วิเคราะห์แนวโน้มตลาด : บล.โกลเบล็ก Sideway

วันอังคารที่ผ่านมาดัชนีเคลื่อนไหวผันผวน โดยในช่วงเช้าดัชนีปรับตัวขึ้นตามทิศทางตลาดต่างประเทศ มีแรงหนุนจากสหรัฐเผยยอดค้าปลีก +0.2% ในเดือนก.พ.
แม้ว่าจะต่ำกว่าคาดการณ์ แต่สูงกว่า -1.2% ในเดือนม.ค.ขณะที่เปิดตลาดในช่วงบ่ายดัชนีปรับตัวลง จากความกังวลสถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม มีแรงซื้อนำโดยหุ้นกลุ่มไอซีที ธนาคาร อิเล็กทรอนิกส์ และพลังงาน ทำให้ดัชนีกลับขึ้นมายืนในแดนบวก ส่งผลให้ดัชนี SET Index ปิดตลาดที่ 1,176.17 จุด +5.97 จุด +0.51% มูลค่าการซื้อขาย 39,013.98 ลบ. Program Trading +1,313.77 ลบ. ต่างชาติ +885.95 ลบ. TFEX -3,198 สัญญา ตราสารหนี้ +2,244.86 ลบ.
ปัจจัยบวก
+ ทำเนียบขาวออกแถลงการณ์ระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เห็นพ้องกันหยุดโจมตีเป้าหมายด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานในการทำสงครามยูเครนเป็นเวลา 30 วันต่อ และจะมีการเริ่มต้นเจรจาหยุดยิงในวงกว้างขึ้นโดยทันที
+ ธนาคารกลางสหรัฐฯ เปิดเผยว่าการผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวม ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 0.7%MoM ในเดือนก.พ. สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 0.2%MoM หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3%MoM ในเดือนม.ค. การผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 1.4%YoY ในเดือนก.พ.
+ สหรัฐเปิดเผยว่าตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านเพิ่มขึ้น 11.2% สู่ระดับ 1.50 ล้านยูนิตในเดือนก.พ. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.38 ล้านยูนิต จากระดับ 1.35 ล้านยูนิตในเดือนม.ค.
+ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมีแนวคิดให้รัฐบาล รับซื้อหนี้เสียคืน เป็นแนวทางของการปรับโครงสร้างหนี้ มีทั้งการเจรจา ยืดหนี้ และลดดอกเบี้ยให้ต่ำลง โดยต้องอยู่ได้ทั้งสองฝ่าย จึงต้องหารือ กับสมาคมธนาคารไทย เพื่อดูข้อมูลในรายละเอียด อาจตั้งหน่วยบริหาร จัดหนี้ด้อยคุณภาพผ่าน AMC
ปัจจัยลบ
- ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 260.32 จุด หรือ -0.62% ท่ามกลางการซื้อขาย ที่เป็นไปอย่างระมัดระวังก่อน FED แถลงผลการประชุมนโยบายการเงิน นอกจากนี้ ตลาดยังถูกกดดันจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบ ของมาตรการภาษีศุลกากรของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์
- สัญญาน้ำมันดิบ WTI ลดลง 68 เซนต์ หรือ -1.01% ปิดที่ 66.90 ดอลลาร์/บาร์เรลหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ได้หารือกันเกี่ยวกับการยุติสงครามในยูเครน ซึ่งจะนำไปสู่การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร การส่งออกน้ำมันของรัสเซีย
- กองทัพอากาศอิสราเอลถล่มกาซาทางอากาศอย่างหนักส่งผลให้ มีผู้เสียชีวิต 326 ราย ตามรายงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขปาเลสไตน์ ทำให้ข้อตกลงหยุดยิงที่มีมานาน 2 เดือนกับกลุ่มฮามาสต้องยุติลง ขณะที่อิสราเอลประกาศใช้กำลังทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือตัวประกันที่ยังติด อยู่ในพื้นที่
- รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ยังคงมีแผนบังคับใช้มาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ในวันที่ 2 เม.ย.
- ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศว่าจะต่อกรกับ ความได้เปรียบทางเศรษฐกิจของจีนที่ใช้ไฟฟ้าจากถ่านหิน โดยมอบอำนาจให้รัฐบาลเร่งเพิ่มการผลิตพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล
แนวโน้มตลาดวันนี้
คาดดัชนีในวันนี้ยังแกว่งตัวในลักษณะ Sideway ออกข้าง โดยนักลงทุนจับตาผลการประชุมเฟด และถ้อยแถลงของ เจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ปรับตัวลงกดดันหุ้นกลุ่มพลังงาน มองกรอบดัชนีวันนี้ 1,170-1,185 จุด
กลยุทธ์การลงทุน
• หุ้นที่ได้ประโยชน์จากกระแสซีรีส์ "The White Lotus" : WPH RP MINT CENTEL BA BAREIT
• หุ้นส่งออก ม.ค. เติบโตดี : STA NER GFPT AAI ITC
• หุ้นที่ได้ประโยชน์จาก กนง. ลดดอกเบี้ย : AP LH SIRI SC SPALI QH MTC TIDLOR
• หุ้นที่ได้ประโยชน์จากโครงการ TISA : CPALL SCB TISCO EGCO BDMS TU ADVANC
• หุ้นที่ได้ประโยชน์จาก ThaiESG Extra : BBL BEM CPALL PTT TISCO
หุ้นรายงานพิเศษ
TU "ซื้อ" (Bloomberg Consensus 14.00 บาท)
"กำไร 4Q67 ใกล้เคียงตลาดคาด"
- งวด 4Q67 มียอดขายเท่ากับ 35,090 ล้านบาท ทรงตัว +0.7%QoQ แต่ลดลงเล็กน้อย -1.2%YoY โดยมีสาเหตุหลักจากผลกระทบเชิงลบของเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลัก ทุกสกุล ด้านอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 18.7% ลดลงจาก 19.5% ใน 3Q67 เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจสัตว์เลี้ยงลดลง จากต้นทุนวัตถุดิบปรับตัวขึ้น ประกอบกับ 3Q67 มีการกลับรายการการตั้งสำรองสินค้าคงเหลือ แต่ดีขึ้นหากเทียบกับ 4Q66 ที่ 17.8% ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจ อาหารทะลแปรรูป ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง และธุรกิจอาหารสัตว์ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น ในไตรมาสนี้ เป็นอัตรากำไรขั้นต้นรายไตรมาสที่สูงสุดเป็นอันดับ 3 ในรอบ 14 ไตรมาสที่ผ่านมา ส่งผลให้มีกำไรสุทธิเท่ากับ 3,201 ล้านบาท -12.5%QoQ และ -13.1%YoY โดยทั้งปี 67 มีกำไรสุทธิเท่ากับ 13,361 ล้านบาท +8.6%YoY
- ความเห็น : เรามีมุมมองเป็นกลางต่อแนวโน้มผลประกอบการปี 68 โดยบริษัทตั้งเป้าหมายรายได้เติบโตราว 3-4% หลังมีการทำตลาดใหม่ๆ เพิ่มเติม รวมทั้งบริษัทยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ บริษัทยังได้ดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน ครั้งที่ 4 ในวงเงินไม่เกิน 3,000 ล้านบาท หรือจำนวน 200 ล้านหุ้น โดยจะเริ่มซื้อหุ้นคืนระหว่าง วันที่ 2 มกราคม ถึง 30 มิถุนายน 2568 ราคาหุ้นปัจจุบันเทรดที่ PE 9.4X ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 12.7X คงคำแนะนำ “ซื้อ”
หุ้นมีข่าว
(+) SJWD (Bloomberg Consensus 12.25 บาท) รับอานิสงส์ควบรวมเสร็จสมบูรณ์ เล็งขยายธุรกิจออโตโมทีฟเข้าสู่การขนส่ง-รับฝากอะไหล่ อุปกรณ์รถยนต์ไฟฟ้า พร้อมลงทุนต่อเนื่องสร้าง คอร์ทยาร์ด ทั้งแหลมฉบัง และระยองเฟส 2 ควบคู่ขยายฐานตลาดในประเทศเป้าหมาย กัมพูชา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย พร้อมตั้งเป้ารายได้รวมทั้งปี 2568 โต 10-12%YoY (ที่มา ทันหุ้น)
(+) AUCT (Bloomberg Consensus - บาท) รายได้ปี 2567 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์แตะ 1.3 พันล้านบาท พร้อมกางแผนปี 2568 เดินหน้าขยายคลังสินค้า-เปิดสถานตรวจสภาพรถยนต์เอกชน เสริมบริการครบวงจร หนุนรายได้โตต่อเนื่อง พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มประมูลหน้าลาน-ออนไลน์ (ที่มา ทันหุ้น)
(+) TKS (Bloomberg Consensus 6.25 บาท)ส่งซิกแนวโน้ม Q1/68 ผลงานสตรอง หนุนรายได้ปี 68 โต 9% พร้อมรักษากรอสมาร์จิ้นที่ 30-35% ชี้กลุ่มบรรจุภัณฑ์ ฉลากกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีแพลตฟอร์มเติบโตสูง พร้อมเดินหน้าขยายกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโต เผยแนวโน้มธุรกิจของ PTECH ที่ TKS ถือหุ้นอยู่ราว 25% เชื่อว่าปีนี้จะเป็นปีที่สดใส ประเมินการขาดทุนในการลงทุน PTECH ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในปีที่ผ่านมา (ที่มา ทันหุ้น)
(+) PSP (Bloomberg Consensus - บาท)เปิดแผนธุรกิจปี 2568 สู่การเติบโตระดับโลก เป้ายอดขายโต 10-15% - เพิ่มส่งออกเป็น 30% ของรายได้รวมภายในปี 2571 มุ่งขยายตลาดในยุโรป ตะวันออกกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหตุเติบโตสูง เล็งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ เมกะเทรนด์ "ผลิตภัณฑ์หล่อลื่นและน้ำยาหล่อเย็นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า-ผลิตภัณฑ์ไบโอเบส" พัฒนาธุรกิจใหม่เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนทั้ง "ซื้อกิจการร่วมทุน และสร้างธุรกิจใหม่" (ที่มา ทันหุ้น)







