นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงไตรมาส 3 ปี 2566 Bitcoin ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 64% และ ETH ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 41% โดย “สกุลเงินดิจิทัล” ยังเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในปี 2566 แต่เฉพาะไตรมาส 3 ปี 2566ไตรมาสเดียวมูลค่าตลาดของบิตคอยน์ และอีเธอเรียมลดลงเกือบ 10%
ในระหว่างเดือนก.ค.และส.ค. สถานการณ์ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกค่อนข้าง “ซบเซา” แต่นักลงทุนยังให้ความสนใจสำหรับโปรเจกต์สินทรัพย์ดิจิทัลที่พัฒนาด้าน “ปัญญาประดิษฐ์ AI” อย่าง Chainlink (LINK) ผู้ให้บริการข้อมูลออนไลน์บนเครือข่ายบล็อกเชนอีเธอเรียมที่มีการพัฒนาด้าน AI
สำหรับทิศทางราคาบิตคอยน์ในไตรมาส 4 ปี 2566 ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลักคือ กฎระเบียบของสหรัฐ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมคริปโทเคอร์เรนซี และความต้องการของสถาบันการเงินในการยื่นไฟลิ่งเพื่อจัดตั้งกองทุน Spot Bitcoin ETF โดยผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดของโลกอย่างแบล็กร็อก (Blackrock)
โดยการเกิดขึ้นของ Bitcoin Spot ETF จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงให้นักลงทุนบิตคอยน์ได้อย่างง่ายขึ้น โดยไม่ต้องยุ่งยากในการซื้อ และจัดเก็บโดยตรง คล้ายกับสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงอย่างทองคำ เช่น “ETF ทองคำ” ซึ่งเริ่มต้นในต้นปี 2543 ที่ช่วยให้กระบวนการในการเข้าถึงทองคำง่ายขึ้น จนทำให้มีมูลค่าตลาดเติบโตขึ้นในปัจจุบัน
ในทางเดียวกัน Bitcoin Spot ETF อาจเปลี่ยน และกระจายฐานนักลงทุนในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ตั้งแต่ผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีไปจนถึงนักลงทุนระยะสั้น และระยะยาวที่กำลังมองหาการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกเพื่อกระจายความเสี่ยง ซึ่งอาจส่งผลให้ความผันผวนในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลลดลง และมีความมั่นคงสูงขึ้น
อย่างไรก็ดี ปัจจัยมหภาคในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยโดยธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ที่ยังเป็นเรื่องที่ต้องจับตามอง แม้ว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาของสินทรัพย์ดิจิทัลในทันที แต่ภาวะทางการเงินที่ตึงตัว และการแข็งค่าของเงินดอลลาร์นั้น อาจจะเพิ่มแรงกดดันให้กับราคาสินทรัพย์ดิจิทัลให้มีความผันผวนมากขึ้น
ท่ามกลางตลาดคริปโทเคอร์เรนซีที่ซบเซาส่งผลให้ “การระดมทุน” ของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลลดลงตามไปด้วย โดย messari บริษัทวิเคราะห์การลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี เผยว่าในไตรมาส 3 ปี 2566 ถือเป็นระดับ “นิวโลว์” ต่ำสุดรอบ 3 ปี จากไตรมาส 4 ปี 2563 ทั้งในด้านปริมาณจำนวนเงินทุน และจำนวนข้อตกลงในการลงทุน โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 2.1 พันล้านดอลลาร์ จากข้อตกลงทั้งหมด 297 ดีล ลดลง 36% จากไตรมาสก่อนหน้า
รวมทั้งปริมาณการซื้อขาย NFT ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่าขณะนี้ตลาด NFT อยู่ในสภาพย่ำแย่มาก ปัจจุบันปริมาณการซื้อขาย NFT ใกล้เคียงกับช่วงต้นปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ตลาด NFTจะได้รับความนิยม โดยในเดือนก.ย.2566 ปริมาณการซื้อขาย NFT ลดลงมาอยู่ที่ 2.99 แสนล้านดอลลาร์ ลดลง 72%จากเดือน ม.ค.ในช่วงต้นปี 2566 ที่ 1.07 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งตลาดซื้อขาย NFT ที่มีวอลุ่มสูงสุดได้แก่ Ethereum อยู่ที่ 2.7 แสนล้านดอลลาร์
แต่อุตสาหกรรมบล็อกเชนกลับเติบโตสวนทางกับราคาสินทรัพย์ดิจิทัลจากผู้ใช้งานบล็อกเชนที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งผู้นำในด้านการทำธุรกรรมที่มากที่สุดได้แก่ BNB Chain บล็อกเชนของไบแนนซ์ที่มีมูลค่าการทำธุรกรรมอยู่ที่ 3.89 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 2.38% ในไตรมาสก่อนหน้าตามมาด้วยอันดับ 2 คือ บล็อกเชน Polygon มีมูลค่าการทำธุรกรรม อยู่ที่ 3.53 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 4.27% และบล็อกเชน Ethereum มีมูลค่าการทำธุรกรรมบนเชนอยู่ที่ 2.45 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 1.32%
ขณะเดียวกันมูลค่าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยตลอดทั้งเดือนก.ย. 2566 ลดลง 66.6% มาอยู่ที่ 1.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการลดลงต่ำสุดเป็นเวลา 2 เดือนติดต่อกันเดือนมี.ค.อยู่ที่ 5.1 หมื่นล้านบาท และจำนวนบัญชีซื้อขายที่มีการเคลื่อนไหว(Active) ของนักลงทุนผ่านเอ็กซ์เชนจ์ทั้งหมด 8.8 หมื่นบัญชี ลดลง 12.87% จากเดือนส.ค.66 ที่ 1.01 แสนบัญชี จากทั้งหมด 2,867,231 บัญชี ซึ่งต่ำสุดในรอบ 1 ปี
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





