วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ก.ล.ต. ยัน กำหนดโทษ-สั่งปรับ ตามพื้นฐานกฎหมาย

ก.ล.ต. ยัน กำหนดโทษ-สั่งปรับ ตามพื้นฐานกฎหมาย เผยเร่งตรวจสอบ 'ซิปเม็กซ์' กรณีเข้าข่ายประกอบธุรกิจอื่น หลัง ก.ล.ต.สั่งปรับ 2 เรื่อง และก.ล.ต.ไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการสิงค์โปร-การทำ MOU ด้านกรณี นายสำเร็จ "ซีทีโอบิทคับ" ต้องเข้ารับข้อกำหนดโทษภายใน 10 วัน

นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า การกำหนดโทษของ ก.ล.ต.เป็นไปตามกฎเกณฑ์ว่าเข้าข่ายความผิดใด และดูที่ฐานกฎหมาย

"เป็นหน้าที่ของรัฐในการให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และทำตามหน้าที่ ถ้าไม่มีหน้าที่แล้วไปทำตามหน้าที่ถือเป็นหารทำโดยไม่มีอำนาจ และเมื่อเกิดเหตุการณ์ การเข้าสู่กระบวนการในการเข้ามาชี้แจงและตรวจสอบข้อมเท็จจริงจะดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วจะต้องได้รับฟังจากทั้ง 2 ฝ่าย"

 

โดยในกรณีบริษัท ซิปเม็กซ์ มีการส่งหนังสือปรับ 2 เรื่อง คือ กรณีระงับการให้บริการเทรดบางส่วน และระงับบริการฝาก-ถอนทรัพย์สินลูกค้าใน Trade wallet และ Z-wallet ช่วงเดือน ก.ค-ส.ค.65

สำหรับขั้นตอนการพิจารณา ก.ล.ต.ให้สิทธิ์ในการชี้แจงตามพยานหลักฐานที่ได้รับ และเข้าสู่การตรวจสอบ ในบางกรณีที่สมเหตสมผลก็ได้คำตอบจากหลักฐาน แต่ในกรณีที่ชี้แจงด้วยพยานหลักฐานแล้วไม่ครบถ้วน จึงต้องตรวจสอบต่อ รวมทั้งมีการขยายเวลาในการเข้าชี้แจงตามความเหมาะสม ร่วมกับคณะกรรมการทั้งหมดที่เข้ามามีส่วนช่วย ไม่ใช่ใครเพียงคนเดียว

รวมทั้ง การที่ก.ล.ต.เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการของสิงคโปร์ไม่ได้ เนื่องจากเป็นกระบวนการทางกฎหมายของสิงคโปร์และกระบวนการของเจ้าหนี้ ซึ่งก.ล.ต.ไม่ใช่เจ้าหนี้ รวมทั้งก.ล.ต.ไม่มีอำนาจหนี้ที่ในการเข้าไปตรวจสอบการทำ MOU ของบริษัทนั้นๆ เนื่องจากเป็นการดำเนินธุรกิจ ซึ่งก.ล.ต.พยายามทำหน้าที่ทางกฎหมายตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับอย่างไม่ละเว้น รวมทั้งการทำเกินขอบเขตหน้าที่อาจมีความผิดได้ 

"ซีทีโอบิทคับ" เข้ารับทราบข้อกำหนดโทษภายใน 10 วัน

เลขาธิการ ก.ล.ต. ได้กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) ซึ่งมีองค์ประกอบจาก 5 ฝ่าย ได้แก่ 1.อัยการสูงสุด 2.ปลัดกระทรวงการคลัง 3.อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ 4.ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และ 5.เลขาธิการ ก.ล.ต.

จากที่มีมติให้นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับกับนายสำเร็จ วจนะเสถียร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยี บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด (BBT) กรณีซื้อโทเคนดิจิทัล Bitkub Coin (เหรียญ KUB) โดยเป็นบุคคลซึ่งรู้หรือครอบครองข้อมูลภายใน กำหนดโทษค่าปรับเป็นเงินทั้งสิ้น 8,530,383 บาท

หลังจากที่ ก.ล.ต.ได้มีหนังสือส่งไปหาเจ้าตัว(เมื่อวันที่ 30 ส.ค.65) ภายใน 10 วันจะต้องเข้ามาพบ ก.ล.ต.เพื่อชี้แจงรายละเอียดที่เกิดขึ้น และหลังจากนั้นจะมีเวลา 7 วันในการตัดสินใจชำระเงิน ถ้าไม่ยินยอม ก.ล.ต.จะมีหนังสือขอให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลแพ่งเพื่อกำหนดมาตรการลงโทษในอัตราสูงสุดที่กฎหมายบัญญัติโดยไม่ต่ำกว่าอัตราที่ ค.ม.พ. กำหนด

นายเอนก อยู่ยืน ผู้ช่วยเลขาธิการสายบังคับใช้กฎหมาย ก.ล.ต. กล่าวว่า จากสถิติการใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งของ ก.ล.ต.นับตั้งแต่ปี 2560 ถึงปัจจุบัน มีสัดส่วนประมาณ 20% ที่ไม่ยินยอมชำระเงิน แต่ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วง 1-2 ปีแรก โดยตั้งแต่ปี 2562 มาจนถึงปัจจุบัน เหลือ 10% ที่ไม่ยินยอมชำระเงิน โดยมีประมาณ 3-4 คดี ที่เข้าสู่การฟ้องคดีต่อศาลเพื่อรับโทษในอัตราสูงสุดตามกฎหมาย ซึ่ง ก.ล.ต.ชนะทุกกรณีที่ฟ้องตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ

จากสถิติมาตรการลงโทษทางแพ่ง หลังจจากมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบัน จากจำนวนคดีทั้งหมด 48 คดี ที่ฟ้องต่อศาลแพ่ง

เร่งยกระดับความเข้มแข็งกฎ-กติกาคุ้มครองนักลงทุน

สิ่งที่ ก.ล.ต.มีความกังวลในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทยมากที่สุดคือเรื่องของการยกระดับความเข้มแข็งของกฎและกติกาต่าง ๆ ซึ่งเราอยากเห็นของที่ถูกซื้อขายกันอยู่ในระบบ และเป็นลำดับชั้นทั้งการทำ Hot Wallet Cold Wallet Custodain และล่าสุดคือการควบคุมโฆษณา ทั้งมีการปรับเกณ์เฮียริ่ง

เกณฑ์กติกาที่คุ้มครอง และเกณฑ์ของก.ล.ต.อยู่ในระดับสากล ในระดับเดียวกับก.ล.ต.ของต่างประเทศ อเมริกาและยุโรป ที่ต้องดูแลคุ้มครองผู้ลงทุนให้ได้เหมาะสมที่สุด ในแง่ของการคุ้มครองต้องสามารถปิดช่องว่างทางกฎหมาย ใช้เกณฑ์กติกาที่อยู่ในระดับสากล ติดตามเรื่องของกฎหมายระดับสากลและบังคับใช้กฎหมายเป็นลำดับ