กำไรไตรมาส 2/67 ของบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้น 21% yoy บริษัทจดทะเบียนที่อยู่ใน coverage ของเรารายงานผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/67 ออกมาครบทั้งหมดแล้ว
ภาพรวมกำไรลดลง 3% qoq ตามผลของปัจจัยฤดูกาล ซึ่งส่วนใหญ่ไตรมาส 2 ของทุกปีจะเป็นช่วง low season ของหลายๆ ธุรกิจ ขณะที่ yoy สามารถเติบโตได้ 21% นำโดยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์, อาหาร และพลังงาน อาทิ BANPU, PTT, PTTEP และ BSRC ที่ผลการดำเนินงานออกมาดีกว่าคาด สำหรับกลุ่มที่รายงานกำไรออกมาต่ำกว่าคาด ได้แก่ กลุ่มสื่อสาร, รับเหมาก่อสร้าง และขนส่ง ภาพรวม EPS ของ SET Index ลดลง 2.1% สู่ 96 บาท จากเดิมที่ 99 บาท เราจึงปรับประมาณการราคาเป้าหมายของ SET Index ลงเป็น 1,536 จุด จากเดิม 1,585 จุด อิง P/E เฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ที่ 16 เท่า
วัฏจักรของกำไรขาลงที่กำลังสิ้นสุด และน่าจะกลับเป็นกำไรขาขึ้น จะเป็น Catalyst สำคัญของภาพการลงทุนในช่วงต่อไป สัดส่วนบริษัทจดทะเบียนที่รายงานกำไรไตรมาส 2/67 เพิ่มขึ้น YoY เริ่มกลับมามีสัดส่วนมากกว่าที่รายงานกำไรลดลง YoY (37.9% vs 37.1%) เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส ซึ่งเป็นสัญญาณบวกว่ากำไรของบจ.ไทย อาจเริ่มสิ้นสุดวัฏจักรของการปรับประมาณการกำไรลง (downgraded cycle) และอาจเข้าสู่การปรับประมาณการกำไรขาขึ้น (upgraded cycle) ในระยะถัดไป
เสถียรภาพทางการเมือง ช่วยเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ เราประเมิน ปัจจัยทางการเมืองที่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น จะส่งผลบวกต่อความเชื่อมันของนักลงทุนต่างชาติ และโมเมนตัมของตลาดหุ้นไทย เนื่องจาก 1) การเบิกจ่ายงบประมาณปี 67 สามารถดำเนินการต่อไปได้, 2) การอนุมัติร่างงบประมาณปี 68 ไม่น่าจะล่าช้าอย่างมีนัย และ 3) นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจยังคงดำเนินต่อไป แม้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบได้ แต่คาดยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย
ภาพรวมกลยุทธ์ GDP ที่ดีกว่าคาด และแรงส่งจากเสถียรภาพการเมือง เป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มการเงิน ทั้งธนาคารและไฟแนนซ์ (เราชอบ KBANK, BBL, MTC) เรายังคาดกลุ่มคล้ายพันธบัตร และได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง อาทิ ไฟฟ้า รีทส์ แกร่งกว่าตลาด และใช้จังหวะผันผวนสะสมหุ้นที่โมเมนตัมกำไรยังเป็นขาขึ้น อาทิ สื่อสาร, อาหาร และค้าปลีก // กลุ่มท่องเที่ยวน่าสนใจจากการเข้าสู่ high season เราชอบ AOT, ERW, SPA
แนวรับ: 1,323 / แนวต้าน: 1,332 จุด
สัดส่วนลงทุน: เงินสด 40% vs พอร์ตหุ้น 60%
หุ้นแนะนำ (* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ นักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาเข้าซื้อ)
• CPN* (61) : ผลประกอบการไตรมาส 2/67 แข็งแกร่ง ตามการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการเปิดโครงการใหม่ ตัดขาดทุน 57 บาท
• KBANK* (141) : มาตรการดูแลลูกหนี้ และช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็กและกลุ่มเปราะบาง คาดเป็นบวกต่อลูกค้ากลุ่ม SME ตัดขาดทุน 129 บาท
• EGCO* (116) : ราคาหุ้นตอบรับผลประกอบการที่อ่อนแอจากการตั้งสำรองโครงการผลิตไฟฟ้าที่ต่างประเทศไปแล้ว ขณะที่ปัจจุบัน ซื้อขายด้วย PER 8x, PBV 0.46x และให้ปันผล 6.72% ตัดขาดทุน 93 บาท
• SYNEX* (15) : ผลประกอบการไตรมาส 2/67 ออกมาแข็งแกร่ง และยังมีโมเมนตัมการเติบโตที่ดีจากการกลับมาใช้จ่ายภาครัฐ และ AI Transformation ตัดขาดทุน 12.80 บาท
ประเด็นที่น่าสนใจ
- คามาลา แฮร์ริส เสนอขึ้นภาษีนิติบุคคล เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนประชาชนที่มีรายได้ต่ำกว่า พร้อมเสนอลดภาษีบุคคลธรรมดา นับเป็นนโยบายสวนทาง โดนัลด์ ทรัมป์
- ครม. ไฟเขียวหลักการแก้ไข กม.จัดสรรที่ดิน ให้สอดคล้องสถานการณ์ปัจจุบัน
- จับตาสภาฯ ถกร่างกม.ประชามติ เพิ่มเงื่อนไขเกณฑ์ผ่านประชามติเสียงข้างมาก
- KBank เลิกกิจการ "บริษัท ร่วมทุน เค-เอสเอ็มอี จำกัด" ชี้ไม่มีผลกระทบการดำเนินงาน-ฐานะทางการเงิน และะจะดำเนินการชำระบัญชีต่อไป
- PTT พลิกกลยุทธ์มุ่งลดสัดส่วนหุ้นกลุ่มโรงกลั่น-ปิโตรเคมี หวังหาพาร์ทเนอร์เสริมแกร่งธุรกิจ
- ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ใกล้แตะระดับ 34 Baht/USD
- FINANCE คงน้ำหนักที่ OVERWEIGHT
ปัจจัยที่ต้องติดตาม
22 ส.ค. – FOMC Minutes
23 ส.ค. – JP Inflation (Jul)









