้ จึงให้คำแนะนำแก่ผู้ถือเหรียญระยะยาวว่า "ไม่ควรถือเฉย ๆ โดยไม่ทำอะไรเลยเป็นเวลา 10 ปี แต่ควรมีการขยับทำธุรกรรมบ้าง หรือลองโอนทดสอบระบบรักษาความปลอดภัยเป็นระยะ เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองลืมวิธีการทำธุรกรรมและสูญเสียสิทธิ์ในการเข้าถึงกระเป๋า"
ฝากสินทรัพย์ไว้ที่เดียว คือ ‘จุดอันตรายที่สุด’
การเอาความเสี่ยงทั้งหมดไปฝากไว้ที่อุปกรณ์ชิ้นเดียว คือ “จุดอันตรายที่สุด”
หากอุปกรณ์ชำรุด มีบั๊ก หรือตัวเราทำรหัสหาย เงินทั้งหมดก็อาจสูญสิ้นทันที ดังนั้น ทางออกในแง่การบริหารความมั่งคั่ง จึงไม่ใช่การออกจากวงการ แต่คือ "การกระจายความเสี่ยง"
เทรนด์ใหม่ที่นักลงทุนและสถาบันทั่วโลกกำลังนิยม คือการแบ่งสรรเงินลงทุนบางส่วนไปให้ ผู้จัดการกองทุน (Fund Manager) ที่มีความเชี่ยวชาญและใช้โครงสร้างพื้นฐานระดับสถาบัน ในการดูแลความปลอดภัยแทน
ทักษะการทำกำไร ≠ ทักษะการดูแลความปลอดภัย
วรเมธฝากแง่คิดสำคัญทิ้งท้ายไว้ว่า “Investing Aptitude (ทักษะการทำกำไร) ไม่เท่ากับ Security Aptitude (ทักษะการรักษาความปลอดภัย)”
"ต่อให้เราหาเงินเก่งแค่ไหน หรือวิเคราะห์ตลาดได้ดีเพียงใด แต่หากเราเอาเงินทั้งหมดไปใส่ไว้ในตู้เซฟที่ตั้งไว้หน้าบ้าน หรือตั้งรหัสผ่านง่าย ๆ แค่ 1 2 3 4 ตู้เซฟนั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย"
ในมาตรฐานระดับสถาบันและกองทุนระดับโลก จะไม่มีวันพึ่งพาฮาร์ดแวร์ตู้เซฟตัวใดตัวหนึ่ง แต่จะใช้เทคโนโลยี Multi-Party Computation (MPC) ที่ทำการกระจายชิ้นส่วนรหัสผ่านไปเก็บไว้บนเซิร์ฟเวอร์ที่ปลอดภัยหลายแห่งทั่วโลก การโอนธุรกรรมจะต้องผ่านการอนุมัติหลายชั้น มีผู้ตรวจสอบ (Audit) ระบบไอทีจากหน่วยงานชั้นนำระดับโลกอย่างโปร่งใส
ที่สำคัญที่สุดคือ มีการทำ "ประกันภัยสินทรัพย์ดิจิทัล" มารองรับความเสี่ยง ซึ่งเป็นสิ่งที่การเก็บเหรียญไว้เองแบบ Self-Custody ไม่สามารถมอบให้ได้
สำหรับในประเทศไทย Merkle Capital ในฐานะผู้จัดการกองทุนสินทรัพย์ดิจิทัลรายแรกที่ได้รับใบอนุญาตและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. เข้าใจในความเสี่ยงจุดนี้เป็นอย่างดี เราจึงเลือกใช้บริการของ Coinbase Custodyซึ่งเป็นผู้ดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภายใต้กฎหมายที่เข้มงวดของสหรัฐอเมริกา
คำเตือนความเสี่ยง: คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้



