ธปท.เตือน ‘หนี้เอกชน’ พุ่ง ผวาเศรษฐกิจไทย “ภูมิคุ้มกันต่ำ-เหลื่อมล้ำสูง”

ธปท.ห่วงเศรษฐกิจไทยภูมิคุ้มกันต่ำ หนี้ภาคธุรกิจสูงขึ้น ชี้นโยบายการเงินอย่างเดียวไม่อาจพาเศรษฐกิจฟื้นได้ ต้องเร่งปรับโครงสร้าง ควบคู่การใช้มาตรการเฉพาะจุด เพื่อประคองเศรษฐกิจไทยไม่ให้ติดกับดักเติบโตต่ำระยะยาว “ศุภวุฒิ” ชี้โลกป่วนเตือนไทยเร่งต้องปรับตัวรับแรงกระแทกจากสหรัฐ
KEY
POINTS
- ธปท.ชี้ เศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ทั้งผลิตภาพต่ำ ขาดการลงทุนใหม่ และสังคมสูงวัย ทำให้ศักยภาพการเติบโตลดลง และมีภูมิคุ้มกันต่ำ
- กังวลหนี้เอกชนที่พุ่งสูง โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และหนี้ภาคธุรกิจที่เผชิญความท้าทายในการรีไฟแนนซ์หุ้นกู้
- แถมปัญหาความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของประเทศ ทั้งในมิติของการเงิน รายได้ และโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ
- ซ้ำเติมความเปราะบางของเศรษฐกิจ ทั้งจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ปัญหาคอร์รัปชัน และเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่แผ่วลง
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาใหญ่แห่งปี KKP Year Ahead 2026 ว่าเศรษฐกิจไทยปัจจุบันไม่ได้เผชิญเพียงแค่ปัญหาชั่วคราว แต่กำลังอยู่บนปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่สั่งสมมานานภายใต้ผลิตภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขันประเทศไทยมีปัญหาเรื่อง Productivity ที่ต่ำ และไม่มีการลงทุนใหม่ๆ มาหลายปี
ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ระยะยาว ไม่เพียงเท่านั้นปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังอยู่ท่ามกลางหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง
แต่ที่น่ากังวลกว่าคือ หนี้ครัวเรือนที่สูงสุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก นอกจากนี้ ภาคธุรกิจเองก็มีหนี้สูงเช่นกัน โดยปีนี้มีความท้าทายมากในเรื่องการรีไฟแนนซ์ (Refinance) หุ้นกู้ในบางส่วน
นอกจากนี้ ยังเผชิญความเหลื่อมล้ำรุนแรง และไทยเหลื่อมล้ำสูงมากทั้งในแง่การเงิน รายได้ และโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ
อีกทั้งสังคมสูงวัย (Aging Society) ที่ส่งผลให้กำลังแรงงานของไทยลดลงอย่างมาก ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจลดลงจากเดิมที่เคยอยู่ที่ 3% เหลือเพียง 2.7% ในปัจจุบัน
ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยโดยความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีไปแล้ว 3 คน และเปลี่ยนรัฐมนตรีไปหลายคน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องของนโยบาย
นอกจากนี้ประเทศไทยยังเผชิญกับปัญหาคอร์รัปชัน และทุนเทา รวมถึงปัญหาเรื่อง Corporate Governance และการทุจริตในเมืองไทยรุนแรงมาก หากแก้ไม่ได้จะก้าวต่อไปลำบาก รวมถึงปัญหาเรื่องทุนสีเทาที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น
หากดูภาพรวมเศรษฐกิจไทย มองว่า “จีดีพี” และเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่แผ่วกำลัง หากดูกราฟการเติบโต GDP ที่มีทิศทางลดลงต่อเนื่อง โดยในอดีตเคยเติบโตเฉลี่ยที่ 5% แล้วลดลงมาเป็น 4%, 3% และปัจจุบันเหลือเพียง 2% เท่านั้น
