วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กลยุทธ์การลงทุนรายสัปดาห์ : บล.เคจีไอฯ น่าจะฟื้นตัวได้บ้าง แต่ทางขึ้นมีจำกัด ฟันด์โฟลว์ยังอ่อนแอ

ดัชนีฯ น่าจะรีบาวนด์ได้บ้าง แต่ภาพรวมยังแกว่งตัวในกรอบ... ไม่มีแรงหนุนจากฟันด์โฟลว์ ในสัปดาห์ที่แล้ว (20 – 24 พฤศจิกายน) ตลาดหุ้นไทยขยับลงแบบ sideways down และปิดต่ำกว่าระดับจิตวิทยาที่ 1,400 จุด

โดยดัชนี SET under-perform ตลาดหุ้นทั่วโลกอย่างมาก เนื่องจากปัจจัยลบสองสามประเด็นในฝั่งของปัจจัยภายในประเทศ ประเด็นแรก คือ GDP ของไทยใน 3Q66 ขยายตัวเพียง 1.5% YoY ซึ่งต่ำกว่าประมาณการของเรา และทำให้มีการปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ประเด็นที่สองคือหน่วยงานทางการของไทยปรับลดเป้าหมายอย่างเป็นทางการของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนปีนี้ลงเหลือ 3.5 ล้านคน จากเดิมที่ตั้งเป้าเอาไว้ที่ 4.5 ล้านคน ในขณะที่สถานการณ์โดยรวมในปี 2567 ยังดูท้าทาย ประเด็นที่สามคือยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเกณฑ์ในการจำกัดผลกระทบของการขาย short sell ในตลาดหุ้นไทย

สำหรับในสัปดาห์นี้ (27 พฤศจิกายน–1 ธันวาคม) เราคาดว่า SET Index น่าจะฟื้นตัวได้บ้าง ตามปัจจัยสนับสนุนดังนี้ ข้อแรกคือการที่ตลาดหุ้นปรับลดลงรอบล่าสุด ทำให้ดัชนีฯ ลงมาอยู่ต่ำกว่า downside level ที่คำนวณจากวิธี earnings yield gap (EYG) ที่อิงจากประมาณการ EPS ณ ปัจจุบัน ข้อสอง คือนักลงทุนสถาบันในประเทศอาจเข้าสะสมหุ้นเพิ่มขึ้นในช่วงที่มีการออกกองทุน TESG ซึ่งเป็นกองทุนใหม่ที่ลดหย่อนภาษีได้... อย่างไรก็ตาม เรามองว่า SET Index ยังคงมีทางขึ้นจำกัดในระยะสั้น เพราะกระแสเงินทุนต่างชาติยังคงอ่อนแอ นอกจากนี้ อย่างที่เราเคยระบุเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่าหุ้นกลุ่มหลักใน SET Index ยังคงถูกกดดันจากประเด็นต่างๆ ของกลุ่มตัวเอง เช่นกลุ่มธนาคารถูกกดดันจากดอกเบี้ยที่กำลังถึงจุดสูงสุด, กลุ่มพลังงานจากตลาดน้ำมันที่มีความไม่ชัดเจนค่อนข้างมาก และกลุ่มท่องเที่ยวจากการที่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนชะลอตัวลง

 

 

ติดตามตัวเลขเงินเฟ้อ PCE, ดัชนี ISM ภาคการผลิตของสหรัฐ และผลประชุม กนง. ไทย

ปัจจัยต่างประเทศ: ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนนี้ นักลงทุนควรติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่จะบ่งบอกถึงสถานการณ์เงินเฟ้อ อย่างเช่น ดัชนีราคา PCE เดือนตุลาคมที่จะประกาศในวันที่ 30 พฤศจิกายน และดัชนี ISM ภาคการผลิตอุตสาหกรรมเดือนพฤศจิกายนที่จะประกาศในวันที่ 1 ธันวาคม ส่วนในตลาดน้ำมัน นักลงทุนควรติดตามผลการประชุม OPEC+ ในวันที่ 30 พฤศจิกายน ซึ่งเลื่อนมาจากกำหนดเดิมในวันที่ 26 พฤศจิกายน โดยนักวิเคราะห์กลุ่มพลังงานของเรามองว่ามีความเป็นไปได้สูงที่OPEC+ จะลดการผลิตลงอีก

ปัจจัยภายในประเทศ: นักลงทุนควรติดตามผลการประชุม กนง. ในวันที่ 29 พฤศจิกายน โดยนักเศรษฐศาสตร์ของเราคาดว่า กนง. จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเอาไว้ที่ 2.50% และปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวของ GDP ไทยปี 2566 และ 2567 ลง ทั้งนี้ เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนสูงเกี่ยวกับมาตรการ digital wallet ดังนั้น เราจึงคาดว่า กนง. น่าจะปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2567 ลงอย่างมีนัยสำคัญจากประมาณการปัจจุบันที่ 4.4%

 

 

ยังเน้นเทรดดิ้งหุ้นกลุ่มที่มีธีมเฉพาะตัว เช่น ดอกเบี้ยกำลังจะผ่านจุดสูงสุด, หุ้นได้ประโยชน์จากมาตรการ e-Refund รวมทั้งหุ้นกลุ่มอาหารที่แนวโน้มกำไรฟื้นตัวในปี 2567

ถึงแม้เราจะคาดว่าตลาดน่าจะดีดตัวกลับขึ้นมาได้บ้าง แต่เนื่องจากยังขาดแรงสนับสนุนจากกระแสเงินทุนไหลเข้าหุ้นจากต่างชาติ ดังนั้น เราจึงมองว่า upside น่าจะจำกัด ดังนั้น เราจึงแนะนำให้นักลงทุนยังคงคัดหุ้นแบบ bottom-up เหมือเดิม โดยเน้นที่ธีมดังต่อไปนี้ i) บริษัทไฟแนนซ์ประเภท non-bank ซึ่งจะได้อานิสงส์จากการที่อัตราดอกเบี้ยกำลังจะผ่านจุดสูงสุด (SAWAD*, MTC*) ii) หุ้นผู้บริโภคประเภทที่จำหน่ายสินค้าฟุ่มเฟือย ซึ่งจะได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นผ่าน e-Refund (CPN*,
DOHOME*, GLOBAL*) และ iii) หุ้น recovery play ปี 2567 ในกลุ่มอาหาร (TU*, ITC และ RBF)