วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิเคราะห์แนวโน้มตลาด : บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง ลุ้น US 3Q23E GDP & ECB Meeting

ทางเทคนิค คาด SET Index อ่อนตัว แนวรับ 1,392/1,387 จุด แนวต้าน 1,411/1,426 จุด (EMA 5/10 วัน) โดยยังคงมองการปรับสูงขึ้นของดัชนีฯเป็นเพียงการฟื้นตัวระยะสั้น เพื่อลงต่อ ภายใต้อิทธิพลของรูปแบบขาลง Rounding Top (U คว่ำ-shape) กรอบ 1,187-1,716 จุด ที่ทำไว้ตั้งแต่ช่วงเดือน ก.พ. 2020

วิเคราะห์แนวโน้มตลาด : บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง ลุ้น US 3Q23E GDP & ECB Meeting

ประเด็นสำคัญวันนี้ มีหลายปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อทิศทางตลาดหุ้นวันนี้ ได้แก่

+เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเติบโตสูงกว่าคาดการณ์ (Fed Atlanta คาดการณ์ US 3Q23E GDP เติบโตสูงถึง 5.4% YoY Vs Trading Economics คาดเติบโต +4.3% QoQ) และเพิ่มความเสี่ยงเฟดคงดอกเบี้ยสูงยาวนาน ความกังวลต่อภาวะอัตราดอกเบี้ยสูงยาวนานได้เร่งตัวขึ้น หลังจากภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีความแข็งแกร่ง อันเนื่องมาจากการใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัวของรัฐบาลสหรัฐฯ ทำให้ Government debt เพิ่มขึ้น USD2.2Trillion (หลังผ่าน Debt ceiling) และหากนับเฉพาะไตรมาส 3 เพื่มขึ้น +USD1.11Trillion (Figure 2) คิดเป็น 5.0% ของ 2Q23 Real GDP ที่ USD22.2Trillion มีนัยถึงรัฐบาลสหรัฐฯ ได้อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ด้วยปัจจัยดังกล่าวทำให้ FED Atlanta (GDP Now) คาดการณ์ US 3Q23E GDP สูงถึง 5.4% QoQ (Vs Consensus +4.3% QoQ) (Figure 1) ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังคงเร่งตัวในระดับสูง (ณ เดือน ก.ย. อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ +0.4% MoM และ +3.7% YoY สูงกว่าคาดที่ +0.3% MoM และ +3.6% YoY) โดยผลสำรวจ FMS เดือน ต.ค. ล่าสุด พบว่า มีโอกาส 10% (จากเดิม 5%) ที่คาดว่าเฟดอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงหลังจากปี 2024 ไปแล้ว

 

 

+/-3Q23E Earnings Results: เราคาดว่ารายงานผลกำไรที่ดีหรือแย่กว่าคาด จะส่งผลกระทบต่อหุ้นรายตัว และส่งผลต่อเนื่องมายังหุ้นอื่น ๆ ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน โดยวันนี้ จับตารายงานกำไร Amazon (คาด USD0.58 Vs USD0.17), Intel (คาด USD0.22 Vs USD0.59), Ford (คาด USD0.47 Vs USD0.30) Master Card (คาด USD3.21 Vs USD2.68) Caterpillar (คาด USD4.74 Vs USD3.95), UPS USD1.55 Vs USD2.99) UPS (คาด USD1.53 Vs USD2.99) และหุ้นอื่น ๆ BNP (คาด USD2.17 Vs USD2.24) Mercedez-Benz (คาด USD3.15 Vs USD3.66) ส่วนบจ.ไทย จับตารายงานผลประกอบการของ SCC (Consensus ให้เป้าหมาย 2023E TP ที่ 346.29 บาท โดยมี 7 โบรกเกอร์แนะนำ Buy และ 6 โบรกเกอร์ แนะนำ Hold) คาดรายงานกำไรเติบโต 3,275 ล้านบาท +34% YoY, -59.5% QoQ โดยอาจมีโมเมนตัมเชิงลบต่อเนื่องไปยังหุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้าง และปิโตรเคมี หากผลกำไรอ่อนแอกว่าคาดการณ์

