วิเคราะห์แนวโน้มตลาด : บล.ยูโอบี เคย์ เฮียนฯ Market breadth บ่งชี้ การฟื้นตัวรอบนี้อาจนำโดยหุ้นที่ลงมาเยอะ

วิเคราะห์แนวโน้มตลาด : บล.ยูโอบี เคย์ เฮียนฯ Market breadth บ่งชี้ การฟื้นตัวรอบนี้อาจนำโดยหุ้นที่ลงมาเยอะ

ยังมองภาษีการค้าเป็นเรื่องของการต่อรอง ขณะที่ประชุม ธนาคารกลางหลายแห่งสัปดาห์นี้ ยังไม่น่ามีเซอร์ไพรซ์ สหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าจากโคลัมเบีย 25% หลังเที่ยวปฏิเสธไม่รับผู้อพยพที่ถูกเนรเทศกลับประเทศ

ขณะที่โคลัมเบียตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐ เช่นกัน ขนาดการนำเข้าระหว่างกันคิดเป็น 0.04% GDP สหรัฐฯ และ 2.5% GDP โคลัมเบีย ไม่มีนัยยะต่อการค้าโลก แต่เป็นการส่งสัญาณไปถึงประเทศต่างๆให้เร่งพิจารณานำเขาสินค้าจากสหรัฐฯ มากขึ้น ซึ่งเรายังเชื่อว่าแนวทางกดดันให้ประเทศต่างๆเจรจา จะยังเป็นแนวทางหลักในช่วงแรก // แม้ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายธนาคารกลางทั่วโลกจะอยู่ในทิศทางปรับลง แต่ในระยะสั้นคาดคงดอกเบี้ย โดยการประชุมธนาคารกลางสัปดาห์นี้ ได้แก่ BOE (29 ม.ค.), FED (29 ม.ค.), ECB (30 ม.ค.)

เปิดตัว Deepseek ที่เป็น AI ใหม่ของฝั่งจีน อาจกดดันราคาหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ในระยะสั้น: มีการเปิดตัวปัญญาประดิษฐ์ (AI) จากทางจีน ชื่อ DeepSeek ซึ่งมีคุณลักษณะคล้าย ChatGPT, Gemini, Claude แม้คุณสมบัติบางด้านยังด้อยกว่า แต่ก็ถือเป็นคู่แข่งที่น่าจับตา ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อการขายทำกำไรหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ในระยะสั้น ขณะที่อาจดึงดูดเม็ดเงินลงทุนยังหุ้นจีน โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีมากขึ้น

องค์ประกอบของตลาด (Market breadth) บ่งชี้การฟื้นตัวในรอบนี้ อาจนำโดยกลุ่มหุ้นที่ปรับลดลงเยอะ: จำนวนหุ้นที่ยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 20 วัน เพิ่มขึ้นทั้งใน SET และ SET50 ขณะที่จำนวนหุ้นที่เข้าสู่แนวโน้มฟื้นตัว (MACD Day พลิกจากลบเป็นบวก) มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนใน 2 วันที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามจำนวนหุ้นที่ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ ไม่ได้เพิ่มมากนัก ขณะที่หุ้นส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะในกลุ่ม SET50 และ SET100) อยู่ในโซนใกล้จุดต่ำสุด 52 สัปดาห์ ดังนั้นการฟื้นตัวในรอบนี้ มีแนวโน้มที่จะถูกผลักดันโดยกลุ่มหุ้นที่ลงมาเยอะหรืออยู่ในโซนล่าง

 