“ปีนี้คาดว่า GDP จะอยู่ที่ประมาณ 2.2% ส่วนปีหน้าอาจจะอยู่ที่ 1.5-1.7% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น 2.7% การส่งออกในปีนี้มีปัญหาเนื่องจากฐานที่สูงในปีที่แล้ว การบริโภคก็ลดต่ำลงจากเดิมที่เคยโต 5% เหลือเพียง 1-2% เท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องงบประมาณปีหน้าที่อาจล่าช้าไป 1 ไตรมาส จากการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ขณะที่ท่องเที่ยวจะภูมิใจกับตัวเลขนักท่องเที่ยว แต่หากเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคที่ฟื้นตัวเกินระดับก่อนโควิดไปแล้ว ประเทศไทยยังถือว่าฟื้นตัวได้ช้ากว่า ดังนั้น วันนี้เศรษฐกิจไทยไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม แต่อยู่ด้วยบุญเก่าที่ใช้อุตสาหกรรมเก่า และเทคโนโลยีเก่า ซึ่งน่ากังวลอย่างมากในระยะยาว”
ประเด็นที่น่าห่วง และน่ากังวลคือ สินเชื่อ SME หดตัวต่อเนื่องมาแล้ว 36 เดือน หรือ 3 ปี ในขณะที่สินเชื่อรายใหญ่ยังมีขึ้นมีลงบ้าง เมื่อสินเชื่อไม่เติบโต ปริมาณเงินในระบบที่ควรจะถูกสร้างขึ้นมาก็หายไป
สิ่งนี้สะท้อนว่า SME กำลังมีปัญหาหนัก และหากไม่ได้รับการแก้ไข เครดิตคอร์ส (Credit Cost) ที่สูงจะทำให้ธนาคารพาณิชย์ไม่กล้าปล่อยกู้เพิ่ม
- ดอกเบี้ยมีข้อจำกัดกระตุ้นเศรษฐกิจ
ในมุมของข้อจำกัดของนโยบายการเงินปัจจุบัน ยอมรับว่าข้อจำกัดอย่างมากในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้จะมีคนเรียกร้องให้ลดดอกเบี้ย แต่ปัจจุบันดอกเบี้ยของไทย 1.25% ถือว่าระดับต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากสวิตเซอร์แลนด์ และญี่ปุ่น เท่านั้น
“หากดูสถิติการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมารวม 1% หรือลด 4 ครั้งที่ผ่านมา ช่วยกระตุ้น GDP ได้เพียง 0.18% ในเวลา 2 ปี ซึ่งถือว่าน้อยมาก เพราะปัญหาปัจจุบันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่ได้แก้ได้ด้วยการอัดฉีดสภาพคล่องผ่านดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว หรือหาก ธปท.ลดดอกเบี้ยลง 0.50% จะช่วยเพิ่มเงินเฟ้อได้เพียง 0.1% เท่านั้น”
ดังนั้น ธปท.จึงต้องขยับบทบาทจากเดิมที่เน้นเพียงแค่รักษาเสถียรภาพ มาเป็นผู้ลงมือทำมากขึ้นไม่เป็นเพียงผู้ที่นั่งวิเคราะห์ปัญหาอยู่บนหอคอยอีกต่อไป แต่จะใช้มาตรการเฉพาะจุด (Targeted) เข้าไปแก้ปัญหาใน Real Sector
สำหรับมาตรการที่ ธปท.ทำในปัจจุบัน เช่น มาตรการแก้หนี้ และพยุงเศรษฐกิจรายย่อย ทั้ง การช่วยลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียต่ำกว่าแสนบาท ที่จะช่วยเหลือลูกหนี้ 1 ล้านคน ออกจากวังวนหนี้ได้ หรือโครงการปิดหนี้ไวไปต่อได้ ที่เป็นกลไกการค้ำประกันสินเชื่อใหม่เพื่อช่วย SME ในกลุ่มที่มีศักยภาพ
- เร่งคุมเพดานซื้อขายทองสกัดเงินบาทแข็งค่า
สิ่งถัดมาที่ ธปท.ดูแลค่าเงินบาท และการจัดการทุนเทา โดยยอมรับว่าการเข้าไปดูแลเงินบาทในปัจจุบันหรือแทรกแซงค่าเงินมีข้อจำกัดจากข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับสหรัฐที่เฝ้าระวังไม่ให้ประเทศคู่ค้าบิดเบือนค่าเงินเพื่อชิงความได้เปรียบทางการค้า
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าเงินบาทอย่างมากในปัจจุบันคือ การซื้อขายทองคำ ที่การซื้อขายทองคำในไทยมีมูลค่าสูงถึง 50-60% ของ GDP โดยเฉพาะ 15 รายใหญ่ ที่ซื้อขายทองบนแอปพลิเคชัน เช่นล่าสุดที่พบว่าหนึ่งรายมีรายได้เกิน 5 ล้านล้านบาทซึ่งสูงมาก เทียบกับจีดีพีประเทศที่อยู่ 18 ล้านล้านบาท
“ปัจจุบันพบวอลุ่มการเทรดทอง 250,000 ล้านบาทต่อวัน มากกว่าตลาดหลักทรัพย์ไทยที่เทรดเฉลี่ยเพียง 40,000 ล้านบาทต่อวันหลายเท่าตัว”
