วิเคราะห์แนวโน้มตลาด : บล.ยูโอบี เคย์ เฮียนฯ ถ้าไม่มีปัจจัยเสี่ยงใหม่ ตลาดมีโอกาสฟื้นตัว

IMF คง GDP โลกปี 2566 แต่ปรับลดคาดการณ์ปี 2567 รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ฉบับก.ย.66 IMF คงคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลกปี 2566 ที่ 3%
ขณะที่ปรับลดคาดการณ์ปี 2567 เหลือ 2.9% (จาก 3.0%) ประเด็นสำคัญคือ 1) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจยุโรปและจีน 2) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันมาก 3) การคาดการณ์ทางเศรษฐกิจบ่งชี้ถึงการชะลอตัวลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป (soft landing) 4) IMF กังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ในจีน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ผันผวน และความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่มีโอกาสปรับขึ้นอีกครั้ง
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ชะลอตัวลงเป็นปัจจัยหนุนให้สินทรัพย์เสี่ยงมีโอกาสลุ้นฟื้นตัว ความเห็นของกรรมการเฟด 2 ท่าน ในสัปดาห์นี้ที่มองเฟดน่าจะมีโอกาสหยุดขึ้นดอกเบี้ย รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ ECB ที่สนับสนุนการคงดอกเบี้ย ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ 1 0ปี เริ่มขยับลง ซึ่งหากตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ในสัปดาห์นี้ออกมาสนับสนุนทิศทางดังกล่าว เราอาจเห็นตลาดเริ่มตั้งหลังในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ ติดตาม 1) เงินเฟ้อเยอรมัน ก.ย. 2)ดัชนีราคาผู้ผลิตสหรัฐฯ (PPI) ตลาดคาด +0.3% MoM และ +1.6% YoY 3) รายงานประชุมเฟด 4) เงินเฟ้อสหรัฐฯ (12 ต.ค.) ตลาดคาด +0.3% MoM และ +3.6% YoY
ภาพรวมกลยุทธ์: อยู่ในจุดที่อาจจะยังไม่กลับตัว แต่มีโอกาสฟื้นตัว โดยมีแนวต้าน 1,450 / 1,477 และ 1,490 จุด ส่วนต่างดอกเบี้ยนโยบายไทย-สหรัฐฯ ที่กว้าง จะยังเป็นปัจจัยกดดันเงินทุนไหลออกที่กระทบหุ้นใหญ่ ทำให้การลงทุนจะอยู่ในรูปของการเก็งกำไรหุ้นขนาดกลางและเล็ก หรือกลุ่มที่มีแนวโน้มผลประกอบการชัดเจน ช่วงสั้นกลุ่มท่องเที่ยวอาจชะลอเพื่อดูผลกระทบเหตุการณ์กราดยิงที่มีต่อโมเมนตัมนักท่องเที่ยวที่เข้าประเทศ
หุ้นแนะนำ: MEGA*, ASW*, ESSO*, XO*
แนวรับ: 1,420-1,430 / แนวต้าน : 1,450 จุด
สัดส่วนลงทุน: เงินสด 40% vs พอร์ตหุ้น 60%
ประเด็นการลงทุนที่น่าสนใจ
ประธานเฟดแอตแลนตาชี้ไม่มีความจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกต่อไป – เนื่องจากเฟดใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดเพียงพอแล้ว และผลกระทบอีกมากจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในช่วงที่ผ่านมาก็ยังมาไม่ถึง นอกจากนี้ เศรษฐกิจยังคงมีแรงขับเคลื่อนอยู่มาก ช่วยให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงโดยไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย ขณะที่ สงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสได้สร้างความไม่แน่นอน ทำให้ต้องมีการพิจารณาทบทวนเกี่ยวกับภาวะตลาดและการลงทุน
IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจจีนและยูโรโซน – ในปี 2023 คาดเศรษฐกิจโลกเติบโต 3% ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิม แต่ปรับลดการคาดการณ์ปี 2567 ลงจากเดิม 3.0% เหลือ 2.9% ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง โดยคาดว่า ในปี 2566 จะเติบโต 2.1% จากเดิม 1.8% แต่ IMF กังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ในจีน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ผันผวน ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ และอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอีกครั้ง โดยคาดว่า ในปี 2566 จะเติบโต 5.0% จากเดิม 5.2%
ปตท.ส่งซิกครึ่งหลังเด่น – ปตท.ส่งสัญญาณบวก ผลประกอบการครึ่งปีหลังโตดีกว่าครึ่งปีแรก หลัง PTTEP กำไรทะยาน จากราคาน้ำมันดิบโลกสูงสุดในรอบ 9 เดือน ล่าสุดอิสราเอลสั่งปิดแหล่งก๊าซฯ ทามาร์ ดันราคาก๊าซฯ พุ่งอีก ขณะที่กลุ่มโรงกลั่นยังโดดเด่น ส่วน OR ยันไม่ได้รับผลกระทบคุมค่าการตลาด
AWC ลั่น Q4 ไฮซีซั่นโตแรง – คาดผลงาน 4Q23 โตแรง ทำนิวไฮนับแต่เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ มา 4 ปี รับไฮซีซั่นธุรกิจโรงแรม ดันรายได้ปีนี้โตทะลุเป้าที่ตั้งไว้ 10% พร้อมคาดปี 2024 สดใสโตสูงถึง 1Q24 นอกจากนี้ จับมือ ททท. และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปิดตัวโครงการ AWC Stay to Sustain หนุนไทยเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก
GFC รายได้ ก.ย. ออลไทม์ไฮ – เดือน ก.ย. 66 ทุบสถิติออลไทม์ไฮ กวาดรายได้ 32 ล้านบาท หลังกลุ่มลูกค้าที่เข้ารับบริการรักษาภาวะมีบุตรยากเพิ่มขึ้น หนุนรายได้ 3Q23 ดันรายได้ 3 ไตรมาสแรกปีนี้โต 30% yoy ลุ้นผลงานปีนี้ทำนิวไฮ
MENA การันตีรายได้ปีนี้ 800 ล้าน – โดยเติบโต 15% บุ๊กส่วนแบ่งกำไรจาก TDM เต็มไตรมาส ใน 3Q23 เดินหน้าเพิ่มรถให้บริการ โชว์มาร์เก็ตแชร์เพิ่มเป็น 11%
ประเด็นติดตาม: 11 ต.ค. – CH New Loans, US PPI/ 12 ต.ค. – US CPI, US Initial Jobless Claims/ 13 ต.ค. – CH PPI, US Michigan Consumer Sentiment
(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)







