ตลาดหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวต่อ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ลุกลาม ในสัปดาห์ที่แล้ว (9-12 ต.ค.) ตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนแต่ปิดท้ายสัปดาห์แข็งแกร่งเกินคาด
ในช่วงต้นสัปดาห์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตที่เพิ่มขึ้นและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ดัชนี SET ลดลงมาแถว 1,430 จุดก่อนฟื้นตัว กระแสข่าวในต่างประเทศดีขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาท่ามกลาง guideline ที่ผ่อนคลายมากขึ้นจากเจ้าหน้าที่เฟด รวมทั้งรายงานการประชุม FOMC ที่ค่อนข้างผ่อนคลาย อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยยังคงอ่อนแอเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เนื่องจากปัจจัยความไม่แน่นอนที่เหลืออยู่ภายในประเทศ เช่น แผนการระดมทุนสำหรับโครงการ digital wallet รวมทั้งรายงานข่าวที่ว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้าประเทศไทยช่วง Golden Week ไม่แข็งแกร่งมากนัก
สำหรับสัปดาห์นี้ (16 - 20 ต.ค.) เรามองว่าแรงกดดันที่ลดลงจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ และ ตลาด FX น่าจะส่งผลให้ SET Index ฟื้นตัวต่อไปได้ เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ผลประกอบการของธนาคารใหญ่ๆ ในสหรัฐฯ เช่น JP Morgan และ Citigroup สูงกว่าประมาณการอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจหนุนเป็น sentiment เชิงบวกในสัปดาห์นี้ เมื่อธนาคารใหญ่ๆ ในสหรัฐฯ ทยอยเปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 3/66 ทั้งนี้มุมมองของเราในสัปดาห์นี้ มีสมมติฐานที่สำคัญคือการสู้รบระหว่างอิสราเอลและฮามาสไม่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นและไม่มีการขยายวงออกไป ในขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านลบอีกประการหนึ่ง
สำหรับมุมมองของเราคือข้อมูลมหภาคของสหรัฐฯ ซึ่งหากออกมาแข็งแกร่งเกินคาดจะกระตุ้นให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐาลพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง
ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ, สถานการณ์ในตะวันออกกลาง, งบไตรมาส 3/266 ของกลุ่มธนาคารรวมทั้งประเด็นข่าวเกี่ยวกับมาตรการ digital wallet
ปัจจัยต่างประเทศ: นอกเหนือจากสถานการณ์อิสราเอล-ฮามาสแล้ว นักลงทุนควรติดตามข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ยอดค้าปลีกเดือนกันยายน (17 ต.ค.) ยอดการเริ่มสร้างบ้าน (18 ต.ค.) และตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (19 ต.ค.) ขณะที่ในประเทศจีน มีการคาดการณ์กันว่าในไม่ช้านี้รัฐบาลกลางจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ซึ่งอาจเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นและตลาดน้ำมันดิบในช่วงปลายสัปดาห์นี้
ปัจจัยในประเทศ: นักลงทุนควรติดตาม i) ผลประกอบการไตรมาส 3/2566 ของธนาคารฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเลขระดับการกันสำรองและหนี้เสีย และ ii) กระแสข่าวเกี่ยวกับมาตรการ digital wallet มูลค่า 5.6 แสนล้านบาท หลังจากจดหมายเปิดผนึกจากนักเศรษฐศาสตร์ 99 คนที่แสดงการคัดค้านแผนดังกล่าวรัฐบาลไทยกำลังทบทวนขอบเขตและแหล่งที่มาของเงินทุนสำหรับโครงการนี้ และวางแผนที่จะเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดภายในสิ้นเดือนตุลาคม
ตลาดน่าจะยังมีความผันผวนสูง แนะนำหาจังหวะสะสม
เมื่อพิจารณาถึงความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีอยู่ ความผันผวนของตลาดหุ้นน่าจะยังสูง ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำให้นักลงทุนสะสม ทั้งนี้ จากมุมมองของเราที่ว่าระดับความแข็งกร้าวของ ธ.กลางสหรัฐฯ น่าจะถึงจุดสูงสุดแล้ว และความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและฮามาสจะไม่พัฒนาไปสู่สงครามที่กว้างขึ้น เราแนะนำให้ทยอยซื้อหุ้นเชื่อมโยงธีมการท่องเที่ยว ได้แก่ CPALL*, CPN*, BDMS*, BH* หุ้นส่งออกที่มีแนวโน้มกำไรแข็งแกร่งในครึ่งหลังของ
ปี 2566 เช่น HANA*, TU* และหุ้นธนาคารฯ ที่น่าจะรายงานกำไรไตรมาส 3/2566 แข็งแกร่ง เช่น BBL*