ทั้งนี้ ตัวที่กระทบต่อค่าเงินบาทคือ การเทรดทองผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 35% ของการเทรดทั้งหมด ร้านทองจะต้องทำ Position ป้องกันความเสี่ยงด้วยดอลลาร์ การขายดอลลาร์จำนวนมหาศาลในคราวเดียวทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น มาตรการใหม่ที่ ธปท.ดำเนินการจะแก้ประกาศกระทรวงการคลัง เพื่อให้อำนาจ ธปท.ตาม พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เพื่อเข้าไปกำกับดูแลธุรกรรมการซื้อขายทองคำบนแอปพลิเคชัน เนื่องจากมีผลกระทบต่อค่าเงิน โดยจะประกาศช่วงวันที่ 23-29 ม.ค.นี้ เพื่อกำหนดลิมิตการซื้อขายทองที่มีปริมาณ เช่น 50-100 ล้านบาทขึ้นไปที่อยู่ระหว่างการพิจารณา
- จ่อคุมแลกเงินสด “ปราบเงินเทา”
ทั้งนี้ ล่าสุด ธปท.ได้มีการขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ และธนาคารของรัฐทุกแห่ง และจะออกหนังสือเวียนเร็วๆ นี้ เพื่อให้ช่วยกันดูแลการแลกเงินสดที่มีลักษณะผิดปกติ
โดยเฉพาะการแลกเงินจำนวนมากในรูปแบบที่น่าสงสัย เช่น การขอแลกเงินหลักล้านบาทขึ้นไป โดยเฉพาะ ธนบัตรใบละ 100 บาท 500 บาท และ 1,000 บาท เช่นในช่วงเลือกตั้งที่ใช้เงินสดค่อนข้างมากกว่าช่วงปกติ เนื่องจากปัจจุบัน ธปท. ไม่ได้มีอำนาจในการห้ามแลกเงินสด
ดังนั้นช่วงแรกๆ จะเน้นการขอความร่วมจากแบงก์ ให้ช่วยกันสังเกต หากพบว่าธุรกรรมใดมีลักษณะผิดปกติ ก็ขอให้รายงานเข้ามาเพื่อให้ ธปท.สามารถเข้าไปติดตามเส้นเงินต่อได้
ทั้งนี้คาดว่าภายใน 2-3 เดือนข้างหน้า ธปท.จะแก้กฎหมายเพื่อให้เข้าไปป้องปรามธุรกรรมลักษณะนี้ได้มากขึ้น โดยเฉพาะธุรกรรมเงินสด ซึ่งต่างจากการทำธุรกรรมผ่านระบบโอนเงิน เพราะการโอนเงินผ่านระบบการเงินมีความปลอดภัย โปร่งใส และตรวจสอบเส้นทางเงินได้ชัดเจน
“ในอดีตจะถูกรายงานไปหน่วยงานอื่น เช่น ปปง.แต่ไม่รายงานมา ธปท.ทำให้ ธปท.ไม่เห็นข้อมูล ดังนั้น ธปท.พยายามขยายการเข้าถึงข้อมูล โดยจะเข้าไปดูธุรกรรมขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเกินความจำเป็น โดยเฉพาะช่วงเลือกตั้งที่ยอมรับว่าการแลกเงินสดสูงขึ้น”
- โลกป่วนเตือนไทยเร่งต้องปรับตัว
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า ประเด็นความเสี่ยงภาษี และสถานการณ์ระหว่างประเทศ กรณีการเก็บภาษีของสหรัฐกับอิหร่านยังประเมินไม่ชัด เนื่องจากต้องรอรายละเอียดเชิงปฏิบัติจากสหรัฐ และไทยค้าขายกับอิหร่านสัดส่วนน้อยมากจึงไม่น่ากระทบอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือ การเจรจาการค้ากับสหรัฐ แม้กรณีศาลฎีกาสหรัฐตีความว่าการเก็บภาษีบางอย่างผิดกฎหมาย และต้องยกเลิก แต่สหรัฐยังใช้มาตรการอื่นมาทดแทนได้ และไทยต้องเตรียมพร้อมไว้
“ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐใกล้ 50,000 ล้านดอลลาร์ ดังนั้น อย่าคาดหวังว่าคำตัดสินของศาลจะทำให้ปัญหาจบลง เพราะทรัมป์มีเครื่องมือ และแนวทางดำเนินการได้หลากหลายมาก”
ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ ไทยต้องสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐจะอยู่รอดในลักษณะใด เพื่อให้เอกชนสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจ และการลงทุนในอนาคตได้
- “แต่ปัญหาที่น่ากลัวจริงๆ คือ เศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 1-2% ต่อปี เหมือนการถีบจักรยานที่ช้าเกินไป ซึ่งมีโอกาสล้มได้ง่าย ปัญหาของไทยในเวลานี้คือจักรยานกำลังถีบช้าเกินไป และนั่นเป็นสิ่งที่น่ากังวลมากกว่า เราต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อให้จีดีพีกลับมาเติบโตได้จริงที่ระดับ 4-5% ต่อปี ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าอย่างสมดุล และไม่ล้มง่าย”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์







