เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่เกี่ยวกับเรื่อง“ความยั่งยืน”และ“สิ่งแวดล้อม” ซึ่งกลายเป็นเรื่องปัญหาภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อทุกธุรกิจ รวมทั้ง"ธุรกิจเหมืองขุดบิตคอยน์" ที่มีการใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมากไปกับการเปิดใช้งานเครื่องขุดตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งการปล่อย “คาร์บอนเครดิด” อย่างมหาศาลในการขุดบิตคอยน์
ทำให้ "เทคโนโลยีและนวัตกรรม" ใหม่ ๆ เป็นทางออกที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวในการทำเหมืองขุดบิตคอยน์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
บริษัท จัสมิน เทคโนโลยี โซลูชั่น จํากัด (มหาชน) หรือ “JTS” ดำเนินธุรกิจด้านการสื่อสารโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยมุ่งเน้นการออกแบบ และติดตั้งระบบสื่อสารโทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศแบบครบวงจร (System Integrator) ร่วมกับบริษัท JTS Singapore บริษัทย่อยในประเทศสิงคโปร์ Jasmine Technology Solution (Singapore) PTE. LTD. ซึ่งก่อตั้งเมื่อวันที่ 22 ก.ย.2565 เพื่อขยายธุรกิจ Cloud AI , Internet of Things (IoT) และ Fin Tech
เดินหน้าดันนโยบาย ‘Go Green’ พร้อมที่จะทำโปรเจกต์ระดับโลก ในการกำจัดการขุดบิตคอยน์ที่ไม่ยั่งยืนและมุ่งเน้นไปที่การขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการขุดบิตคอยน์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 100% ในอนาคตอันใกล้
พัฒนาเทคโนโลยีปฏิวัติวงการ
นายโสรัชย์ อัศวประภา ประธานกรรมการ JTS ประเทศไทย กล่าวว่า นี่ถือเป็นศักยภาพของโครงการนี้แบบไร้ขีดจำกัดอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นเพียงการพัฒนาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในระยะเริ่มต้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ที่สามารถปฏิวัติวงการและศักยภาพในการขยายฐานพร้อมกับมุ่งเน้นที่จะพัฒนาเครือข่ายระดับโลก เพื่อดึงดูดผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้คนที่ใส่ใจในสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการนี้
นอกจากนี้ มีแผนที่จะใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติหลักของเทคโนโลยีบล็อกเชน เช่น การติดตามโดยใช้เทคโนโลยีบัญชีแยกประเภทแบบกระจายและธุรกรรมเชิงพาณิชย์ด้วย smart contracts
JTS Group เป็นที่รู้จักดีในด้านบริการโทรคมนาคมที่หลากหลายและทำธุรกิจเหมืองขุดบิตคอยน์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย พร้อมกับเป็นกลุ่มบริษัทที่สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อนำมาใช้กับเครื่องขุดบิตคอยน์ทำให้กลายเป็นเหมืองขุดบิตคอยน์ที่ยั่งยืนที่สุดในภูมิภาค
ติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานสู่ “พลังงานสีเขียว”
ปัจจุบัน JTS สามารถขุดบิตคอยน์ได้ 0.9 บิตคอยน์/วัน ที่ความจุ 250,000 Terahash/วินาที ส่วนด้าน JTS Singapore มีหน้าที่ดำเนินงานหลักของกลุ่มบริษัทภายใต้ภารกิจร่วมกันคือ ‘Green’
ขณะนี้ JTS กำลังดำเนินการลงทุนในการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน 4 เมกะวัตต์ (MW) และเมื่อเสร็จสิ้นโครงการ คาดว่าจะมีการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานถึง 200 MW ในการผลิตไฟฟ้าและความจุ 570 MW ของการจัดเก็บพลังงานเมื่อมีการทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้มั่นใจว่าจะเป็นเหมืองขุดบิตคอยน์ ที่ใช้“พลังงานสีเขียว”ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ พร้อมรับความต้องการในอนาคต
การพัฒนาดังกล่าวจะเปลี่ยนความสามารถในการขุดเป็นกำลังการผลิต 1 Exahash/วินาที ก่อนการ Halving ครั้งต่อไปของบิตคอยน์ ซึ่งคาดว่าจะมาถึงในปี 2567 ในBlockที่ 840,000 ในขณะที่ยังคงเป็น grid-free อย่างเต็มรูปแบบ และใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ 100%
มั่นใจธุรกิจทำกำไรเติบโตระยะยาว
สำหรับ JTS Group มีเป้าหมายในการเป็นเหมืองขุดบิตคอยน์สีเขียวที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนภายในปี 2567 ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับ JTS และกลุ่มพันธมิตร จากการมีความตั้งใจที่จะเปิดตัวหลากหลายโครงการที่มาจากการรวบรวมและบูรณาการบล็อกเชนและเทคโนโลยีสีเขียว โดยใช้ hash rate ในการขุดบิตคอยน์เพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มผลกำไรให้บริษัทพร้อมกับสามารถปกป้องสิ่งแวดล้อมในโลกปัจจุบัน ซึ่งโครงการเหล่านี้และความร่วมมือที่กำลังจะเกิดขึ้นมีความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม ธุรกิจ และบุคคลที่ต้องการการเติบโตในระยะยาว
โดยในไตรมาส 2 ปี 2565 บริษัทมีรายได้รวม 536.75 ล้านบาท กำไรลดลง 41.35 % หรือ 24.54 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อน บันทึกด้อยค่ามูลค่าเหรียญบิตคอยน์ 30.16 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนเหมืองขุดบิตคอยน์และค่าใช้จ่ายในการขาย และบริหาร ในไตรมาสที่ 2 ปี 2565 เพิ่มขึ้น 95.78 ล้านบาท หรือ25.75% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน พร้อมกับติดตั้งเครื่องขุดบิตคอยน์รวม 927 เครื่อง และเหลือส่งมอบอีก 2,599 เครื่องในปีนี้ เพื่อเร่งกำลังขุดเพิ่ม คาดว่าราคาบิตคอยน์จะปรับตัวดีขึ้นหลังสถานการณ์ตลาดหมีบิตคอยน์ฟื้นตัวดีขึ้น





