วิเคราะห์แนวโน้มตลาด : บล.ยูโอบี เคย์ เฮียนฯ อาจไม่แย่อย่างที่เห็น การลดลง 13 จุดวานนี้

ปัจจัยทางเศรษฐกิจและความเห็นกรรมการเฟดโดยรวมหนุนบรรยากาศลงทุน 1) ตลาดหุ้นยุโรป ปิดบวก จากแรงหนุนธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับลดดอกเบี้ยในปีหน้า หลังตัวเลขเงินเฟ้อ พ.ย. ของเยอรมนีลดลงมากกว่าที่คาด
2) ตลาดคาดโอเปคและพันธมิตร อาจปรับลดกำลังการผลิตเพิ่มเติม ในประประชุม 30 พ.ย. (อย่างไรก็ตาม เราคาดน่าจะเห็นการคงกำลังการผลิต และน้ำมันดิบ WTI คาดแกว่งตัว 75-90 ดอลลาร์ฯ) 3) ความเห็นกรรมการเฟดหลายท่าน สนับสนุนการคงดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม 13 ธ.ค. ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจที่เริ่มลดความร้อนแรง ทำให้ตลาดเริ่มคาดถึงความเป็นไปได้ในการลดดอกเบี้ยเร็วกว่ากลางปี 2567 // ทั้งนี้ เราคาดตลาดจะยังคงเคลื่อนไหวไม่มีทิศทาง จนกว่าจะมีสัญญาณยืนยันที่ชัดเจนอย่างเช่นมุมมองดอกเบี้ยของกรรมการรายบุคล (Dot plot) ที่จะเผยแพร่ในการประชุมเฟดรอบนี้
หุ้นไทย ภาพใหญ่ยังเป็นการเลือกลงทุนรายตัวขณะที่จะทยอยเห็น De-rating ในกลุ่มที่แพง หุ้นไทยปรับลดลง 13.73 จุด ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 3,327 ล้านบาท แม้ภาพรวมหุ้นไทยที่พิจารณาจากดัชนีดูอ่อนแอ แต่ภาพรวมหุ้นรายตัวอาจไม่ได้แย่ขนาดนั้น โดยการปรับลดลงราว 10.35 จุด วานนี้ มาจากหุ้นเพียง 4 ตัว คือ DELTA, CPALL, AOT, CPAXT หรือเท่ากับภาพรวมปรับลดลงจากหุ้นทั่วๆไปเพียง 3 จุด ทั้งนี้หุ้นในกลุ่มที่มีพื้นฐานดี, Valuation ไม่แพง, มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง และมีอัตราปันผลจ่ายที่ดี ยังเคลื่อนไหวได้แข็งแกร่งกว่าภาพรวม ไม่ว่าจะเป็น PTT, ADVANC, EGCO, RATCH, TU, SPRC ขณะที่การปรับลดลง มาจากการเกิด De-rating (ตลาดซื้อขายด้วย PER ที่ลดลง) ของหุ้นในกลุ่มที่ซื้อขายด้วย Valuation ที่แพงอย่างค้าปลีก ที่ตลาดกังวลการแข่งขันที่จะสูงขึ้น จะทำให้การเติบโตของหุ้นอาจไม่ได้ฟื้นเร็วมากนัก // เรามองนักลงทุนยังสามารถเก็งกำไรในหุ้นที่ดี หรือมีประเด็นเฉพาะตัว
ภาพรวมกลยุทธ์ แกว่งตัว 1,380-1,430 และน่าจะใกล้จุดฟื้น คาดบรรยากาศเก็งกำไรรายตัวโดยเฉพาะหุ้นกลาง-เล็ก ยังเป็นบวก และคงประเมินภาพใหญ่ของตลาดช่วงปลายปีต่อต้นปีฟื้น จากเงินเฟ้อชะลอ กดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ลดลง บวกต่อการฟื้นตัวของหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยง
หุ้นแนะนำ: SCGP, BTG*, EA*, AAI*
แนวรับ: 1,380 / แนวต้าน : 1,425-1,435 จุด
สัดส่วนลงทุน: เงินสด 40% vs พอร์ตหุ้น 60%
ประเด็นการลงทุนที่น่าสนใจ
กนง.มติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50% หั่น GDP ปีนี้เหลือโต 2.4% - เศรษฐกิจไทยอยู่ในทางที่ฟื้นตัว แม้ภาคการส่งออก และการผลิตที่เกี่ยวข้องจะชะลอลง ปี 2567 คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 3.2% หากรวมผลของโครงการเงินดิจิทัลแล้ว คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.8% แต่ก็ยังลดลงจากที่เคยประเมินไว้ในการประชุม กนง.รอบก่อนที่ 4.4% สมดุลขึ้น (อินโฟเควสท์)
'หุ้นกู้ไฮยีลด์'ปี67เสี่ยงผิดนัดฯ5หมื่นล้าน ThaiBMA เล็งออกเกณฑ์ป้องกัน – ความเสี่ยงที่ต้องจับตามอง หากปีหน้ามีความต้องการออกหุ้นกู้ใหม่ เพื่อโรลโอเวอร์จำนวนมาก บริษัทเหล่านั้นจะมีปัญหาเดิมๆจะยังยืดเยื้อต่อ หรือปัญหาจะล่ามสู่บริษัทอื่น เพิ่มเติม หรือไม่ ขณะที่ภาครัฐเตรียมออกพันธบัตรรัฐบาล จะมีดึงเม็ดเงินลงทุนกันหรือไม่ (กรุงเทพธุรกิจ)
กกพ.เคาะขึ้นค่าไฟงวดใหม่เป็น 4.68 บาท มีผล ม.ค.-เม.ย.67–ปรับค่าเอฟทีขายปลีกสำหรับเรียกเก็บในงวดเดือน ม.ค.-เม.ย.67 เท่ากับ 89.55 สตางค์ต่อหน่วย อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 69.07 สตางค์ต่อหน่วย รวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าเก็บรวมอยู่ที่ 4.68 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมvat) (อินโฟเควสท์)
MSCI ประกาศปรับน้ำหนักลงทุน มีผล 30 พ.ย. 66 ดัชนี Global Standard – หุ้นเข้า : ไม่มี/ หุ้นออก : BGRIM, EGCO, RATCH // ดัชนี Global Small Cap – หุ้นเข้า BGRIM, EGCO, RATCH / หุ้นออก : ACE, ASK, KEX, ONEE, RAM, SABUY, TFG, TTA, VICHA
TESG เริ่มใช้ 1 ธ.ค. 66 - เรามองหุ้นยั่งยืนที่ได้รับการจัดอันดับ AAA และ AA ที่น่าสนใจจะเป็นเป้าหมายการเข้าซื้อของกองทุนที่จะถูกจัดต้ัง หุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ AAA – ADVANC, AMATA, BCP, BGRIM, CPALL, CPAXT, CPF, CRC, KBANK, OR, PTT, SCGP, WHA / AA – BAM, BBL, BCH, BDMS, BJC, CPN, EA, GULF, MAJOR, MINT, OSP, SCB เป็นต้น
ประเด็นติดตาม: 30 พ.ย. - US Core PCE, US Pending Home Sales, EU CPI / 1 ธ.ค. -US ISM Manufacturing PMI, ISM Manufacturing Services
(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)







