ทางเทคนิค คาด SET Index เคลื่อนไหว Sideways Up แนวต้าน 1,440/1,445 จุด แนวรับ 1,423 (EMA 5 วัน)/1,418 จุด อิงตลาดหุ้นไทยยังคงอยู่ในช่วงของแนวโน้มขาขึ้น เพื่อขึ้นไปทดสอบแนวต้านเดิม โดยมีแนวต้านสำคัญที่ 1,450 จุด (EMA 25 สัปดาห์) และ 1,459 จุด (จุดสูงสุดเดิม)
ทั้งนี้สัญญาณขาขึ้น จะเปลี่ยนเป็นขาลง (Sell Signal) ต่อเมื่อดัชนีฯ อ่อนตัวลงต่ำกว่า EMA 10/25 วัน ที่ 1,414/1,405 จุด
ประเด็น Event สำคัญ วันนี้
+พ.ร.บ. งบประมาณ จะมีการพิจารณาวาระแรกต่อเนื่องโดยสภาฯ และคาดว่าจะมีต่อเนื่องจนถึงวันพรุ่งนี้ ก่อนมีมติโหวตรับวาระแรก ซึ่งจะเป็น Positive upside ต่อดัชนี SET เพราะจะทำให้สถานการณ์ของ Bull Flattening Yield curve ซึ่งเป็นสัญญาณสะท้อนความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มคลายตัวมากขึ้น และเป็นปัจจัยสาคัญที่ทำให้การเรียกส่วนชดเชยความเสี่ยง (Market risk premium) ที่สูงกว่าระดับปกติก่อนหน้านี้ปรับตัวลดลงและเป็นปัจจัยหนุนต่อการรีบาวนด์ของดัชนี SET
ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญวันนี้
+US/EU/UK รายงานภาคบริการเดือน ธ.ค. คาดดีขึ้นเล็กน้อย ยกเว้น EU: Consensus คาดภาคบริการ US (S&P Global) เดือน พ.ย. ดีขึ้นเป็น 51.3 (Vs เดือน พ.ย. 50.8) และ UK ดีขึ้นเป็น 52.7 (Vs เดือน พ.ย. 50.9) แต่ EU (HCOB) คาดลดลงเป็น 48.1 (Vs เดือน พ.ย. 48.7) ส่วนจีน (Caixin) คาดคงเดิมที่ 51.5 เราคาดว่ารายงานภาคบริการที่ยังดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา ทำให้ความเสี่ยงของการเกิด Hard Landing ของเศรษฐกิจโลก มีความเป็นไปได้น้อยลง
-US รายงานจ้างงานภาคเอกชน ADP Employment Change เดือน ธ.ค.: Consensus คาดขยับขึ้นเป็น +115k (Vs เดือน พ.ย. +103k) สะท้อนความต้องการในตลาดแรงงานเพิ่มขึ้น (แต่อาจเป็นเพียงชั่วคราว เนื่องจากอยู่ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่) และอาจส่งผลต่อรายงานจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน ธ.ค. (ประกาศวันศุกร์) มีโอกาสสูงกว่าคาดการณ์ ซึ่งจะเป็นโมเมนตัมลบต่อแนวโน้มเร่งปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของเฟดตามที่ตลาดคาการณ์
กลยุทธ์ลงทุน แนะนำ หุ้นบลูชิพที่มีประเด็นบวก ได้แก่ HMPRO (ช้อปดีมีคืน) TU (ส่งออกฟื้นตัว) SAWAD (วงจรดอกเบี้ยขาขึ้นสิ้นสุดลง)
Strategic daily picks
HMPRO ปิด 12.10 บาท/แนวรับ 11.70 บาท แนวต้าน 12.80 บาท
การเติบโตของปี 2024 มาจากยอดขายสาขาเดิม (SSSG) โดยมีแผนขยายสาขาต่อเนื่องทั้งโฮมโปรและเมกาโฮม ซึ่งวางงบลงทุนเบื้องต้น 5-6 พันล้านบาท ขณะเดียวกันใน 1Q24 มาตรการ Easy E-Receipt (ไม่เกิน 5 หมื่นบาท) ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-15 ก.พ. 2024 จะเข้ามาช่วยหนุนยอดขายให้เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ Bloomberg Consensus ประมาณการกำไรสุทธิปี 2023 ที่ 6.6 พันล้านบาท (+6.14% YoY) และมูลค่าเหมาะสมที่ 15.91 บาท
TU ปิด 14.90 บาท/แนวรับ 14.30 บาท แนวต้าน 15.60 บาท
หลังจากลูกค้าระบายสต็อกสินค้าที่สั่งซื้อเข้าไปมากในปี 2022 ออกมาตลอดปี 2023 ทำให้ล่าสุดลูกค้าในสหรัฐฯ เริ่มกลับมาเพิ่มคำสั่งซื้อในปี 2024 เพิ่มขึ้น เช่น วอลมาร์ท เพิ่มคำสั่งซื้อทูน่ากระป๋องจากไทยเป็น 1,900 ตู้ จาก 1,000 ตู้ ในปี 2023 ซึ่งเป็นการซื้อจาก TU 50% เป็นแนวโน้นเชิงบวกต่อยอดขายและอัตราการผลิต รวมถึงทำให้เกิดการประหยัดจากขนาดการผลิต (ลดต้นทุคงที่) และเพิ่มอัตรากำไร KTX คาดกำไร 2 ปีข้างหน้าโตเฉลี่ย 11% ต่อปี และคาดให้อัตราปันผลตอบแทนราว 4%+/- ต่อปี คงคำแนะนำ Outperform ด้วยมูลค่าเหมาะสม 14.30 บาท (วิธี Earning yield ด้วยอัตราผลตอบแทนคาดหวัง 8.7%)
SAWAD ปิด 42.00 บาท/แนวรับ 40.00 บาท แนวต้าน 43.75 บาท
คาดแนวโน้ม 4Q23 กำไรยังโดนกดดันจากผลขาดทุนรถยึด แต่ในอัตราที่ลดลง ขณะที่ปี 2024 แนวโน้มเติบโตจากการขยายพอร์ตจำนำทะเบียนและธุรกิจเช่าซื้อจักรยานยนต์ คาดมีส่วนแบ่งตลาดสูงขึ้น หลังจากผู้ประกอบการรายเล็กออกจากตลาดไปจำนวนมากจากมาตรการควบคุมเพดานดอกเบี้ยของทางการ KTX คงคำแนะนำ “ซื้อ” มูลค่าพื้นฐาน 56.43 บาท