ภาพรวมกลยุทธ์ มีโอกาสฟื้นตัวเชิงบวก โดยลุ้นยืน 1,365 จุด เพื่อยกกรอบการเล่น ยังชอบกลุ่มผลประกอบการดี ใน 4Q67-1Q68 มีความน่าสนใจ โดยเราชอบ หุ้นในกลุ่มท่องเที่ยว, การแพทย์, สื่อสาร, ค้าปลีก และอาหาร (เครื่องดื่มและเนื้อสัตว์) กลุ่มโรงไฟฟ้าใหญ่และหุ้นปันผลสูงเริ่มกลับมาน่าสนใจ ขณะที่ธนาคารอาจมีแรงทำกำไร โดยมีจุดซื้อคืนประมาณปลายเดือน ก.พ. // หุ้นโซนล่างที่น่าสนใจ ได้แก่ SCC, SCGP, HANA, KCE, CREDIT, EGCO, RATCH, TOP, TU, SNNP, TIPH, FORTH, BAM (เก็งกำไรแบบกำหนดจุดตัดขาดทุน)

แนวรับ: 1,349   แนวต้าน : 1,365-1,380 จุด

สัดส่วนลงทุน: เงินสด 40% vs พอร์ตหุ้น 60%
 

หุ้นแนะนำ  (* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ นักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาเข้าซื้อ)

•    TOP (32) : การบังคับหลักประกันจากคู่ค้า 12,339 ล้านบาท มีโอกาสกลายมาเป็นรายได้พิเศษในช่วงไตรมาส 1/68 ตัดขาดทุน 25 บาท
•    CBG* (85): ผลการดำเนินงานมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง จากต้นทุนการผลิตที่ปรับลดลง และการสร้างโรงงานที่พม่าบวกต่อการแย่งส่วนแบ่งการตลาด ตัดขาดทุน 70 บาท
•    BTG (21) : คาดกำไร 4Q67F เพิ่มขึ้นทั้ง qoq และ yoy จากต้นทุนการผลิตที่ปรับลดลง ส่งผลให้อัตรากำไรยังปรับดีขึ้นต่อเนื่อง ตัดขาดทุน 17.50 บาท
•    HANA* (28): ราคาต่ำสุดในรอบ 3 ปี และลดลง 50% จาก high ปี 2567 แม้ consensus คาดกำไร -15% YoY แต่ FCF yield ในระดับ 15-17% สูงเป็นลำดับต้นๆของหุ้นไทย ขณะที่ซื้อขายเพียง 14x PER และ 0.74x PBV ตัดขาดทุน 23 บาท  

ประเด็นที่น่าสนใจ  

-    BOJ ขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 0.50% สูงสุดในรอบ 17 ปี
-    รัฐบาลตั้งเป้าสิ้นปี 68 ปิดดีล FTA ไทย-EU สร้างแต้มต่อทางการค้า
-    รถไฟฟ้าฟรี สู้ฝุ่น PM2.5 วันแรกคนใช้บริการพุ่ง 45.29%
-    ส่งออกไทยธ.ค. โตต่อเนื่อง 8.7% ทั้งปีโต 5.4% เกินเป้า มูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

 

-    TOP บริษัทบังคับหลักประกันภายใต้สัญญาจ้างเหมาทำของ การออกแบบวิศวกรรม การจัดหา และการก่อสร้าง (EPC Contract) เป็นมูลค่า 12,339 ล้านบาท 
-    SKY ระบบเช็คอินสนามบินดอกเมืองล่มในช่วงวันที่ 25 ม.ค.จากการอัพเดตระบบปฏิบัติการในช่วง 01.00 น. แก้ไขได้ในช่วงบ่าย และทำให้เกิดความล่าช้าของเที่ยวบินจำนวนมาก อย่างไรก็ตามยังไม่แน่ชัดถึงผลกระทบที่อาจเกิดต่อบริษัท
-    บทวิเคราะห์วันนี้ : CPF แนะนำ ซื้อ เป้า 31 บาท/ CPALL แนะนำ ซื้อ เป้า 85 บาท/ SABINA แนะนำ ซื้อ เป้า 22 บาท 

ปัจจัยที่ต้องติดตาม

30 ม.ค. – Fed Interest Rate Decision

 

วิเคราะห์แนวโน้มตลาด : บล.ยูโอบี เคย์ เฮียนฯ Market breadth บ่งชี้ การฟื้นตัวรอบนี้อาจนำโดยหุ้นที่ลงมาเยอะ