คดีหุ้น MORE บทเรียนราคาแพง ยกระดับกลโกง ฉุดศรัทธาตลาดหุ้นไทย

กูรู ชี้ คดีหุ้น MORE ถือเป็นการยกระดับกลโกงที่มีความซับซ้อนและรุนแรงกว่าในอดีต โดยมีเป้าหมายเพื่อ "ปล้นโบรกเกอร์" โดยตรง ผ่านการใช้เครดิตและช่องว่างของระบบอย่างแยบยล เหตุการณ์ดังกล่าวได้สั่นคลอนและฉุดศรัทธาของตลาดทุนไทยอย่างรุนแรง ส่งผลให้สภาพคล่องลดลง และนักลงทุนบางส่วนย้ายเงินไปลงทุนในตลาดต่างประเทศ
KEY
POINTS
- คดีหุ้น MORE ถือเป็นการยกระดับกลโกงที่มีความซับซ้อนและรุนแรงกว่าในอดีต โดยมีเป้าหมายเพื่อ "ปล้นโบรกเกอร์" โดยตรง ผ่านการใช้เครดิตและช่องว่างของระบบอย่างแยบยล
- เหตุการณ์ดังกล่าวได้สั่นคลอนและฉุดศรัทธาของตลาดทุนไทยอย่างรุนแรง ส่งผลให้สภาพคล่องลดลง และนักลงทุนบางส่วนย้ายเงินไปลงทุนในตลาดต่างประเทศ
- คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่กระตุ้นให้ตลาดทุนต้อง "จัดระเบียบใหม่" โดยเฉพาะฝั่งโบรกเกอร์ที่ต้องยกระดับการบริหารความเสี่ยงและเข้มงวดในการอนุมัติวงเงินซื้อขายมากขึ้น
- กรณี MORE สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในการกำกับดูแลตลาดทุนไทย โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายที่ล่าช้าและขาดประสิทธิภาพ ซึ่งไม่สามารถเยียวยาความเสียหายหรือสร้างแรงยับยั้งได้ทันท่วงที
- บทเรียนสำหรับนักลงทุนคือไม่ควรคาดหวังการคุ้มครองจากกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีสติ ตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานของบริษัทอย่างละเอียด และไม่หลงเชื่อเพียงเพราะชื่อเสียงของผู้บริหาร
เหตุการณ์หุ้น MORE กลายเป็นอีกหนึ่งคดีสะเทือนความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย เมื่อรูปแบบความเสียหายมีความซับซ้อนและรุนแรงกว่าคดีหุ้นฉาวในอดีต โดยผลกระทบหลักตกอยู่กับบริษัทหลักทรัพย์จากช่องว่างของระบบและการใช้เครดิต ซึ่งคดีดังกล่าวไม่เพียงเป็นบทเรียนด้านการกำกับดูแล แต่ยังเร่งให้ตลาดต้องยกระดับการบริหารความเสี่ยง และคัดกรองธุรกรรมอย่างเข้มงวดมากขึ้นในระยะต่อไป
นายสุวัฒน์ สินสาฎก กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า หุ้น MORE เป็นหนึ่งในบทเรียนที่รุนแรง และซับซ้อนที่สุดของตลาดทุนไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ลักษณะของคดีดังกล่าวแตกต่างจากคดีหุ้นฉาวในอดีต และถือเป็นการยกระดับกลโกงขึ้นไปอีกขั้น
ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับกรณีหุ้น STARK ซึ่งผู้เสียหายหลักเป็นนักลงทุนรายย่อย หุ้น MORE กลับมีลักษณะคล้ายกับการ “วางแผนมาเพื่อปล้นโบรกเกอร์” โดยตรง ไม่ใช่เพียงการหลอกลวงรายย่อย สถาบัน หรือผู้ถือพันธบัตรเหมือนที่ผ่านมา
โดยความน่ากลัวของกรณี MORE อยู่ที่การผสมผสานระหว่างการใช้ "เครดิต" และ "ช่องว่างของระบบ" อย่างแยบยล ผู้กระทำผิดอาศัยความเชื่อถือในตัวบุคคลหรือชื่อเสียงของตระกูล เพื่อสร้างความมั่นใจว่า เป็นกลุ่มคนที่ไม่น่าจะโกง ขณะเดียวกันยังใช้ช่องว่างของกฎหมาย กลไกตลาด และเทคโนโลยี รวมถึงการใช้เครดิตในการกู้เงิน เพื่อนำเงินออกจากระบบโบรกเกอร์ในวงกว้าง
"หุ้น MORE ถือเป็น Extreme Case หรือกรณีสุดโต่งของตลาดหุ้นไทย เพราะผู้เสียหายครอบคลุมแทบทุกกลุ่ม และสะท้อนให้เห็นว่าในระบบที่มีช่องโหว่ ทุกคนสามารถตกเป็นเหยื่อได้ หากมีผู้ไม่หวังดีเข้ามาใช้ประโยชน์จากระบบ"
