วิเคราะห์หุ้นรายตัว : บล.เคจีไอฯ JMT โตในอัตราเร่ง 2H66

วิเคราะห์หุ้นรายตัว : บล.เคจีไอฯ JMT โตในอัตราเร่ง 2H66

ยอดเก็บเงินสดของ JMT แข็งแกร่งติดต่อกันสองไตรมาสแล้ว จากการบริหารจัดการพอร์ตของบริษัทเองและของ JV ซึ่งได้แก่ JKAMC

(figure 10) ทั้งนี้ เนื่องจากบริษัทมีการซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่บริหารเองเป็นจำนวนมากถึงประมาณ 6.0-7.0 หมื่นล้านบาทใน 2Q66 และเกือบ 1.00 แสนล้านบาทใน 1H66 จึงมีสินทรัพย์ใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามาในพอร์ตซึ่งจะทำให้ยอดเก็บเงินสดของบริษัทเร่งตัวขึ้นในงวด 2H66 ทั้งนี้ เราใช้สมมติฐานยอดเก็บเงินสดในปีนี้จากพอร์ตที่บริษัทบริหารเอง 7 พันล้านบาท และจากพอร์ตที่ JKAMC บริหาร 3.6 พันล้านบาท คิดเป็นยอดเก็บเงินสดรวมที่ 1.05 หมื่นล้านบาท

 

วิเคราะห์หุ้นรายตัว : บล.เคจีไอฯ JMT โตในอัตราเร่ง 2H66

Margin ยังคงแข็งแกร่ง

เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศอ่อนแอ ดังนั้น yield จากสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของ JMT จึงลดลงมาตั้งแต่ปี 2564 จนถึงขณะนี้ โดยลดลงจากประมาณ 30% ในช่วงก่อน COVID ระบาดเหลือเพียง 20-22% ในปัจจุบัน (figure 13) อย่างไรก็ตาม พอร์ตสินทรัพย์ที่ใหญ่ขึ้นช่วยให้รายได้ในแง่เม็ดเงินของบริษัทยังคงสูงขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อวัดจากรายได้จากการเก็บหนี้ กับต้นทุนดำเนินงาน เราพบว่าดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบก่อน และ หลัง COVID ระบาด และจะยิ่งดีขึ้นไปอีกหากรวมผลการดำเนินงานของ JKAMC เข้ามาด้วย ซึ่งเป็นผลจากการคุมต้นทุนดำเนินงาน และต้นทุนการซื้อหนี้ที่ดี โดยอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น >80% ในปัจจุบัน (จาก 70-72% ในช่วงก่อน COVID ระบาด) เพราะบริษัทซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพได้ในราคาถูก

วิเคราะห์หุ้นรายตัว : บล.เคจีไอฯ JMT โตในอัตราเร่ง 2H66

ยังเดินหน้าซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพต่อเนื่องในปี 2566-2567

เนื่องจากสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ต่ำอยู่ที่ <1x และยอดเก็บเงินสดอยู่ที่ปีละ 1.0 หมื่นล้านบาทสอดคล้องกับงบซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ดังนั้น การซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเข้าพอร์ตเพิ่มขึ้นในปี 2566-2567 จึงจะทำให้รายได้ในรูปเม็ดเงินของบริษัทเพิ่มขึ้น แม้ว่า yield ของสินทรัพย์จะไม่น่าประทับใจ โดยเราใช้สมมติฐานว่าบริษัทจะซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพปีละ 1.0 หมื่นล้านบาทในปี 2566/2567 และลดลงมาเหลือ 5 พันล้านบาทในปี 2568 ในขณะที่คาดว่ายอดเก็บเงินสดในปี 2566/2567 จะอยู่ที่ 1.05/1.3 หมื่นล้านบาท

 

Valuation & recommendation

เราขยับไปใช้ราคาเป้าหมายที่อิงจากผลประกอบการปี 2567 และ de-rate PE ลงเหลือ 30x (จากเดิม 37x) ถึงแม้ว่า JMT จะยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่ง (อัตราการเติบโตของกำไรเฉลี่ย 2 ปีอยู่ที่ประมาณ 28%) แต่เพื่อสะท้อนถึงความเสี่ยงที่ผลประกอบการอาจจะสะดุด เราจึง de-rate PE ลงเพื่อความปลอดภัย ซึ่งเมื่อใช้ PE ที่ 30x ทำให้เราได้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 60 บาท (เท่าเดิม) เรามองว่า upside ของราคาเป้าหมายจะขึ้นกับผลประกอบการที่อาจจะออกมาดีกว่าประมาณการของเรา

 

Risks

ยอดเก็บเงินสด และ margin ลดลง, ต้นทุนการดำเนินการทางด้านกฎหมายสูงเกินคาด.

 

 

วิเคราะห์หุ้นรายตัว : บล.เคจีไอฯ JMT โตในอัตราเร่ง 2H66