+ECB Meeting: Consensus คาดว่า ECB มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 4.5% เป็นครั้งแรก หลังจากปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องกว่า 1 ปี จากระดับ 0% เป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงอ่อนแอ จากนโยบายคุมเข้มทางการเงินของ ECB ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา (คาดเติบโต 0% QoQ ใน 3Q-4Q23E และปี 2023 คาดเติบโต +0.6% YoY Vs +3.5% YoY ในปี 2022) ขณะที่เงินเฟ้อคาดว่าจะมีแนวโน้มปรับลดลงมาอยู่ที่ 6.3% ในปี 2023E และ 3% ในปี 2024E ตามลำดับ ทั้งนี้ ความเสี่ยงของเศรษฐกิจ EU ที่จะเกิดภาวะ Stagflation ส่งผลต่อการปรับลดน้ำหนักลงทุนตลาดหุ้น EU ในเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา

กลยุทธ์ลงทุน แนะนำเก็งกำไรหลักทรัพย์ที่คาดว่าจะรายงานกำไรเติบโตดี RBF EKH MAJOR

 

Strategic daily picks

RBF   ปิด 10.60 บาท/แนวรับ 10.10 บาท แนวต้าน 11.50 บาท

บริษัทปรับลดเป้าการเติบโตยอดขายปี 2023E เป็น 10-15% (จากเดิม คาดโต 15-20%) เพื่อสะท้อนยอดขาย 1H23 ที่โต 8% YoY เป็น 2.1 พันล้านบาท ส่วนความคืบหน้าโรงงานที่อินโดนีเซียเฟส 2 จะเริ่มทดสอบการผลิตเดือน พ.ย. นี้ ตามแผน KTX คงประมาณการกำไรปีนี้เติบโต 30% เป็น 629 ล้านบาท (1H23 กำไร 299 ล้านบาท +18%YoY) และคาดกำไรเติบโตอีก 18% และ 15% เป็น 742 ล้านบาท และ 855 ล้านบาท ในปี 2024-25E ทำให้แนวโน้มกำไรใน 3 ปีข้างหน้านี้เติบโตสูงเฉลี่ย 21% ต่อปี

 

EKH    ปิด 7.70 บาท/แนวรับ 7.50 บาท แนวต้าน 8.20 บาท

ธุรกิจศูนย์ผู้มีบุตรยาก (IVF) ได้รับความสนใจอย่างมากจากเอเจนซีต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน โดยในเบื้องต้นอยู่ระหว่างการเจรจากับเอเจนซีรายใหญ่ของกวางโจว 1 ราย (ฐานคนไข้เป็นกลุ่ม High-end) ซึ่งเอเจนซีจะขอเข้ามาตั้งสำนักงานภายใน EKI พระราม 9 คาดว่าจะเริ่มส่งคนไข้เข้ามาตั้งแต่ 4Q23 เป็นต้นไป ส่วนธุรกิจโรงพยาบาลในช่วง 3Q23 ยังมีอัตราการขยายตัวค่อนข้างโดดเด่น เนื่องจากเข้าสู่ช่วง high season ของธุรกิจ Health care ทั้งนี้ EKH คาดการเติบโตของรายได้รวมปี 2023 ดีกว่าเป้าหมายที่ 8-10% หรือแตะระดับมากกว่า 1 พันล้านบาท (ปี 2022 ที่ 1.49 พันล้านบาท) ทั้งนี้ Bloomberg Consensus ประมาณการกำไรสุทธิปี 2023 ที่ 254.75 ล้านบาท และมูลค่าเหมาะสมที่ 9.59 บาท

 

MAJOR   ปิด 14.40 บาท/แนวรับ 13.40 บาท แนวต้าน 15.20 บาท

MAJOR เผยภาพยนตร์ “สัปเหร่อ” ที่เข้าฉายอยู่ในขณะนี้ ได้รับกระแสตอบรับดี สร้างรายได้อย่างมาก (ล่าสุดใกล้แตะ 500 ล้านบาท) โดยในส่วนของ MAJOR สามารถทำรายได้แล้วกว่า 220 ล้านบาท (ณ วันที่ 18 ต.ค. 2023) นับว่าเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้มากสุดในปีนี้ และมากกว่า “Fast & Furious 10” ที่ทำรายได้มากสุดในปีก่อน (200 ล้านบาท) ซึ่งจะส่งผลบวกต่อผลการดำเนินงาน 4Q23 และต่อเนื่องไปถึงปี 2024 เนื่องจากยังมีภาพยนตร์ไทยและต่างประเทศ รอเข้าฉายเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ Bloomberg Consensus ประมาณการกำไรสุทธิปี 2023 ที่ 677.33 และมูลค่าเหมาะสมที่ 18.75 บาท

วิเคราะห์แนวโน้มตลาด : บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง ลุ้น US 3Q23E GDP & ECB Meeting