นอกจากนี้ กรณี MORE ยังสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของการกำกับดูแลตลาดทุนไทย โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายที่ล่าช้าและขาดประสิทธิภาพ การลงโทษที่เกิดขึ้นหลังผู้กระทำผิดหลบหนี หรือใช้เวลานานหลายปี ไม่สามารถช่วยเยียวยาความเสียหายหรือสร้างแรงยับยั้งได้อย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากคดีหุ้นฉาวอย่าง MORE รวมถึง กรณีอื่น ๆ เช่น STARK, EARTH และ JKN ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยเผชิญกับภาวะ “ความไม่เชื่อมั่น” อย่างรุนแรง ทั้งในแง่สภาพคล่องที่ลดลง นักลงทุนจำนวนหนึ่งโดยเฉพาะนักลงทุนรุ่นใหม่และผู้เล่นรายใหญ่ เลือกย้ายเงินไปลงทุนในตลาดต่างประเทศ ขณะที่ความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยโดยรวมก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
"บทเรียนสำคัญจากกรณีหุ้น MORE คือ นักลงทุน และโบรกเกอร์ไม่ควรคาดหวังการคุ้มครองจากกฎหมาย หรือหน่วยงานกำกับดูแลเพียงอย่างเดียว เนื่องจากการแก้ไขปัญหามักเกิดขึ้นไม่ทันการณ์ สิ่งที่ทำได้มากที่สุดคือ การมีสติ ไม่หลงเชื่อเพียงเพราะผู้บริหาร หรือผู้ถือหุ้นมีชื่อเสียง หรือความมั่งคั่ง และต้องตระหนักว่าความเสี่ยงในตลาดทุนอาจเกิดขึ้นได้กับทุกฝ่าย"
นายทิวา ชินธาดาพงศ์ (มี่) นายกสมาคมนักลงทุนประเทศไทย ให้มุมมองกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นลักษณะนำไปสู่กระบวนการดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยผลกระทบในภาพรวมอาจไม่ได้ตกกับนักลงทุนรายย่อยโดยตรงเท่ากับกลุ่ม บริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบหลักจากโครงสร้างของธุรกรรม
อย่างไรก็ตาม ผลพวงจากเหตุการณ์นี้ มีแนวโน้มทำให้ตลาดทุนเกิดการ "จัดระเบียบใหม่" โดยเฉพาะในฝั่งโบรกเกอร์ ซึ่งคาดว่า จะเข้มงวดมากขึ้นในการอนุมัติวงเงินซื้อขาย โดยเฉพาะวงเงินลอย หรือวงเงินขนาดใหญ่ระดับ 50–100 ล้านบาท ที่ในอดีตอาจสามารถทำรายการได้โดยยังไม่ต้องชำระบัญชีทันที ต่อจากนี้จะต้องมีการตรวจสอบฐานะทางการเงินและสินทรัพย์อย่างละเอียดมากขึ้น ซึ่งมาตรการดังกล่าว คาดว่าจะกระทบต่อนักลงทุนรายย่อยทั่วไปค่อนข้างจำกัด
ทั้งนี้ ในมุมมองการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investor: VI) มองว่า หุ้น MORE มีสัญญาณเตือนด้านพื้นฐานมาอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปลายปี 2565 ราคาหุ้นถูกไล่ขึ้นไปในระดับ 0.4–0.5 บาทต่อหุ้น แม้พื้นฐานจะไม่แข็งแรง ขณะที่ผลประกอบการซึ่งรายงานกำไรประมาณ 1,158 ล้านบาท นั้น เป็นกำไรจากรายการพิเศษ คือการขายเงินลงทุนในบริษัทย่อย ไม่ใช่กำไรจากการดำเนินธุรกิจหลัก
และหากพิจารณาเฉพาะการดำเนินงานปกติ บริษัทมีรายได้เพียงราว 120-130 ล้านบาท ขณะที่รายจ่ายสูงกว่ารายได้ ส่งผลให้ธุรกิจหลักยังไม่สามารถสร้างกำไรได้จริง ทำให้เมื่อเปรียบเทียบกำไรปกติกับมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด จะเห็นได้ว่าพื้นฐานของบริษัทไม่สอดคล้องกับระดับราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมา
"เหตุการณ์นี้ควรเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักลงทุนรายย่อย โดยควร อ่านงบการเงินให้ละเอียด แยกให้ออกระหว่างกำไรจากธุรกิจหลักกับรายการพิเศษ ไม่ลงทุนแบบกระจุกตัว หรือ All-in ในหุ้นเพียงตัวเดียว และต้องมีวินัยในการลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนสายเทคนิคควรกำหนดจุดตัดขาดทุนอย่างเคร่งครัด"
ทั้งนี้ กรณีหุ้น MORE ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่โบรกเกอร์ต้องนำไปปรับปรุงระบบบริหารความเสี่ยง แม้ผลกระทบจะไม่แผ่ขยายสู่กลุ่มนักลงทุนทั่วไปในวงกว้างเท่ากับกรณีหุ้น STARK และขณะนี้เรื่องอยู่ระหว่างการดำเนินคดีตามกระบวนการศาลต่อไป







